TALK

ลิขสิทธิ์ในโลกออนไลน์ เมื่อความมักง่ายกลายเป็นการละเมิด

นุสรา กาญจนกูล
29 พ.ค. 2560
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เสพสื่อออนไลน์ หรือใช้โซเชียลมีเดียเป็นหลัก ..แล้วเมื่อเจอคอนเทนต์ที่คุณสนใจ ภาพ หรือ วิดีโอที่คุณชอบ คุณก็กดเซฟมันเข้าเครื่องของคุณ หรือมาทำซ้ำ ดัดแปลง เพื่อแชร์ใหม่ด้วยแอคเค้าท์ของคุณเอง แทนที่จะเลือกกดแชร์จากต้นทางที่โพสต์ครั้งแรก…

ถ้าคุณเคยทำสิ่งเหล่านี้ เราขอแนะนำให้คุณอ่านบทสัมภาษณ์นี้อย่างตั้งใจ เพราะคุณอาจไม่ทราบว่าสิ่งที่กล่าวไปนั่นคือการละเมิดลิขสิทธิ์ อันเป็นของผู้อื่นโดยสมบูรณ์

หรือหากคุณไม่เคยทำ เราก็ยิ่งขอให้คุณอ่านต่อจนจบ เพราะคุณจะยิ่งมันใจว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นถูกต้องดีงามเพียงใด ในโลกที่หลายต่อหลายคนมักง่ายกับทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่นจนกลายเป็นปกติวิสัยในชีวิตประจำวันอย่างเช่นทุกวันนี้

เราจึงไม่ลังเลที่จะมาพูดคุยกับคุณนุสรา  กาญจนกูล ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมทรัพย์สินทางปัญญา หน่วยงานที่ควบคุมดูแลเรื่องที่กล่าวมาโดยตรง เพื่อให้เราทุกคนเข้าใจและตระหนักเรื่องสำคัญเรื่องนี้ไปพร้อมๆกัน



จริงๆแล้วลิขสิทธิ์จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่คะ
ลิขสิทธิ์เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  สมมุติว่าคุณเดินไปบนถนน เห็นสะพาน อุ๊ย สวยจัง หยุดยืนถ่ายรูปสะพาน แชะ รูปใบนั้นเกิดลิขสิทธิ์ทันทีโดยอัตโนมัติ คุณจะเอาไปทำอะไรต่อก็ได้ โดยไม่ต้องมาขอจดอะไรทั้งนั้น หรืออย่างวันนี้ตื่นขึ้นมา อารมณ์ดี ผิวปากเป็นเพลง เขียนโน้ตไว้กลายเป็นเพลง อันนี้ก็ไม่ต้องจดเหมือนกัน  มันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะลิขสิทธิ์คือสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใดๆก็แล้วแต่ ในงานที่ตนได้สร้างสรรค์ขึ้นมา แล้วจากนั้นถ้าคุณอยากใช้รูปนั้นของคุณในเชิงพาณิชย์ เช่นอยากใช้เป็นโลโก้ เป็นชื่อผลิตภัณฑ์ คุณก็ต้องนำรูปนั้นมาจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้า คือ อะไรก็ตามที่เป็นวรรณกรรม นาฏกรรม ดนตรีกรรมหรือศิลปกรรม อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นความบันเทิง เป็นสุนทรีย์ เป็นองค์ความรู้ เป็นความงดงาม สิ่งเหล่านี้จะมีลิขสิทธิ์คุ้มครองทันทีที่มันเกิดขึ้น และมีเจ้าของสิทธิ์เป็นตัวเป็นตน

