TALK

ฉันเป็นพ่อ ที่เริ่มต้นจากความเป็นแม่

คารม (คุณแนน)
11 ส.ค. 2562
คุณแนน คารม สาวประเภทสองที่เปลี่ยนตัวเองเป็นพ่อเต็มตัว เพื่อลูกรักน้องโอบบุญ ซึ่งเกิดจากคนรักเก่าที่เป็นทอม เรื่องราวของเธอนั้น ได้เป็นข่าวโด่งดัง เมื่อหลายปีก่อน ชีวิตของเธอวันนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง เนื่องในโอกาสวันแม่ เราจึงอยากจะมาพูดคุยกับเธอ เพื่อค้นคุณค่าของคำว่าแม่กันค่ะ


 
สมัยก่อนคือเราแต่งหญิงเลยใช่ไหม
เมื่อก่อนเราแต่งหญิงเลย ผมเราจะยาว ออกไปไหนก็แต่งตัวเป็นผู้หญิงเลย ปัจจุบันนี้ก็ยังมี ความชื่นชอบ ความสวยความงามแบบนั้นอยู่ เพียงแต่เราไม่ได้แต่งแบบนั้นแล้ว
สาเหตุของการลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเอง เป็นคุณพ่อเต็มตัวเพราะอะไร
เพราะเราเป็นห่วงความรู้สึกของลูก จึงคิดเปลี่ยนลักษณะภายนอก ของตัวเองให้กลับมาเป็นผู้ชาย
 
ขอย้อนกลับไป จุดเริ่มต้นในการที่อยากจะมีลูก ทั้งที่เราเป็นเพศที่ 3 นั้นเริ่มต้นได้อย่างไร
สำหรับเราเพศสภาพตอนนั้น เราก็เหมือนทำหน้าที่เป็นฝ่ายหญิง ส่วนแฟนเราก็เป็นทอม เพศสภาพเหมือนผู้ชาย จุดเริ่มต้นที่ทำให้ตัดสินใจมีลูกคือ เราได้พูดคุยกัน ต่างคนต่างอยากมีลูก มีครอบครัวร่วมกัน เราก็เลยพร้อมใจกันที่จะมี จะว่าไปมันก็คล้ายๆ กับว่าเราเริ่มต้นความเป็นพ่อ จากความเป็นแม่ แต่เมื่อลูกคลอดมา เราก็ทำหน้าที่หาเลี้ยงดูครอบครัวนะ เราเป็นหัวหน้าครอบครัว เหมือนคนเป็นพ่อ แม้ว่าเราจะยังแต่งหญิงอยู่ก็ตาม แต่เมื่อแม่เขาแยกทางไป เราก็ทำหน้าที่ทั้งพ่อ และแม่ ให้กับลูกด้วยตัวเราเอง
 
ปัจจุบันต้องเป็นเหมือนคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว มันยากลำบากเพียงใดสำหรับเรา
มันก็เหนื่อย อาจจะมีท้อบ้างบางครั้ง แต่กำลังใจสำคัญของเราก็คือตัวเขานั้นล่ะ ที่ทำให้เรามีแรงกาย แรงใจในการหาเงินเลี้ยงดูเขา



เรามีความกังวลใจบ้างหรือไม่ ที่ครอบครัวเรา ไม่ได้เป็นครอบครัว ที่ตรงตามเพศสภาพเหมือนหลายๆ ครอบครัว
กลัวเสมอ กลัวว่าเมื่อลูกเราโตมา แล้วเรายังมีสภาพแบบแต่งหญิง จะทำให้มีผลกระทบกับลูก เพื่อนๆ ลูกอาจจะมองว่าตกลงยังไง เราเป็นพ่อ หรือแม่กันแน่ มันก็เลยเป็นจุดที่ทำให้เราอยากเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนสภาพภายนอกให้เป็นผู้ชาย เพื่อลูกจะได้ไม่ต้องอายใคร
 
