TALK

เจาะใจ The Lounge : ครูผู้สร้างโอกาส จากความด้อยโอกาสของตัวเอง

ครูเชาว์ - เชาวลิต สาดสมัย
16 ม.ค. 2562
ถ้าทฤษฎีของอับบราฮัม มาสโลว์ ที่ว่าด้วยความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ (Maslow’s hierarchy of needs)  บอกว่า มนุษย์ต้องได้รับการเติมเต็มความต้องการตัวเองในแต่ละขั้นเสียก่อน จึงจะสามารถข้ามไปสู่ความต้องการขั้นสุดท้าย นั่นคือความต้องการที่จะบรรลุและพัฒนาตนเองบนพื้นฐานความเป็นมนุษย์อย่างสุดศักยภาพ (Self-actualization) ได้

ครูเชาว์ - เชาวลิต สาดสมัย ก็คงทำให้เราต้องกลับมาทบทวนทฤษฎีนี้ใหม่ เพราะเขาคือคนที่เกิดและเติบโตมาด้วยปัจจัยที่ดูเหมือนจะไม่สามารถเป็นผู้ “ให้” ใครต่อใครได้เลยแม้แต่น้อย จากชีวิตที่เริ่มต้นด้วยการถูกทิ้งให้เป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่วันคลอดที่โรงพยาบาลศิริราช เด็กชายเชาว์ก็ถูกส่งต่อไปเติบโตที่บ้านเฟื่องฟ้าและบ้านราชาวดี ก่อนจะดิ้นรนส่งเสียตัวเองเรียนจนจบ และขวนขวายหาโอกาสดีๆให้ชีวิตด้วยตนเอง         

จากเด็กถูกทิ้ง ถูกปฏิเสธที่จะได้รับความรักและการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่ สู่การเป็นครูผู้มอบความรักให้แก่เด็กๆด้อยโอกาสมากมายอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆที่ศูนย์สร้างโอกาสเด็กพระราม 8 ผู้ที่เป็นเสมือนพ่อพระของเด็กเร่ร่อน  แทบไม่น่าเชื่อว่านี่จะเป็นเรื่องจริง หรือเป็นคนที่มีตัวตนอยู่จริง ซึ่งเขากำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเราตอนนี้



“ผมทำงานนี้มา 10 ปีแล้ว  เริ่มจากที่ตัวเองไม่มีอะไร พอตัวเองไม่มีอะไร เราก็เลยเข้าใจคนอื่น  คนอื่นเขามีพ่อมีแม่  เขาขออะไรพ่อแม่ก็ได้ แต่พวกเราเป็นเด็กกำพร้า ที่ไม่ได้มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยอะไรเรามากมาย  แต่ผมว่าผมได้เรียนรู้อะไรจากตรงนี้เยอะนะ คนที่มีพ่อแม่อาจต้องมีภาระมากขึ้น แต่คนที่ไม่มีเขาก็ต้องดิ้นรนตัวเองไปถึงจุดความฝันของเขาให้ได้”

ย้อนกลับไป เราน้อยใจบ้างไหมที่เขาทิ้งเราไปแบบนั้น

ไม่นะ ผมคิดว่าผมไม่ได้ถูกปฏิเสธจากพ่อแม่ แต่พ่อแม่เขาคงไม่พร้อม ผมว่าผมได้เรียนรู้ว่า ดีแล้วเหอะที่เราไม่มี ถ้าเรามีนะ ทุกวันเราก็ต้องแบมือขอๆๆ เราก็จะไม่ได้ช่วยเหลือตัวเองอย่างที่เราทำมาตลอดชีวิต
ผมไม่เคยแบมือขอใครเลยนะ ตอนเด็ก ๆ ผมไปโรงเรียน ผมไปช่วยแม่ครัว ตั้งแต่ตี 4 ตี 5 ได้ข้าวมากล่องนึง ได้ตังค์วันละ 7 บาท เพื่อไปโรงเรียน สถานสงเคราะห์สอนให้ผมได้รู้ว่าเราไม่พร้อม แต่เราทำให้ตัวเองมีคุณค่าได้ แค่นั้นพอ

ไม่เคยรู้สึกเลยว่าตัวเองขาดอะไร

ไม่เคย ผมว่าผมมีความสุขมากกว่านะ ในสิ่งที่มันไม่มีอะไรพร้อม แล้วผมต้องสร้างมันด้วยตัวของผมเอง