อย่างคำคมนี่ถือเป็นลิขสิทธิ์ได้มั้ยคะ เห็นฮิตแชร์กันเต็มสื่อออนไลน์ไปหมด
มันมีระดับของการสร้างสรรค์ การวินิจฉัยตัดสินความงาม เค้าเรียกว่า  Skill  Labour and Judgement  คือต้องมีทักษะ มีฝีมือ และมีวิจารณญาณในการสร้างงานชิ้นนั้น ว่าทำไมถึงเลือกทำอย่างนั้น เลือกใช้คำนี้ เลือกใช้ภาพนั้น เลือกใช้สีนี้…อะไรแบบนี้  การเขียนคำสามคำหรือบรรทัดสองบรรทัด  มันยังไม่เป็น เพราะถือว่าการสร้างสรรค์เพียงเท่านี้ยังไม่ใช่งานศิลปะที่กฎหมายลิขสิทธิ์จะคุ้มครอง มันไม่มีบัญญัติในกฎหมาย แต่มันเป็นบรรทัดฐานที่ศาลใช้ตัดสินคดีเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์

แสดงว่ากฎหมายลิขสิทธิ์เข้าใจยากเกินไปรึเปล่าคะ  ทำไมทุกวันนี้คนไทยจึงยังไม่ค่อยตระหนักเรื่องนี้จริงจัง
จริงๆเข้าใจไม่ยากเลย เพียงแต่วันนี้ความซับซ้อนของเรื่องการทำให้ถูกต้องตามกฎหมายลิขสิทธิ์เนี่ย มันอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้คนที่รักความสะดวก ความง่ายทั้งหลาย ปฏิเสธที่จะทำให้ถูกต้อง แต่ถ้าเรายอมเหนื่อย ยอมทำทุกอย่างตามขั้นตอนทางกฎหมายที่ถูกต้อง  มันจะทำให้เราเห็นว่า จากที่เราเคยชินกับการเอาของคนอื่นมาใช้ง่ายๆเป็นประจำ ด้วยช่องว่างของการสอดส่องดูแลของเจ้าของสิทธิ์ที่ไม่ทั่วถึง มันก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่เลยกับการทำให้ถูก



เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงหรือความตื่นตัวในเรื่องนี้ของผู้ถูกละเมิดอย่างไรบ้างคะ
อย่างทุกวันนี้ เมื่อแค่กฎหมายหรือศีลธรรมควบคุมได้ไม่พอ  เว็บไซต์อย่าง Youtube ก็มีการทำซอฟแวร์เพื่อตรวจเช็กว่าเรามีการอัพโหลดคอนเทนต์อะไรซ้ำกับเจ้าของที่เป็น Official รึเปล่า ถ้ามีระบบก็จะไม่อนุญาตให้โพสต์ หรืออย่างที่มีการ Cover เพลงเกิดขึ้นมากมายลง Youtube  การจะไปตามจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์มันก็ทำได้ยาก มันก็เลยจะมีเรื่องของการแชร์ผลประโยชน์กัน Youtube เอาไปส่วนนึง เจ้าของสิทธิ์เอาไปส่วนนึง แล้วก็คนที่ทำใหม่เอาไปอีกส่วนนึง  ซึ่งอยากให้เข้าใจตรงกันว่าจริงๆแล้ว  Youtube เป็นเว็บที่ทำขึ้นมาเพื่อให้คุณดู ไม่ได้ให้คุณเอาไปใช้ วันนี้คุณอาจจะโหลดออกมา ใช้ได้ไม่มีปัญหา นั่นไม่ได้แปลว่าเจ้าของสิทธิ์เค้าจะโอเค นิดๆหน่อยๆเค้าอาจจะอะลุ้มอล่วย เจ้าของสิทธิ์บางคนอาจจะอยากให้ผลงานเผยแพร่ไปเยอะๆ แต่มันไม่เป็นอย่างนั้นทุกคนแน่  ถ้าวันนึงเค้าจะลุกขึ้นมาเอาเรื่อง เค้าก็ทำได้ เพราะเค้ามีสิทธิ์ ยิ่งถ้าเราเอางานของเค้ามาต่อยอด มาทำให้เกิดรายได้เชิงธุรกิจด้วยแล้ว ก็คิดว่าเจ้าของสิทธิ์ก็คงจะไม่อยู่เฉยอีกต่อไป แล้วเราจะลำบากกับปัญหาฟ้องร้องทางกฎหมายที่จะตามมา

