TALK

รีไฟแนนซ์บ้านง่ายๆ กับสตาร์ทอัพร้อยล้านวัย23 แห่ง Refinn

พงศธร ธนบดีภัทร
19 ก.ย. 2560
Refinn เว็บไซต์ที่กำลังมาแรงในแวดวงการเงินของไทย  ให้บริการ รีไฟแนนซ์บ้านผ่านช่องทางออนไลน์ เจาะกลุ่มคนยุคใหม่ ที่อาจจะยังไม่ทราบว่าการรีไฟแนนซ์ จะคืนประโยชน์ให้ตัวผู้กู้เองได้มากมายเพียงใด หรือถึงทราบก็อาจจะติดปัญหาความยุ่งยากของการจัดเตรียมเอกสาร  Refinn จึงถือเกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในจุดนี้  และถึงแม้ว่าเพิ่งจะเปิดตัวได้เพียงหนึ่งปี แต่ก็ได้ผลตอบรับดีเกินคาด  ที่น่าแปลกใจไปกว่านั้น  คือกลุ่มผู้ก่อตั้งเว็บไซต์นี้ มีอายุเพียง 23 ปี เท่านั้น  หนึ่งในนั้นคือคุณ นพ - พงศธร ธนบดีภัทร หนุ่มน้อยบัณฑิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ แห่งมหาวิทยาลัยบางมด  โดยที่เรามั่นใจได้เลยว่า  หากใครก็ตามที่ได้พูดคุยกับคุณนพ ความคิดความอ่านของเขา จะทำให้คุณลืมเรื่องอายุของเด็กหนุ่มอนาคตไกลคนนี้ไปอย่างแน่นอน  

เราเริ่มไอเดีย Refinn นี้มาได้อย่างไรคะ
ต้องเล่าย้อนไปตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ปี 3 ปี 4 ครับ ผมเริ่มต้นมาจากการที่ตัวเองสนใจเรื่องการเงิน  ถึงแม้จะเรียนคณะวิศวะ คอมพิวเตอร์ก็ตาม ผมเริ่มต้นจากการทำแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า  Wealth Advisor  ซึ่งแนะนำการวางแผนการเงินกับคนหลายๆแบบ เช่น ถ้าตอนนี้อายุ 40 แล้วอยากเกษียณตอนอายุ 60 ต้องเก็บเงินยังไง หรือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวลูกหนึ่ง ควรลงทุนในกองทุนแบบไหน ผู้ใช้งานก็แค่ใส่ข้อมูลตัวเองลงไป แล้วแอปฯของเราก็จะคำนวณให้ เหมือนนักวางแผนการเงินเลยครับ  นอกจากนี้ ช่วงนั้นผมก็เป็นเด็กคนนึงที่ตระเวนแข่ง  แล้วมีครั้งนึงที่ได้ไปแข่งธุรกิจ Start up ของธนาคารกรุงศรีฯ ผลสรุปว่าทีมของผมและเพื่อนๆอีก 4 คนชนะ  ก็มีสื่อมาทำข่าวมากมาย นับจากวันนั้นผมก็ได้รับโทรศัพท์เบอร์แปลกๆ มีผู้ใหญ่นัดเข้าไปพูดคุยหลายท่าน และผมก็ได้มีโอกาสเข้าไปคุยกับคุณปิง - เพียรไกร อัศวโภคา นักวางแผนการเงิน เขาพูดกับผมว่า รู้มั้ยถ้ามีคนซื้อกองทุนโดยการแนะนำของเรา เราจะได้ตังค์ด้วยนะ ผมเลยมาคิดว่า แล้วทำไมเราไม่ทำจริงจังล่ะ ก็เลยลองทำครับ ซึ่งจะบอกว่าทำสนอง need ตัวเองก็ได้ เพราะผมอยากซื้อกองทุน แต่ไม่รู้ว่าจะซื้ออะไร ณ ตอนนั้นมีคนสมัครมาใช้งานประมาณ 5,000 คน แต่ตอนนี้ปิดไปแล้วนะครับ เพราะว่าพอทำไปสักพัก ผมรู้สึกว่าผมไม่สามารถขยายฐานผู้ใช้ได้มากพอ อาจเป็นเพราะเราไม่ได้อินกับมันมากด้วย รวมไปถึงเราก็ไม่ใช่ Fund manager หรือผู้จัดการกองทุนชื่อดังที่พูดอะไรไปใครๆจะเชื่อหมด เราเป็นแค่แอปฯแนะนำแอปฯนึงในตลาดครับ ซึ่งผู้ใช้งานตอนนั้น นอกจากใช้แอปฯของเรา เขาก็ใช้อีกสิบแอปฯด้วย