ครูเชาว์ในวัยรุ่นเป็นยังไงบ้าง

แสบ แล้วก็ดื้อด้วย แม่บ้านให้ไปทำไร ผมบอก เดี๋ยวก่อน ผมยอมถูกตีอ่ะ เพื่อให้ผมเล่นกีฬาก่อน เดี๋ยวก่อนๆๆ ผมอยากจะไปเตะบอล ผมไม่ยอมทำการบ้าน ยอมโดนตีสามที แต่ก๋ไม่มีเรื่องเหล้า เรื่องบุหรี่ ผมไม่แตะเลย เพราะผมรู้ว่าถ้าเรายุ่งกับเรื่องพวกนี้ อนาคตเราไม่มีแน่

เราทนที่จะอยู่ท่ามกลางสังคมที่ทั้งกินเหล้า สูบบุหรี่ เสพยาได้ยังไง โดยที่เราไม่ทำตามเค้า

ที่จริงเด็กมูลนิธิติดยาแทบทุกคน แต่ผมไม่ ผมรู้ว่าผมมาจากไหน ผมเห็นตัวอย่างจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ท่านบอกว่าเราไม่ต้องมีอะไรพร้อม เราแค่อยู่อย่างพอเพียง แล้วเราก็ต้องรู้ฐานะตัวเองว่า ฐานะเราเป็นอยู่แบบไหน rพื้นฐานของครอบครัว เราไม่มีอะไรพร้อม แต่ถ้าเรามีการศึกษาที่ดี  มีหน้าที่การงานที่ดี เราก็จะมีทุกอย่างที่เราอยากจะมี ผมมาเห็นสังคมที่กินเหล้า สูบบุหรี่ ติดยา เที่ยวเตร่ เป็นสังคมที่เขาดูถูกตัวเอง เขาไม่ได้มองคุณค่าของตัวเอง ซึ่งผมไม่อยากเป็นแบบนั้น 



ความคิดที่เราอยากจะช่วยเด็ก มันเริ่มมาตั้งแต่ตอนไหน

ผมเห็นเด็กสถานสงเคราะห์ พ่อๆแม่ๆดูแลเด็ก 60 คน ต่อพี่เลี้ยงคนเดียวอ่ะ แล้วพี่เลี้ยงอายุ 40 50 แล้ว    ตรงนั้นคือแรงบันดาลใจ เราอาจจะเรียนช้ากว่าเด็กคนอื่น แต่เรามีไม้ มีมือ มีเท้า ที่อยากจะช่วยเขาตรงนี้  ผมอาบน้ำให้เด็ก เปลี่ยนผ้าอ้อมให้เด็ก ทาแป้งให้เด็ก มันสอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรมในตัวเราด้วย มันสอนให้เราได้ใจเย็น ช่วยเหลือคน การพูดคุย การกอด การดูแล เขาจะมีการพัฒนามากกว่า  มากกว่ากินยาเข้าไปด้วยซ้ำ เราเลยตั้งใจว่าเราจะต้องทำงานตรงนี้ ต้องช่วยเด็กพวกนี้ให้ได้

คุณเชาว์เริ่มจากอะไร พอเรารู้ว่า เป้าหมายของเราคือตรงนี้

ตัวเราเองต้องมีการศึกษาก่อน เราจึงจะสามารถที่จะดูแลคนอื่นได้ เราต้องเป็นครูอาสาก่อน มีจิตอาสาที่จะช่วยเหลือคน โดยไม่มีข้อแม้อะไรทั้งนั้น หลายคนเวลาจะทำจะเป็นจิตอาสา เขามักจะมีข้อแม้ ต้องมีอะไรพร้อม แต่ถ้าคุณไม่เอาใจมาทำ คุณจบ แต่ผมมีใจ ผมเริ่มด้วยต้นทุนนี้อันดับแรกเลย ผมหาเงินเรียนเอง ทำงานเก็บขยะ แข่งกีฬา ได้เงินมาก็มาจ่ายค่าเล่าเรียน ผมเรียนพละศึกษา จบโรงเรียนชลประทานสงเคราะห์ ผมเดินไปเรียนตลอด ไม่มีตังค์นั่งรถ ผมได้เสื้อผ้า รองเท้านักเรียนมือสอง ไม่เคยซื้อเลย พอจบจากโรงเรียนก็สอบเข้าวิทยาลัยพละ เรียนที่สุพรรณสองปี แล้วก็เรียนที่มหาลัยเกษตรศาสตร์อีกสองปี เพื่อนผมบอกว่า มึงอ่ะบ้ารึเปล่า มึงเก็บขวดขายเพื่อมาเรียน  ผมก็ด่ามันกลับว่า ถึงกูบ้า แต่กูก็ไม่เดือดร้อนพ่อแม่เหมือนมึงละกัน (หัวเราะ)