ในกรณีที่เรากำลังทำเว็บไซต์ หรือคอนเทนต์ออนไลน์ต่างๆ สิ่งที่เราควรระมัดระวังคืออะไรคะ
ในสื่อออนไลน์ สิ่งที่เราเข้าถึงมันเป็นได้ทั้งภาพ ทั้งเสียง ทั้งบทความ ทั้งมัลติมีเดียต่างๆ แน่นอนว่าสิ่งต่างๆที่กล่าวไปมันคืองานลิขสิทธิ์ ถ้าจะพูดไป เกือบ 100% เราต้องตั้งสมมุติฐานไว้ก่อนว่ามันยังมีลิขสิทธิ์อยู่  ถ้าจะใช้ ต้องเช็กว่าเป็นของใคร แล้วขอให้เป็นเรื่องเป็นราว ฉะนั้นถ้าเราทำเว็บฯเอง อย่างแรกที่เราต้องตระหนักเลยก็คือ อย่าเอางานของคนอื่นบนสื่อดั้งเดิมไปโพสต์โดยไม่ได้รับอนุญาต  การทำแบบนี้ ถ้าจะถามว่าละเมิดมั้ย  ตอบง่ายๆเลยว่า แน่นอน มันคือการละเมิดแน่ๆ  หรือถ้าจะเอาลิงก์ของเว็บฯอื่นมาลงไว้ที่เว็บฯตัวเอง ลิงก์เอามาลง จะต้องกดแล้ว กลับไปที่ต้นทางเดิมของเค้าเสมอ เพื่อที่จะได้ไม่กระทบกับยอดวิว ยอดไลก์ที่เค้าจะได้รับ

ถ้าเอามาใช้แบบไม่ได้ขอ แต่ใส่เครดิตให้ล่ะคะ
การใส่เครดิต เป็นการยอมรับว่า งานชิ้นนี้เราไม่ได้เป็นคนทำก็จริง แต่มันก็ไม่เพียงพอในทุกกรณี  กรณีที่เพียงพอสำหรับการใส่แค่เครดิตก็อย่างเช่น การทำรายงานวิจัยค้นคว้า เราอ้างอิงด้วยการใส่เครดิต หรือการโพสต์ในสื่อส่วนตัวที่ไม่ได้เป็นการแสวงผลกำไร อันนั้นก็เพียงพอ  แต่ก็ใช่ว่าการโพสต์ที่ไม่แสวงผลกำไรทุกครั้ง จะไม่ได้เป็นการละเมิด เพราะการที่ไม่ได้ใช้เพื่อหารายได้ บางครั้งก็อาจเป็นการละเมิดได้ ถ้าการโพสต์ของเรานั้นไปกระทบกระเทือนต่อรายได้จากยอดวิวของเขา  อย่างถ้าเราทำเว็บไซต์ขึ้นมาเว็บไซต์นึง เราอยากให้คนมาดูเยอะๆ เราก็เลยไปเอางานของเค้า เอารูปภาพเค้ามาใช้เป็นประจำ เพื่อให้คนมาดูเว็บฯของเราเยอะๆ แล้วก็แค่ให้เครดิตเค้า ถามว่า แค่การให้เครดิต มันทำให้เจ้าของผลงานได้เครดิตอะไรจากตรงนั้นแค่ไหน?  แล้วมันเพียงพอหรือไม่ ..แน่นอน มันไม่เพียงพอ การเอาผลงานของคนอื่นมาใช้เชิงพาณิชย์ ในทุกๆกรณี เราควรจะขอจากเจ้าของให้เรียบร้อย ไม่ว่าเราจะเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ยิ่งขนาดใหญ่ยิ่งต้องทำให้ถูกต้อง ควรจะต้องมีฝ่ายกฎหมายเพื่อดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ ว่าจะมีเพลงใคร ภาพใคร วิดีโอของใครมาอยู่ในคอนเทนต์เราบ้าง หลายจะคนคิดง่ายๆว่า แค่อ้างอิงก็จบ จริงๆแล้วมันไม่ใช่ สมมุติว่าอยากจะใช้เพลงนี้ แต่ไม่รู้ว่าจะต้องขอใคร มันก็จะมีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องลิขสิทธิ์เพลงอย่าง MPC เราก็สามารถไปเช็กกับเค้าได้ให้ถูกต้อง

ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงไม่ตระหนักเรื่องนี้  ทั้งๆที่เป็นเรื่องของสิทธิพื้นฐานที่สำคัญ
การที่คนไม่ Aware เรื่องนี้เพราะคนใช้สื่อโซเชียลมีเดียมากขึ้น  เมื่อก่อนการจะก็อปปี้อะไรกันแต่ละทีต้องเดินไปร้านถ่ายเอกสาร หรือไม่ก็ต้องมีเครื่องมือเฉพาะ ซึ่งมันทำยากและคุณภาพก็จะไม่ดีเท่าต้นฉบับ แต่ในวันนี้อุปกรณ์ที่ทุกคนถืออยู่ในมือ การสื่อสารที่สะดวกรวดเร็ว มันเอื้อให้การทำซ้ำดัดแปลงเป็นไปได้โดยง่ายมาก แล้วก็คุณภาพทัดเทียมกัน แทบแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าอะไรคือของแท้ อันไหนคือของเทียม บางทีเราอาจจะไม่รู้หรอกว่ามันเหนื่อยยากขนาดไหน จนกว่าวันนึงเราจะเป็นเจ้าของสิทธิ์เอง อย่างในมุมของเจ้าของสิทธิ์ จริงๆ บางทีเค้าก็ไม่ได้หวงอะไรเท่าไหร่หรอก แต่แค่ขอให้ให้เกียรติ ด้วยการขอกันแค่นั้นเอง บางครั้งเจ้าของสิทธิ์เค้าก็ไม่ได้อยากได้เงินค่าลิขสิทธิ์อะไรหรอก มาขอดีๆบางทีเค้าก็ให้ฟรีด้วยซ้ำ

แล้วในฐานะที่ผอ.เคยไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ (เคยศึกษาในระดับป.โท ที่สหรัฐอเมริกา และเคยดำรงตำแหน่งอัครราชทูตที่ปรึกษา นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิสเซอร์แลนด์)  ประเทศอื่นๆที่ผอ.เคยสัมผัส เค้าตระหนักเรื่องทรัพย์สินทางปัญญากันมากน้อยเพียงใดคะ เมื่อเทียบกับคนไทย
ในยุโรปคนจะaware มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด เค้าจะซีเรียสมากเรื่องลิขสิทธิ์  อาจด้วยเพราะคนไทยไม่จริงจังเรื่องของระเบียบวินัย เห็นได้ชัดจากวินัยทางจราจร  ที่เอาง่ายเข้าว่า ไม่เคร่งครัดเรื่องความถูกต้อง ตรงไหนไม่มีกล้องก็ไม่สน แยกไหนมีก็จะขับดีหน่อย(หัวเราะ) อีกอย่างคือ เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาอาจไม่ใช่สิ่งที่มีมาแต่ดั้งเดิม เมื่อเทียบกับกฎหมายอื่นๆอาจจะถือว่าเป็นเรื่องใหม่ คนอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมเมื่อก่อนก็เคยทำแบบนี้ได้  แต่ทำไมวันนี้ถึงทำไมได้ ทำไมวันนี้ทำแล้วจึงผิด หรืออีกเหตุผลที่ประกอบกันคือเราเป็นสังคมแห่งการแบ่งปัน(หัวเราะ) อะไรนิดๆหน่อยๆถ้าให้กันได้ให้ เอาน่า ไม่เป็นไร เอาไปเถอะ… สิ่งนี้แหละที่ถ้ามองอีกมุม มันคือการไม่รักษาสิทธิ์ของตัวเอง แล้วมันจะนำไปสู่การไม่เคารพสิทธิ์ของคนอื่นได้โดยง่าย