ทำไมเราถึงชอบเรื่องการเงินทั้งๆที่ก็ไม่ได้เรียนการเงินโดยตรง
เพราะคุณพ่อครับ คุณพ่อทำงานด้านการเงิน  และเป็นคนที่ให้มุมมองด้านการเงินกับผมมาตลอด

คุณมองว่าทุกคนควรวางแผนทางการเงินไหมคะ
ผมว่า “ต้อง” เลยล่ะครับ คุณปิง- เพียรไกร เคยพูดกับผมว่า ถ้าคนๆนึงบอกว่า ไม่วางแผนการเงินใดๆเลย นั่นหมายความว่า เขาวางแผนมาแล้วว่าจะอยู่แบบตามมีตามเกิด ผมได้ไปคุยกับตลาดหลักทรัพย์เพราะอยากรู้ว่าอัตราการเติบโตของนักลงทุนในไทยเป็นยังไงบ้าง คำตอบก็คือ ในประเทศไทยมีคนลงทุนในหุ้นและกองทุนอยู่ น้อยกว่า 10% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งน้อยมาก ตลาดหลักทรัพย์ถึงพยายามดึงคนให้มาลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมเลยมองโจทย์ใหม่ว่า ถ้าทำแอพ Wealth Advisor นี้ต่อไป เราก็จะได้แค่ลูกค้าที่วางแผนการเงินอยู่แล้ว เวลากรอกข้อมูลว่าเคยลงทุนมาก่อนไหม แทบทุกคนจะตอบว่าเคยลงทุนมาแล้ว แต่ความตั้งใจจริงของเรา คืออยากให้คนที่ไม่เคยวางแผนการเงินเลยเข้ามาใช้งาน ซึ่งมันน้อยครับ ผมก็เลย Pivot (เปลี่ยนโมเดลธุรกิจ อย่างเช่นบริษัท Nokia ก็ Pivot มาจากบริษัทต่อเรือหาปลา ที่พอจำเป็นต้องสื่อสารบนเรือ ก็เลยทำโทรศัพท์เพื่อให้สื่อสาร ทำไปทำมาดันทำได้ดีกว่าเรือ ก็เลย Pivot มาทำธุจกิจโทรศัพท์) อย่างของผมก็คุยกันในทีม สรุปได้ว่า เราอยาก Go mass อยากให้แอพมันเข้าถึงผู้คนจำนวนมาก เชื่อไหมครับในประเทศไทยมีคนลงทุนไม่ถึง 10% แต่มีคนเป็นหนี้ถึง 90% ผมเลยเริ่มรู้สึกว่า เรื่องหนี้เป็นเรื่องน่าสนใจ และยังไม่มีใครดึงเอาเรื่องนี้มาทำ จะมีก็แต่ที่ทำให้คนเป็นหนี้ เช่นขายบัตรเครดิต ผมว่าเรื่องหนี้สินของประเทศไทยมันแปลกมากนะครับ เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว อัตราหนี้สินภาคครัวเรือน ต่อ GDP ของประเทศไทย อยู่ที่ 60% ผ่านมา 5 ปี ตอนนี้มันก็เพิ่มขึ้นจาก 60 เป็น 80 % ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดในโลก ไม่เคยเห็นมีประเทศไหนทำได้ขนาดนี้ คือเรามีหนี้มากที่สุดในโลกในระยะเวลา 5 ปี ถ้าอีก 5 ปี เรามีอัตราเพิ่มขึ้น 20 % แบบนี้อีก แปลว่าประเทศไทยหาเงินได้เท่าไหร่ จมไปกับหนี้หมด 100%