แล้วครูเชาว์เริ่มทำงานให้ศูนย์สร้างโอกาสเด็กสะพานพระราม 8 ได้อย่างไร

ผมเห็นที่นี่มา ผมว่าเด็กในชุมชน มันไม่ได้รับโอกาส มาจากครอบครับที่ไม่มีความอบอุ่น ทำไมเราไม่เอาเด็กกลุ่มนี้เข้ามาใช้พื้นที่ของเรา แล้วเราได้เรียนรู้พฤติกรรมของครอบครัวของเด็กด้วย ผมว่าเด็กกลุ่มนี้ สักวันเขาก็จะออกมาเร่ร่อนเหมือนกัน เพราะว่า  ครอบครัวอยู่แล้วไม่มีความสุข มีแต่ปัญหา พ่อแม่ เช้ามา ด่าๆๆ ให้พรปุ๊ป เด็กจะมีความสุขที่ไหน พ่อแม่ไม่ได้สทำให้ตัวเองมีคุณค่า ให้ลูกได้นับถือ แต่กลับทำให้ลูกคิดในแง่ลบ จากสภาพครอบครัวของคุณ ผมเลยขอมาทำตรงนี้



คือจริงๆ แล้วปัญหาอาจไม่ใช่มาจากการที่เด็กเป็นเด็กกำพร้า เด็กที่มีพ่อแม่แต่พ่อแม่ไม่ดูแลนี่แหละที่มีปัญหา

ผมจะบอกให้นะ เด็กที่สร้างปัญหาส่วนใหญ่ คือเด็กที่มีพ่อมีแม่ เด็กที่สถานสงเคราะห์เขาจะปลูกฝังด้วยเรื่องเวลา ความเป็นอยู่ ความรับผิดชอบ แล้วก็ให้ตระหนักในหน้าที่  เด็กทุกวันนี้ที่เด็กออกมาแว้น เป็นเด็กมีพ่อแม่ทั้งนั้น และปัญหาที่พบคือ พ่อแม่ไม่ได้สอน ทำแต่งาน แต่คุณรู้มั้ยว่าลูกอยากได้อะไร เอาแต่ทำงานหาตังค์ แต่ไม่เคยมีเวลาได้พูดคุย ได้เข้าใจกัน นี่ต่างหากที่สร้างปัญหา

การทำงานตรงนี้สอนอะไรเราบ้าง

ผมได้เรียนรู้อะไหลายๆอย่าง สิ่งหนึ่งที่ชัดเลยก็คือ คือสังคมไปตีตราเขา ว่าเด็กกลุ่มกำพร้า เด็กเร่ร่อนเหล่านี้ไม่มีศักยภาพ สร้างแต่ปัญหา แต่คุณไม่ยอมย้อนไปหาเขา ว่าเขาอยู่ของเขาแบบนี้อ่ะ เขายังมีความสุข เก็บขวดเก็บขยะขาย แต่ก็ยังอยากจะใฝ่ดี แต่ลูกคุณล่ะ มีบ้าน มีครอบครัว แต่ลูกคุณกลับสร้างแต่ปัญหา มันอยู่ที่การอบรมเลี้ยงดูจริงๆ

มันคงต้องใช้แรงกำลังมหาศาลกว่าจะทำได้สำเร็จ ครูเชาว์เอาชนะความท้อแท้ในใจไปได้ยังไง

เรารู้ว่าเรากำลังทำอะไร เรารู้ว่ามันยาก ซึ่งผมมาได้ถึงขนาดนี้ด้วยน้ำพักน้ำแรง ด้วยทั้งคนใจบุญที่ส่งให้ผมเรียน ข้าวหลวงที่ผมกิน ผมถือว่าผมตอบแทนแผ่นดิน ผมไม่ท้อหรอก

ทุกวันนี้มีความสุขดีมั้ย

มีความสุขดีกับงานที่ผมทำ หลายคนเขาไม่มีความสุขเหมือนผม ทุกคนทำงานเครียดแต่เอาความเครียดของคุณอ่ะมาเก็บสะสมทำให้เราแก่ลง ผมสามารถมีความสุขกับชีวิตได้ทุกวัน ผมเห็นเด็กๆมีชีวิตที่ดี มีอนาคต ผมก็เติมเต็มแล้ว

การที่เด็กคนนึงโตมาลำพัง เป็นเด็กกำพร้าและไม่มีใครรักเลย คิดว่าเค้าจะรอดมั้ย?