เรื่องราวของชีวิตเรา โดนสังคมคนรอบข้าง วิพากษ์วิจารณ์ว่าอย่างไรบ้าง
ในช่วงเวลานั้น ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม มีคำติจากคนที่โลกไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่ แรกๆ ก็มีบางที่เราแอบคิดมาก ว่าทำไมต้องมาว่าเรา เราก็มนุษย์คนหนึ่ง เราก็ไม่ได้ไปทำอะไรให้คุณเดือดร้อน แต่สุดท้ายเราก็เลือกที่จะหลีกเลี่ยง ไม่เข้าไปอ่านอะไรตรงจุดนั้น หรือหากได้ฟังคำพูดอะไร ที่ใครว่ามา เราก็เลือกที่จะปล่อยผ่านไป ไม่เก็บมาใส่ใจ หันไปสนใจ คนที่เขาให้กำลังใจเรา เข้าใจเราดีกว่า ในเส้นทางชีวิต ของการเป็นเพศทางเลือก เราเองก็มักจะได้ยินคำวิจารณ์ คำติ มาตลอดอยู่แล้ว   
 
การที่คนเราเป็นเพศที่ 3 มันทำให้คุณค่าของการเป็นพ่อ หรือแม่ แตกต่างออกไปหรือไม่
ถึงคนอื่นจะมองว่าเป็นเรื่องแปลกในการเพศที่ 3 แบบเราจะเป็นพ่อ เป็นแม่คน แต่มันไม่ได้ทำให้คุณค่าในความเป็นพ่อ เป็นแม่คน ของเราลดน้อยลง คุณค่ามันขึ้นอยู่กับว่า เราเลี้ยงดูเขา  เอาใจใส่เขามากพอไหม และเราเลี้ยงเด็กคนๆ หนึ่ง ให้เขาเติบโตมาเป็นคนดีของพ่อแม่ ของสังคมได้ไหม



การที่ต้องเลิกแต่งหญิง กลับมาแต่งเป็นผู้ชาย มันทำให้เราเกิดความอึดอัดอะไรไหม
มันไม่ได้ทำให้เราอึดอัด เพราะเราก็ยังมีสังคมเพื่อนๆ ที่อยู่กับเราเหมือนเดิม มีแค่ตัวเราที่เปลี่ยนตัวเองมีสภาพเป็นผู้ชาย คือจิตใจเราอยู่เหนือลักษณะภายนอกไปแล้ว ขอแค่ได้ทำเพื่อลูกก็ถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำหรับเราแล้ว
 
นอกจากการเปลี่ยนการแต่งตัวภายนอกแล้ว การต้องเปลี่ยนตัวเองมาเป็นพ่อคนนั้น ทำให้เราต้องเปลี่ยนอะไรอีกบ้าง เช่นกิจวัตรประจำวัน สังคมเพื่อน
เวลาอยู่ต่อหน้าลูกเราก็จะไม่เป็นตัวเองในแบบเดิมๆ มากจนเกินไป ถึงแม้จะมีกลุ่มเพื่อนเดิมๆ ของเราอยู่ด้วยก็ตาม เพราะลูกเรายังไม่โตพอที่จะรับรู้เรื่องแบบนี้ ด้วยวัยเขา มันยังไม่ถึงเวลาที่เราจะอธิบาย ให้เขาเข้าใจได้
 
วินาทีที่ตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนเป็นผู้ชาย เราลุกขึ้นมา ทำสิ่งใดเป็นอย่างแรก
สิ่งแรกที่เราทำคือตัดผมเลย จากผมยาวสรวย ก็ตัดเป็นทรงผู้ชาย คนแถวบ้านเห็นคืองงเลย ที่เราตัดผมเปลี่ยนลุคไป ซึ่งจริงๆ มันก็สบายกว่าเยอะเลย กับการกลับแต่งตัวเป็นผู้ชาย ไม่ต้องมาคอยห่วงสวย ตื่นมาแต่งหน้า กรีดตา ทำให้ตัวเราเอง ก็เริ่มปลง กับลักษณะภายนอกของเราเองด้วย
 


ในสังคมคงมีคำถามว่า เพศสภาพมันเปลี่ยนแปลง ลื่นไหล ได้ขนาดนั้นเลยเหรอ
เราว่าเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องของตัวบุคคล ว่าเขาเปลี่ยนเพศสภาพของตัวเอง เพราะอะไร มันขึ้นอยู่กับตัวเรา จิตใจของเรา ว่าเราอยากจะเป็นอะไร หรือเรามีความจำเป็น จะต้องเป็นอะไร อย่างตัวแนนเอง ก็มีความจำเป็น ที่จะต้องเปลี่ยนเพศสภาพตัวเองเพื่อลูก เพราะเรารักเขา  หรือต่อให้วันหนึ่ง เราจะต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนอะไรอีก เพื่อเขาอีกเราก็จะทำ
 