แล้วอย่างประเทศพัฒนาแล้วอย่าง อังกฤษ อเมริกา หนี้ครัวเรือนของเขาเป็นอย่างไรบ้าง
เขาค่อนข้างที่จะคงที่ครับ รัฐบาล ธนาคารกลางของเขาพยายามที่จะลดมันลงอีกด้วยซ้ำ ผมถามกลับนิดนึง ในประเทศไทย เรามีบัตรเครดิตได้กี่ใบครับ



กี่ใบก็ได้หรือเปล่าคะ ไม่แน่ใจ
ใช่ครับ ซึ่งรวมๆแล้ววงเงินอาจจะ 5 เท่า 10 เท่าของเงินเดือนก็ยังเคยเห็น คน Gen Y เลยกลายเป็นเจนที่มีหนี้เร็วมาก อาจเพราะบัตรเครดิตด้วย ซึ่งจริงๆแล้ว ตอนแรกผมและทีมตั้งใจจะทำเรื่องหนี้บัตรเครดิต เพราะผมรู้สึกว่ามันล้นมากเลย แต่ว่าพอเริ่มทำจริง พอไปคุยกับแบงก์ ตัวเขาก็ยังหาทางแก้เรื่องนี้อยู่เหมือนกัน มันเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก ถึงแม้จะมีสิ่งที่เรียกว่า Balance Transfer คือ สมมุติคุณมีหนี้บัตรเครดิตอยู่ 5 ใบ รวมแล้ว 5 แสน คุณต้องจ่ายขึ้นต่ำ 5 หมื่น ซึ่งส่วนที่เหลือสี่แสนห้าจะโดนดอกเบี้ย 18-28% ต่อปี แล้วก็จะโดนอีกในเดือนถัดไปอีก 18-28% ต่อปี ทบไปเรื่อยๆ ดังนั้นพอจ่ายขั้นต่ำไปเรื่อยๆ หนี้มันจะไม่ค่อยหมด เงินต้นมันจะลดลงนิดเดียว เพราะงั้น Balance Transfer ก็คือเจ้าของบัตรไปกู้เงินก้อนนึงมาเพื่อโปะหนี้บัตรเครดิตนี้ 5 แสน แล้วก็อาจจะผ่อนสัก 10 ปี ก็ตกเดือนละไม่เท่าไหร่ เดือนละหมื่น สองหมื่นก็ว่ากันไป

ทำแบบนี้แล้วดอกเบี้ยมันจะน้อยลงไหม
บางที่อาจให้ 18-28% เท่าเดิม แต่จะไม่ได้โดนคิดดอกเบี้ยทุกเดือน มันจะมีแค่ครั้งแรก ไม่ใช่ว่าโดนทบดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ทำแบบนี้ มัวแต่จ่ายขั้นต่ำ หนี้ส่วนที่เหลือก็จะโดนคิดดอกเบี้ยที่ 18-28% ใหม่ ไปๆมาๆก็ Clear out ไม่หมดอยู่ดี แต่ถามว่า Balance Transfer หรือพวกสินเชื่อส่วนบุคคล แบงก์เขาก็ไม่อยากปล่อยถ้าคุณไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่นถ้าสมมุติแบงก์ให้ไป 5 แสน แต่คุณไม่เอาไปปิดบัตรเครดิต แต่เอาไปทำอย่างอื่น แบงก์ก็จะหนักกว่าเดิม หนี้ใหม่เพิ่ม ของเก่าก็ยังไม่ปิด เพราะแบบนี้แหละนั้นครับ เรื่องหนี้บัตรเครดิต ก็เลยยังเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยน่าทำ เลยคิดกันว่า เราไปแก้ที่ตัวอื่นก่อนดีกว่า จนมาสรุปที่สินเชื่อบ้านครับ แบงก์ก็สนับสนุนให้ทำเลย เพราะว่าสินเชื่อบ้าน ก็มีบ้านเป็นตัวค้ำประกันอยู่แล้ว แล้วก็มาลงตัวที่การ Refinance บ้าน เพราะว่าอัตราดอกเบี้ยบ้านเนี่ยคือ 3 ปีแรกจะอยู่ที่ประมาณ 3 % ปีที่ 4 เป็นต้นไปดอกเบี้ยจะกลายเป็นประมาณ 7 % ซึ่งประเด็นนี้มีคนไม่รู้เยอะครับ คนเขาก็คิดแค่ว่า ก็ผ่อนๆไป