อะไรทำให้คนฝั่งยุโรปจริงจังเรื่องนี้กันมากคะ
ส่วนสำคัญน่าจะมาจากการปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก เค้าสอนกันให้เคารพรักษาสิทธิ์ของตัวเองกันตั้งแต่เล็กๆเลย อย่างเช่นที่โน่น  การที่ครูสอนให้เด็กวาดรูป แล้วก็สอนให้เด็กเขียนวงกลมแล้วมีตัว C ข้างใน (สัญลักษณ์ของ Copy right ) ตรงนี้มันจะปลูกฝังให้เด็กรู้เลยว่า อะไรที่เค้าทำเอง เค้าจะเป็นเจ้าของสิทธิ์ แล้วการตระหนักรักษาสิทธิ์ ไม่อยากให้ใครมาก็อปปี้ของๆเรา เราก็จะมีความรู้สึกไม่อยากจะไปก็อปปี้ของๆคนอื่นเช่นเดียวกัน  มันไม่ใช่แค่เรื่องลิขสิทธิ์ แต่มันทำให้ศิลปะวิทยาการมันเจริญงอกงาม  ของอย่างนี้กฎหมายเป็นปลายทางของการแก้ปัญหา มันต้องสร้างสำนึกในระดับ DNA  มันคือศีลธรรม จริยธรรม

ทำไมการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาถึงเกิดขึ้นเป็นปกติ  ทั้งที่จริงๆแล้วมันควรจะเป็นเรื่องใหญ่
เพราะทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อเราไปละเมิด ไปขโมยของคนอื่น เราอาจจะรู้สึกน้อย หรือไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำว่าเรากำลังขโมย เพราะมันเป็นทรัพย์สินที่มันสัมผัสจับต้องไม่ได้ หรือที่เรียกกันว่า Intangible ดังนั้นความรู้สึกผิดมันก็จะน้อย เพราะเราไม่ได้หยิบฉวยอะไรที่เป็นรูปธรรม  เช่นการที่เราแอบใช้ WIFI ของเพื่อนบ้าน(หัวเราะ) ซึ่งมันดูเหมือนไม่เป็นไรนะ แต่จริงๆเราก็อาจทำให้เพื่อนบ้านโหลดอะไรได้ช้าลง นั่นคือเรากำลังละเมิดสิทธิคนอื่นอยู่อย่างชัดเจน  เหมือนอย่างทุกวันนี้ที่เรากำลังพยายามจะปลูกฝังการไม่คอรัปชั่น มันเป็นความลึกซึ้งของศีลธรรมที่ต้องสอนกันตั้งแต่เด็กๆ  ทำอย่างไรให้เค้าไม่รู้สึกว่า เล็กๆน้อยๆ นิดๆหน่อยๆไม่เป็นไรหรอก  เช่นสมมุติเป็นข้าราชการ จะทำบุญใส่ซอง ก็ใช้ซองของราชการทำบุญไปซะอย่างนั้น  เพราะมันง่ายและฟรี อะไรแบบนี้  มันเป็นสิ่งที่คนเคยชิน และไม่รู้สึกว่านี่แหละ ก็เป็นรากฐานของการคอรัปชั่นไม่ต่างกัน ของแบบนี้แค่เปิดคอร์สสอน เปิดอบรม หรือสอนกันในบทเรียนมันไม่เพียงพอ ต้องเริ่มจากการปลูกฝังตั้งแต่ภายในครอบครัว ท้ายที่สุดแล้วมันก็คือมโนธรรม ที่จะเป็นตัวบอกว่า สิ่งนี้ควรหรือไม่ควรทำ