เพื่อนๆ คนรอบข้าง ที่เห็นเราในวันที่ยังเป็นสาวประเภทสอง แสดงความคิดเห็นอย่างไรบ้าง กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราในวันนี้
ทุกคนก็เข้ามาให้กำลังใจเรา ยินดีกับเรา บอกเราว่าทำดีแล้ว ที่ยอมเปลี่ยนตัวเองเพื่อลูก จุดสำคัญมันคือการทำเพื่อลูก ไม่มีใครเข้ามาถาม เรื่องที่เราเปลี่ยนลักษณะภายนอก ทุกคนเขาดีใจกับเราที่ทำเพื่อลูกได้ ซึ่งก็ทำให้เรามีกำลังใจในการเดินหน้าต่อ และเราก็รู้สึกดีใจ และขอบคุณทุกคนที่ยินดีกับเรา
 


คิดว่าถ้าลูกโตขึ้น จะบอกเรื่องราวของคุณให้ลูกได้รับรู้ไหม เพราะจริงๆ ก็เป็นเรื่องราวที่เป็นข่าวโด่งดัง สักวันลูกต้องได้เห็นแน่นอน แล้วคุณจะมีวิธีการเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ลูกฟังอย่างไร
จริงๆ มันก็เป็นเรื่องของอนาคตข้างหน้า แต่เราก็จะค่อยๆ บอกเขา สอนเขา อธิบายให้เขาฟัง ถึงตัวตนในอดีตของเรา ว่าเราเคยเป็นแบบไหนมาก่อน จะคอยสอนเขา ให้ความอบอุ่นเขา เขาจะได้เข้าใจเราให้มากขึ้น พยายามทำให้เข้ารับในตัวเราให้ได้ เราคิดว่าถ้าเราค่อยๆ สอนเขา พอโตมาเขาน่าจะคิดได้ และเข้าใจอดีตของเรา อย่างน้อยเขาก็น่าจะเห็นใจเรา ที่เราต้องเหนื่อย ต้องเลี้ยงเขามาตัวคนเดียว
 
แล้วถ้าวันหนึ่งลูกถามขึ้นมา ถึงเพศสภาพของเรา ถึงเรื่องราวในอดีตของเรา คุณจะตอบอย่างไร
ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย เราก็จะบอกความจริงเขา อธิบายให้เขาฟัง ค่อยๆ พูดกับลูก ก็ได้แต่คาดหวังว่าความเป็นพ่อ เป็นลูกของเราสองคน จะทำให้เขาเข้าใจในตัวเรา เพราะถ้าโกหกเขายังไง วันหนึ่งความจริง ก็ต้องปรากฎอยู่แล้ว ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลานั้น
 
ถ้าบอกเขาแล้วไม่เข้าใจเรา เขารับเรื่องราวนี้ไม่ได้ คุณแนนจะทำอย่างไร
ก็มีแอบกลัวบ้างว่าเขาจะรับไม่ได้ กลัวว่าถ้าวันหนึ่งเขาถาม เขาจะตั้งคำถามอย่างไรกับเรา ถ้าเขารับไม่ได้เราก็คงเสียใจ แต่เราก็จะพยายามบอก และอธิบายให้เขาเข้าใจเราให้ได้มากที่สุด



เวลากลับไปเห็นรูปเราสมัยแต่งหญิง หรืออะไรก็ตามที่ทำให้นึกถึงโมเม้นต์นั้น เรารู้สึกอย่างไรบ้าง แล้วคิดว่าวันหนึ่งจะจะมีโอกาสกลับไปเป็นสาวประเภทสองอีกครั้ง
ก็มีคิดถึงบ้าง อย่างวันแม่ เราก็ยังคุยเล่นๆ กับแม่ของเรา ว่าน่าจะแต่งตัวเป็นผู้หญิงไปให้ลูกกราบ แต่ไม่เอาดีกว่าเป็นแบบนี้ดีอยู่แล้ว
 