อาจจะกลัวยุ่งยากด้วยไหม เช่นขี้เกียจทำเรื่องยื่นเอกสารใหม่
แต่ถ้าได้รู้ว่ามันประหยัดไปเยอะมาก ก็จะรู้ว่า ควรทำครับ อย่างในเว็บฯของเราก็พยายามที่จะให้ความรู้ในเรื่องนี้ คนที่เข้ามาส่วนใหญ่จะ Refinance กันทุกคน ปัญหาของเราตอนนี้คือ ทำยังไงให้คนที่ไม่รู้ได้เข้ามาดูเว็บของเรา แต่จริงๆแล้ว ถ้าคนที่คอยสังเกตก็จะเห็นนะครับว่า สมมุติผ่อนบ้านใน 3 ปีแรกเดือนละสองหมื่น มันคือเท่ากับตัดเงินต้น 12,000 บาท และเป็นดอกเบี้ย 8,000 บาท แต่พอเข้าปีที่ 4 คุณผ่อนเดือนละ สองหมื่นเท่าเดิม แต่มันจะเปลี่ยนละ เหลือโดนเงินต้นแค่ 2,000 บาท อีก 18,000 เป็นดอกเบี้ย มันจะเลวร้ายประมาณนั้นเลยครับ

ขอถามแบบคนที่ไม่เคยกู้ซื้อบ้านคนนึงเลย ทำไม 3 % ของ 2 หมื่น มันเท่ากับ 8 พันล่ะคะ
วิธีคำนวณดอกเบี้ยบ้านคร่าวๆ คือแบงค์จะช่วยเราเลือกว่าจะจ่ายเดือนละเท่าไหร่นะครับ สมมุติว่าบ้านราคา 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 3 % ของ 1 ล้าน คือ สามหมื่น เอาสามหมื่นไปหาร 12 เดือน ก็เท่ากับ 2,500 แปลว่าถ้าคุณผ่อนเดือนละ 6,000 บาท คุณจะโดนดอกเบี้ยไป 2,500 ก็จะเข้าเงินต้นไปประมาณ 3,500 บาท สมมุติว่าคุณผ่อนคอนโดราคา 1 ล้านบาท ผ่อนเดือนละ 6,000 บาท หลัง 3 ปีแรกไปก็จะโดนดอกเบี้ยประมาณ 7% เอา 1 ล้าน คูณ 7 % หาร 12 แปลว่าคุณผ่อน 6,000 บาท แต่โดนเงินต้นร้อยกว่าบาทเองนะครับ นอกนั้นดอกเบี้ย ดังนั้นถ้าเอะใจสักหน่อย Refinance ดีกว่า พอคนเริ่มค้นหาว่าวิธีลดดอกเบี้ยบ้านมีอะไรบ้าง Refinn ของเรา ก็จะไปอยู่ตรงนั้นครับ สิ่งที่เราทำตอนนี้ คือทำให้คนตระหนักในเรื่องนี้ พอค้นหาปุ๊ป Refinn ก็จะปรากฏขึ้นมาเองครับ