ไม่รอดครับ ถ้าเด็กคนนั้นอยู่ในสภาพแวดล้อมคำว่าไม่มีความรัก มีแต่คำว่าสิ่งที่ไม่ดีในรอบข้าง สภาพแวดล้อมที่เขาอยู่ แต่เค้าต้องไม่ลืมว่า ถึงคุณกำพร้าพ่อแม่ แต่คุณไม่ได้กำพร้าหัวใจนะ คุณต้องเอาใจของคุณคิด สภาพร่างกายของคุณ จะพิการ ไม่ปกติยังไง คุณต้องยอมรับสภาพตัวเองให้ได้ แล้วคุณจะผ่านตรงนี้ได้ไป ต่อให้คุณไม่มีไรพร้อม สักวัน ถึงเขาจะยังเรียก ไอ้ แต่ต่อไปเขาจะเรียกคุณว่า คุณ ผมว่าเหรียญอ่ะมันมีหลายด้านอ่ะครับ แล้วแต่ว่าเราจะเดินไปทางไหน สังคมไทยมันหมุนน็อตแน่น แต่มันไม่ยอมคลาย ตรงนี้แหละ พอยิ่งหมุนแน่นๆ ไม่คลาย แล้วถ้าสนิมมันเกาะ มันจะเกาะอยู่แบบนั้น ถ้าคุณไม่ปล่อยวาง



เรื่องอะไรบ้างที่ครูเชาว์อยากให้เขาปล่อยวาง แล้วมันจะดีขึ้น

เข้าใจปัญหา เข้าใจจิตใจของเด็ก เข้าใจการทำงาน เห็นความเป็นอยู่ของเด็ก เขาลงมือทำแต่พวกคุณเอาแต่ตัวหนังสือเป็นที่ตั้ง มันไม่ประสบความสำเร็จ คนที่ทำงานจริงรู้ว่า สิ่งแรกที่เราต้องช่วยเหลือเขาคืออะไร

มีเป้าหมายอื่นที่ครูเชาว์อยากจะไปถึงอีกมั้ย

ผมจะเปิดมูลนิธิเป็นของตัวเอง ผมอยากจะช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาส อาจจะเป็นจุดเล็ก ๆ ขอให้ผมได้เดินไปถึงความฝันแค่นั้นพอ หลายคนเตือนว่าจะดีเหรอเปิดมูลนิธิ เงินมันเข้า เดี๋ยวมีปัญหา ผมไม่สนใจหรอกว่าเงินมันจะเข้าหรือไม่เข้า เราโปร่งใส ผมไม่สนใจหรอก ผมจะมีเงินเท่าไหร่ ผมจะมีใครนับถือ ผมไม่สนใจ สิ่งที่ผมทำ มาถึงขนาดนี้ ผมก็ไม่ใช่คนธรรมดาละ

ทุกวันนี้อะไรคือความสุขของครูเชาว์

รอยยิ้มครับ ผมได้รอยยิ้มจากเด็ก ทุกวันนี้หน่วยงานราชการได้โบนัส แต่ผมไม่ต้องการโบนัส เพราะโบนัสไม่ใช่คำตอบว่าคุณจะทำงานดีหรือไม่ดี คุณเห็นมั้ย เด็กเจอครูคนอื่นแล้วก็แค่สวัสดี แต่ศูนย์เด็กเล็กเจอครูเชาว์แล้วเป็นยังไง เอาความเป็นจริงตรงนั้นดีกว่า

อยากบอกพ่อแม่ที่กำลังคิดจะทิ้งลูก หรือมีแต่ไม่พร้อมจะมีว่ายังไง

ผมว่าสังคมนี้สอนยาก คิดจะมีตัวเองต้องพร้อม คิดก่อนว่าคลอดออกมาแล้วจะให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงอย่างนั้นเหรอ คุณจะไม่ได้อะไรจากลูกเลย  วันนึงคุณจะถูกลูกที่คุณคลอดออกมาทิ้งเหมือนกัน

ครูเชาว์มีวิธีบอกเด็กที่โดนทิ้ง ให้เขารู้สึกมีคุณค่าขึ้นมาได้อย่างไร 

ผมว่าขึ้นอยู่กับตัวเขามากกว่าครับ ว่าเขาจะมองคุณค่าตัวเองยังไง ผมจะพาเขาไปดูที่ที่นึง ที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของครูเชาว์ คนที่ติดลบทุกอย่าง แล้วเค้าก็จะเห็นคุณค่าของตัวเอง ผมหวังอย่างนั้น
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
วิรดา คูหาวันต์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
แลกเปลี่ยนทัศนคติกับ ‘โอปอ-ลิปปกร’ Cake Designer เจ้าของรางวัลเหรียญทองน้ำตาลปั้นตกแต่งเค้ก ผู้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยดังไกลระดับโลก
ยุคนี้ได้มีการเรียนการสอน Visual Thinking อย่างจริงจัง เพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากการคิดเป็นภาพนี้ในการทำงานต่างๆ