ย้อนกลับไปได้ จะยังเลือกที่จะมีลูกไหม หรือเลือกที่จะใช้ชีวิตเป็นสาวประเภทสองตามเดิม
ถ้าย้อนกลับไปได้ก็ยังอยากจะมีเขา เพราะมีเขาแล้วทำให้เรามีความสุข เขาคือความสุขของชีวิตเรา เขาเข้ามาเปลี่ยนแปลงเราไปมากมาย ณ วันที่เราได้เห็นเขาลืมตาออกมาดูโลกมันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ ดีใจมาก ในการได้เป็นพ่อเป็นแม่คน ถึงแม้เราจะเป็นเพศทางเลือกแบบนี้ เราก็ยังมีได้ มันยิ่งใหญ่มากจริงๆ ในโมเม้นท์นั้น ต้องลองดูนะมันโอเคมากๆ



ในวันที่ลูกโตขึ้น คุณจะให้อิสระในการเลือกเพศของลูกหรือไม่

ให้อิสระเขา ไม่ว่าเขาจะเป็นอะไร เลือกคบเพศไหน เราไม่ว่าเขาหรอก เราเองก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าเติบโตไป เขาจะเลือกเป็นเพศไหน ตัวเราเองก็เป็นแบบนี้มา เราเปิดกว้างในเขาในเรื่องนี้
เราเองก็โตมาในครอบครัวที่พ่อแม่เราเปิดกว้างในเรื่องนี้ ที่บ้านเราไม่เคยว่า ไม่เคยห้าม แม่เราซื้อเครื่องสำอางให้ ตัดกระโปรงให้เราใส่ด้วยซ้ำ เขาจะสอนเสมอว่าจะเป็นอะไรก็เป็น แต่ขอให้เป็นคนดี ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน วางตัวให้งดงามแล้วกัน ถือว่าเป็นความโชคดีของเราที่เกิดมาในครอบครัวนี้
 
นิยามคำว่าครอบครัวที่อบอุ่น จำเป็นหรือไม่ ที่จะต้องมีพ่อแม่ลูก อย่างสมบูรณ์แบบ ตรงตามเพศสภาพ
ไม่จำเป็น นิยามคำว่าอบอุ่น มันอยู่ที่การเลี้ยงดูลูกของเรา ว่าเราได้มอบความรักความอบอุ่นให้เขาเต็มที่หรือไม่ ถึงแม้เราจะเลิกรากันไป เราก็จะต้องให้ความอบอุ่น กับลูกให้เต็มที่ๆสุด อย่างครอบครัวเราก็ยังมีพ่อแม่ของเรา เป็นปู่ย่าที่ช่วยดูแลหลาน มอบความอบอุ่นให้กับหลาน รวมถึงเพื่อนๆ ของเราที่จะเติบเต็มความความอบอุ่นให้ลูกเรา
 
 

ทุกวันนี้ความอบอุ่นในครอบครัวของเรา 2 คนพ่อลูก เพียงพอหรือยัง ยังอยากได้ใครมาเติมเต็มเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวเพิ่มอีกไหม
สำหรับตอนนี้ อยู่กับลูก 2 คนเราว่ามันก็โอเคอยู่แล้ว ทุกวันนี้ก็มีความสุข ตอนนี้เราไม่มีเรื่องโรแมนติกอะไรเข้ามา เพราะเราไม่ได้ไปโฟกัสจุดนั้นเลย แต่ถ้าวันหนึ่งจะต้องมีใครเข้ามา เราก็ต้องดูว่าเขาจะรับลูกเราได้ไหม
 
เหตุการณ์ที่ผ่านมา มีส่วนทำให้เรากลายเป็นคนปิดกันตัวเอง จากเรื่องความรักโรแมนติกหรือเปล่า
มันก็มีส่วนด้วย กับเรื่องราวที่ผ่านมา มันก็สร้างผลกระทบในจิตใจเราพอสมควร มันทำให้เราไม่อยากไปอะไรมากมาย กับเรื่องราวความรักโรแมนติกอะไรแล้ว อยู่แบบนี้กับลูกก็สบายใจดี
 
จากประสบการณ์ชีวิตของคุณเอง สามารถพูดได้ไหมว่าความรัก มันไม่ได้มีตัวแปรสำ คัญคือ เพศของคนเรา
เพศสภาพ ไม่ได้เป็นตัวแปร ในความรักของคนเรา มันขึ้นอยู่กับตัวบุคคล มันขึ้นอยู่กับเราว่าเราอยากได้ความรักแบบไหน และจากใคร
  