แล้วคำที่บอกว่า Refinn จะช่วยปลดหนี้บ้านให้กับผู้คน มันเป็นอย่างไรคะ กลัวไหมว่าคนจะหาว่าเราเคลมเกินจริง
ก็ไม่เกินจริงนะครับ เพราะว่าถ้าบ้าน 3 ล้านที่โดนดอกเบี้ย 3 % ใน 3 ปีแรก มันก็จะโดนดอกเบี้ยอยู่ประมาณ 7,500 ซึ่งโดยปกติบ้าน 3 ล้านจะผ่อนเดือนละ 22,000 แต่พอดอกเบี้ย 7 % หลัง 3 ปีแรก เท่ากับว่าดอกเบี้ยจะขึ้นมาเป็น17,500 แต่ว่า Refinn ทำให้เขากลับไปที่ดอกเบี้ย 3 % เหมือนเดิม มันกลายเป็นว่าเดือนนึงเงินที่เขาผ่อนมันจะเข้าไปตัดเงินต้นเพิ่มเป็นหมื่น พอเงินเพิ่มเป็นหมื่น เงินต้นมันก็จะลดลงเกินหมื่น พอลดลงแบบนี้เวลาคูณดอกเบี้ยรอบใหม่เข้าไปมันก็จะถูกลงกว่ารอบเดิม ดังนั้นคนที่ผ่อนบ้าน 30 ปี แล้ว Refinance ครั้งเดียว แทนที่จะผ่อน 30 ปี มันจะเหลือแค่ประมาณ 22 ปี ทันที 8 ปีที่ต้องเป็นหนี้จะหายไปเลย นี่แค่ครั้งแรกนะครับ แต่ถ้า Refinance ทุกๆ 3 ปี มันจะเหลือแค่ 18 ปี ถูกลงเยอะมาก

ธนาคารจะเกลียดเราไหมคะ
เป็นคำถามที่ดีครับ แต่ผมก็จะตอบว่า ไม่ครับ  จริงๆต้องบอกว่ามุมมองธนาคารมีหลายมุม ทุกวันนี้เขาก็เจอปัญหาว่าลูกค้าหนี้เสียเยอะ ผ่อนไม่ไหว แล้วพอหนี้เสียเยอะ  มันก็ไม่ได้กับตัวธนาคารนั้นๆเองอยู่แล้ว นอกจากนี้ แบงก์ชาติก็มีข้อกำหนดว่าทุกธนาคารต้องมีการตั้งสำรอง  เช่นถ้าเขาอยากปล่อยกู้คนๆนึง 1 ล้าน  ธนาคารก็ต้องเอาเงินจำนวนหนึ่ง  ซึ่งไม่ใช่น้อยๆ ไปตั้งสำรองไว้เพื่อให้ดูว่าถ้าคนๆนี้เบี้ยวหนี้  ก็จะยังมีเงินไปจ่ายคืนให้กับผู้คนอื่นๆที่มาฝากเงินกับธนาคาร  ไม่อย่างนั้น เวลาเจอคนเบี้ยวหนี้เยอะๆ พอคนมาถอนเงิน ธนาคารจะไม่มีเงินให้ คำถามคือ ทำไมต้องตั้งสำรองเป็นจำนวนสูง ก็เพราะหนี้เสียทุกวันนี้มันเยอะ ถ้าวันนึง หนี้เสียมันน้อยลง ธนาคารนั้นๆอาจจะไม่ต้องตั้งเงินสำรองก็ได้ แน่นอนว่าจะส่งผลดีต่อธนาคารอยู่แล้ว ไม่มีใครชอบลูกค้าหนี้เสียหรอกครับ การมี Refinn เข้ามาก็จะทำให้ลูกหนี้หรือผู้บริโภคสามารถหาทางเลือกที่ถูกกว่าได้ และยังทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยดีขึ้น  เพราะว่ามี Cash flow มากขึ้น  ส่วนในด้านผู้ค้า หรือธนาคารทั้งหลาย คือเขาสามารถที่จะส่งโปรโมชั่นที่ดีที่สุดมาลงแข่งในตลาดที่ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยวัดกันที่ใครมีของดีกว่าก็ได้ลูกค้าไป ไม่ใช่ว่าใครชื่อดังกว่าก็ได้ลูกค้าไป  คือต่อให้ไม่มี Refinn ธนาคารเขาก็แข่งกันอยู่แล้ว เราถือว่าเป็นพันธมิตรกันมากกว่า เราไม่ได้ไปทำให้ธนาคารดอกเบี้ยถูกลง เราแค่เป็นเหมือนตลาดนัดที่ธนาคารสามารถมาประกาศของของตัวเองได้ พอเขามาประกาศ ลูกค้าเข้ามาดู ใครดีกว่า ลูกค้าก็เลือกคนนั้น  เราแค่มาทำให้ธนาคารแต่ละแห่งมีพื้นที่เพิ่มขึ้นมากกว่า สรุปก็คือถ้าถามว่าธนาคารเกลียดเราไหม ก็คือผมว่าไม่หรอกครับ ประเด็นสำคัญคือธนาคารไม่ต้องการให้เกิดหนี้เสีย ซึ่ง Refinn ค่อนข้างจะวางตัวเป็นมิตรกับธนาคารมากๆ