คำแนะนำสำหรับผู้ที่เคยละเมิด กำลังละเมิด หรือไม่แน่ใจว่าตนเองเคยละเมิดลิขสิทธิ์ใครหรือไม่  และสำหรับผู้ที่เสี่ยงต่อการละเมิดผู้อื่นโดยง่ายอย่างสื่อมวลชน
ทุกวันนี้คนคิดเร็ว ทำเร็ว รับเร็ว ส่งเร็ว โหลดเร็ว บางทียังไม่ได้อ่านให้ดี ยังไม่ได้คิดด้วยซ้ำก็ทำไปเลย ส่งไปแล้ว แชร์ไปแล้ว แล้วความวู่วามที่เกิดขึ้น มันย้อนไปแก้อะไรไม่ได้ เลยอยากจะแนะนำว่าใช้ชีวิตให้ช้าลง สโลว์ไลฟ์หน่อยก็ได้ในเรื่องของการเสพสื่อ(หัวเราะ) เพราะเราเข้าถึงข้อมูลง่ายและเร็ว พอเร็วปุ๊บ  โอกาสละเมิดของคนอื่นจะเกิดขึ้นง่ายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราเป็นสื่อมวลชน เป็นกลุ่มคนที่จะต้องผลิตคอนเทนต์อะไรให้คนในสังคม เราก็ต้องมาคิดก่อนเลยว่า ทุกสิ่งที่เราทำ เราไม่ได้ไปละเมิดลิขสิทธิ์ของใครมาใช่มั้ย สิ่งที่ดีที่สุดที่จะแนะนำคือ การสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเอง มันอาจจะเค้นออกมายากหน่อย แต่ถ้าหลายคนที่ผ่านประสบการณ์การเป็นผู้สร้างอะไรซักอย่าง จุดแรกก้าวแรกนี่แหละที่มันจะยากเย็นที่สุด แต่พอได้ผ่านก้าวแรกไป ได้ทำจนชำนาญ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรมันจะเริ่มง่ายขึ้นๆ แล้วที่สำคัญ มันจะเป็นของของคุณจริงๆ คุณจะภาคภูมิใจไปกับมัน แล้วยังส่งต่อเป็นมรดกให้ลูกหลาน  หลังจากคุณเสียชีวิตไป กฎหมายลิขสิทธิ์ก็ยังคุ้มครองต่อให้อีก 50 ปีด้วยซ้ำ (หัวเราะ) ซึ่งถ้าเราไม่พยายามที่จะสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาเอง การพัฒนาประเทศก็จะเป็นไปได้ยาก รากฐานและสังคมจะเจริญก้าวหน้าต้องแข่งกันด้วยปัญญา ไม่ใช่แรงงาน แต่จะต้องเป็น Intellectual Property หรือทรัพย์สินทางปัญญาเท่านั้นเลย
 



ค้นหาข้อมูลกฎหมายลิขสิทธิ์เพิ่มเติมได้ที่ www.ipthailand.go.th/en/copyright-007.html


 
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
วิรดา คูหาวันต์
ถ่ายภาพ
วิรดา คูหาวันต์
แกลลอรี่รูปภาพ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ครูน้ำฝน ภักดี ครูสอนบุคลิกภาพที่ฮอตที่สุดในขณะนี้ มาเผยเคล็ดลับการสร้างความประทับใจในแรกเห็น และการปรับบุคลิกภาพให้ดูดีเป็นที่น่าเชื่อถือและจดจำ สำหรับการสัมภาษณ์งาน และการนำเสนองานอย่างมีประสิทธิภาพ
เราจะไม่เชื่อในอะไรที่มันเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว  อย่างเช่นการใช้ออนไลน์ช่วย สมมุติจู่ๆคนมาเต็ม แต่ถ้าหน้าร้านเอาไม่อยู่ล่ะ?  ผลเสียมันจะมากกว่าผลดี  มันเคยเกิดแบบนี้เยอะมาก ซึ่งเราไม่เชียร์ที่จะไปในเวย์นั้น