จะสอนลูกให้ปฏิบัติกับคนที่แตกต่างกับเราอย่างไร
อย่างแรกเลยต้องสอนให้เขาอย่าไปว่าคนอื่น ไม่ว่าคนๆ นั้นจะแตกต่างอย่างไร แตกต่างแบบไหนก็ตาม เพราะสังคมของเรามีความหลากหลาย ทุกความหลากหลายในสังคมเกิดขึ้นเพราะ ทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวของแต่ละคน ว่าเขาต้องการอะไร ชอบในสิ่งไหน และหากอะไรที่ทำแล้วมีความสุขเขาก็สมควรจะได้ทำสิ่งนั้น
 
อยากเห็นลูกเติบโตมาเป็นแบบไหน
ปกติเลยของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ก็อยากเห็นเขาเติบโตมาเป็นคนดี อยากเห็นลูกเราต้องเติบโตไปข้างหน้าอย่างมีความสุข และหวังว่าลูกจะเข้าใจเรา เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น เมื่อเขาเติบโตขึ้น
 
คำจำกัดความคำว่า “รัก” ของเราที่มีต่อลูกของเราคืออะไร
คำว่ารักของเราที่มีต่อลูก มันคงอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ยากมาก คงบอกได้แค่ว่า ต่อให้เราจะต้องเปลี่ยนแปลง หรือจะต้องทำอะไรให้เขามากแค่ไหน เราก็พร้อมทำให้เขาเสมอ ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม เพราะเขาคือลูกของเรา
 

 
คุณมองตัวเองเป็นอย่างไรในวันนี้
การที่เราต้องเปลี่ยนตัวตนเพื่อลูก แล้วเราสามารถทำมันได้ ทำให้ทุกครั้งที่เรามองย้อนมาที่ตัวเอง เรารู้สึกว่าเราก็เก่ง และแข็งแกร่งนะ ที่มาถึงจุดนี้ได้ อีกอย่างครอบครัวเรา ก็มีแค่เรากับลูก มันทำให้เรายิ่งอยากทำเพื่อลูกให้เต็มที่ๆ สุดเท่าที่จะทำได้
 
คุณอยากให้คนอื่น มองตัวคุณ ครอบครัวคุณเป็นอย่างไร จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น
อยากให้คนอื่นมองเราว่าเราก็คือคนปกติ เราก็คือครอบครัวหนึ่งที่หย่าร้างกัน แล้วเราก็ทำหน้าที่เลี้ยงลูก ดูแลลูก  
 


ให้ฝากถึงคนที่อาจจะมีปัญหาในเรื่องความสมบูรณ์แบบของครอบครัวเหมือนกับเรา
อยากบอกว่าถึงใครจะมองว่าครอบครัวเรา ไม่ใช่ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่อย่าไปมองแบบนั้น เราจะต้องสู้ต่อไป กำลังใจสำคัญของเราคือลูก คือครอบครัว ทุกคนจะต้องสู้ มองไปที่ความรักที่มีต่อลูก แล้วจะทำให้เรามีกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อ เราจะต้องผ่านไปให้ได้
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
ชนาศิลป์ น้ำวล
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
Cake Designer ไทยดังไกลระดับโลก ‘ศิลปินผู้ดีลีธความฝัน ...เมื่อสิ่งที่ทำไม่ใช่เส้นทางเบอร์หนึ่งในชีวิต แต่กลับทำมันได้ดี’ แล้วชีวิตเราควรอยู่กับความฝันหรือความเป็นจริง?
 
นิทรรศการภาพถ่าย LGBT  ที่ใช้ชื่องานว่า Kaleidoscope : Through My Lens เกิดขึ้น โดยเปิ้ล-จริยดี และ เจย์ สเปนเซอร์ สองสามีภรรยาที่หลงรักงานศิลป์และ Exibitions ทุกรูปแบบได้ชัดชวนศิลปิน ช่างภาพชื่อดังระดับแถวหน้าของประเทศหลายต่อหลายคน มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายที่เล่าถึง LGBT ในมุมมองของพวกเขา โดยจัดที่ woof pack space ศาลาแดง ซอย1 ตั้งแต่วันที่ 3-22 กรกฎาคม นี้