เราไม่ได้มองธนาคารเป็นคู่แข่ง แต่เป็นคู่ค้า เช่น Refinn อยู่ในโครงการ Digital Ventures ของทาง SCB และ Krungsri RISE ก็ด้วย เราเข้าไปเป็นหนึ่งในทีมที่เขาบ่มเพาะ เหล่านี้มันเป็นโครงการบ่มเพาะ START UP ให้โตขึ้น เขาคัดเลือกเราเข้าไปเพื่อที่จะช่วยผลักดันเราให้เติบโตในตลาดประเทศไทย และต่างประเทศด้วย



นอกจากนี้ในช่วงนี้ เรายังได้เห็นข่าวจากธนาคารเอง ออกมาพูดถึงเราในแง่มุมที่ดีมากขึ้น ผมว่าธนาคารเขามองเราเป็นช่องทางในการหาลูกค้าใหม่ๆครับ และ Refinn ก็กำลังจะเดินทางไปในตลาดใหม่ คือสินเชื่อบ้านใหม่ แล้วก็สินเชื่อบ้านอื่นๆ ซึ่งสินเชื่อบ้านใหม่เนี่ย ทุกธนาคารอยากได้หมด แต่มีคนกู้สินเชื่อบ้านน้อยมาก แค่ประมาณ 1-2 ล้านคน จากคนไทย 70 ล้านคน คือคนซื้อบ้านเยอะขึ้นก็จริง แต่คนเข้าถึงแหล่งเงินทุนน้อย เข้าถึงการเงินในระบบน้อย จะบอกว่า คนที่ไม่มีบัญชีธนาคารในประเทศไทยยังมีเยอะอยู่นะครับ เช่นพ่อค้าแม่ค้า อาจไม่มี Statement เพราะฉะนั้น เขาจะกู้ไม่ได้ ยกตัวอย่างในหลายๆกรณีที่ต่างจังหวัด การซื้อบ้านของเขา คือเอาที่ดินไปจำนองเพื่อให้ได้เงินมาก้อนนึงไปซื้อบ้าน แล้วค่อยมาผ่อนคืนกับคนที่จำนองไว้ ดังนั้นผมว่าธนาคารเลยค่อนข้างที่จะมองเราเหมือนกันหมด ก็คือช่วยให้เขาขยายตลาดได้มากขึ้น เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น ซึ่งตลาดสาขา (ตลาดออฟไลน์) เขาทำได้ดีอยู่แล้ว เราไม่ได้คิดไปแข่งอะไร แค่วันนี้เราอยากจะมาเป็นหนึ่งในช่องทางขายให้เขาในออนไลน์เท่านั้นมีลูกค้าเสิร์ชมาเจอเรา เราคุยกับลูกค้าเสร็จ เราส่งให้ธนาคาร สุดท้ายลูกค้าก็ไปอยู่ที่ธนาคารอยู่ดี เราไม่ได้แย่งลูกค้าธนาคารอะไรเลย

แล้วอย่างนี้เราได้อะไรคะ
ได้ค่าคอมมิชชั่นจากธนาคารครับ ต้องเข้าใจว่าทุกธนาคารจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้เซลล์อยู่แล้ว Refinn เหมือนเซลล์คนนึง แต่เป็นเซลล์ที่เข้าถึงลูกค้าออนไลน์ได้เยอะหน่อย



แล้วการ Refinance ไปเรื่อยๆ มันไม่มีข้อบังคับหรือคะว่าว่าคนๆนึง Refinance ได้กี่ครั้ง
ก็ไม่เชิงบังคับครับ แต่ส่วนใหญ่เขาให้แค่ 3 ครั้ง เพราะพอ Refinance ครั้งนึงหนี้ก็หายไปเยอะใช่ไหมครับ แล้วพอหนี้มันต่ำกว่าล้าน แบงก์ไม่ค่อยรับแล้ว ต่ำกว่าล้านดอกเบี้ยก็จะน้อยแล้วครับ ส่วนใหญ่ก็จะ Refinance กัน 3-5 ครั้ง ถ้าทำได้ถึง 5 ครั้งจะประหยัดไปเยอะมากจริงๆ

ทำไมหลายคนบอกว่าขั้นตอนวุ่นวาย
ประเด็นนี้ผมเพิ่งได้คุยกับธนาคารนึง คุยเมื่อวานนี้เลยครับ มุมมองของนายแบงก์คนนึงนะครับ เขาบอกว่าเท่าที่สัมผัสได้ ตอนกู้บ้านใหม่แบงก์ขออะไรลูกค้าบอกได้หมด เพราะว่าอยากกู้ผ่าน พอกู้ผ่านปุ๊ป ผ่านไป 3 ปี จะ Refinance ก็เลยไปรู้สึกว่าเอกสารมันเยอะจัง ซึ่งมันไม่จริง คือถ้าถามว่าวุ่นวายกว่าไหม มันจะมีขั้นตอนเดียวที่วุ่นวายมากกว่ากู้ครั้งแรก นั่นคือการนัดแบงก์เก่ากับแบงก์ใหม่มาคุยกัน เพราะแบงก์เก่าเขาก็ต้องทำเรื่องปล่อยจำนองลูกค้าคนนี้ๆ แล้วแบงก์ใหม่ก็ต้องมารับช่วงต่อถ้าจะนับว่าวุ่นวายก็แค่ตรงนี้ ส่วนเอกสารนี่เหมือนตอนกู้บ้านเลย  อาจจะมีเพิ่มขึ้นคือโฉนดบ้าน เพราะตอนกู้รอบแรก เรายังไม่มีโฉนด แต่ถึงมองว่าวุ่นวายจริงๆ มันก็คุ้มค่านะครับ  อย่างล่าสุดที่ Refinn เพิ่งแถลงข่าวไปว่า โดยเฉลี่ยที่เราช่วยให้ลูกค้าแต่ละครอบครัวประหยัดเงินไปจะอยู่ที่ 6 พันบาทในทุกๆเดือน และประหยัดแบบนี้ยาว 27 ปีเลยนะ คิดดูว่าเงินแต่ละเดือนของครอบครัวเพิ่มขึ้น 6 พันบาทเลยนะครับ  หรือถ้าบางคนบอกว่า แต่มันมีค่าจดจำนองตั้ง 2 หมื่นนะ มันก็ใช่ครับ  2 หมื่นครั้งเดียวแต่เราประหยัดเดือนละ 6 พันทุกเดือนนะ ไม่ถึง 4 เดือนก็คุ้มแล้วครับ

เรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้งานล่ะคะ
Refinn เราลงทุนในระบบ Infrastructure ซึ่งเป็นมาตรฐานในระบบสากล เราลงทุนเป็นล้าน และเราก็กำลังทำให้มันดียิ่งขึ้นอีก โดยมุ่งสู่การขอใบรับรอง ISO 27001 ซึ่งเป็นมาตรฐานรับรองความปลอดภัยข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า แต่เอา ณ ตอนนี้ ความปลอดภัยของเว็บไซต์ของเราคือ SSL security ซึ่งเป็นระดับเดียวกับธนาคารเลยครับ



ในอนาคตมีแพลนเพิ่มเติมทำอะไรอีกไหมคะ
มีผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกันกับธนาคารที่เพิ่งประกาศไปครับ เราเรียกว่าสินเชื่อลดภาระหนี้  เอาง่ายๆเลยคือปิดหนี้บัตรด้วยหนี้บ้าน เช่นวันนี้เราอาจจะมีบ้านที่กำลังผ่อนอยู่  สมมุติบ้าน 3 ล้าน ผ่อนไป 5 ปี หนี้เหลือ 2.5 ล้าน แต่ผ่านเวลาไป ราคาบ้านมันก็ต้องขึ้นบ้าง อาจจะ 3.2 ล้าน งั้นถ้าหนี้เหลือ 2.5 ล้าน แปลว่ามีส่วนต่าง 7 แสน ถ้าคนๆนั้นมีหนี้บัตรเครดิต 7 แสน แบงก์ก็อาจจะเสนอว่า งั้นก็ทำบ้านให้เป็นหนี้ 3 ล้านเหมือนเดิม แล้วเอาเงินไปโปะหนี้บัตรเครดิตให้หมด เพราะหนี้บัตรเครดิตดอกเบี้ยมัน 18-28 % ส่วนหนี้บ้าน 3-7 % ถูกกว่ากันมาก แล้วแบงก์ก็ชอบด้วยเพราะว่าก็มีบ้านค้ำประกันอยู่

แล้วถ้าบ้านผ่อนหมดแล้วเข้าร่วมได้ไหมคะ
ได้เหมือนกัน เคยได้ยินคำว่าบ้านแลกเงิน หรือ Home for cash ไหมครับ หลักการคือเอาบ้านมาเข้าธนาคารแล้วธนาคารเขาจะตีเช็คไปปิดหนี้นอกระบบให้ จากนั้นก็มาผ่อนกับธนาคารด้วยดอกเบี้ยประมาณ 5 % ที่ไม่ได้ 3% เพราะธนาคารเขากำหนดมาว่าถ้าบ้านที่มีวัตถุประสงค์เพื่ออยู่อาศัย ดอกเบี้ยจะถูก แต่กรณีนี้ไม่ใช่วัตถุประสงค์เพื่ออยู่อาศัย ขนาดบางคนกู้บ้านหลังที่ 3 หลังที่ 4 ก็อาจจะไม่ได้ดอกเบี้ยถูกเท่าหลังแรก คือเขาจะมองว่าคนๆเดียวอยู่อะไร 3 หลัง (หัวเราะ)

ผลตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง
ค่อนข้างดีครับ ผมว่าเพราะมันได้ทั้งคนที่มีบ้านอยู่แต่ยังผ่อนไม่หมด และคนที่มีบ้านอยู่แล้ว

แบบนี้ Refinance ได้อีกไหมคะ
ไม่ค่อยมีคนทำนะครับ เพราะว่าตัวสินเชื่อบ้านที่ไม่ใช่เพื่อการอยู่อาศัยมันคงที่อยู่แล้ว เท่าเดิมตลอด

แล้วอย่างนี้เราจะได้อะไรคะ
ได้เหมือนเดิมครับ ค่าคอมมิชชั่น จริงๆก่อนจะมี Refinn เนี่ย ธุรกิจแบบนี้มันเคยมีมาบ้างแล้วนะครับ แต่เขาจะคิดเป็นค่าดำเนินการจากลูกค้า ส่วน Refinn เราไม่เก็บ แต่ได้ค่าคอมมิชชั่นจากธนาคารแทน  เรามองว่า ขอเป็นค่าคอมมิชชั่นน้อยๆจากธนาคารดีกว่า ผมและทีมอยากอยู่ตรงนี้นานๆ และมีลูกค้าเยอะๆ ถึงค่าคอมมิชชั่นจะน้อย แต่มันก็พอที่จะเลี้ยงบริษัทได้ และอยู่ได้ในระยะยาว



คิดว่าอะไรที่ทำให้เราโตเร็วขนาดนี้
ผมทำมากำลังจะครบ 1 ปี  ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้เราโตเร็วก็เพราะเราไปเจอตรง Pain ของผู้บริโภค สำหรับยอดผู้ใช้งานในรอบ 11 เดือนที่ผ่านมา คือมีคนเข้าเว็บไซต์ 4 แสนกว่าคน แล้วก็มียอดที่ขอ  Refinance มาแล้วทั้งหมด สามหมื่นสองพันล้านบาทครับ ผมมองว่า Refinn คือสิ่งที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในจุดที่ เขาก็ไม่ได้เสียอะไร เข้ามาใช้เราก็ฟรี พอ Refinance ก็ประหยัดอีก ไม่มีอะไรต้องเสียเลยครับ

จากวันแรกที่มีเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนกัน 4 คน ตอนนี้มีเพิ่มเติมอะไรไหมคะ
มีครับ มีทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ และล่าสุดเราเพิ่งแถลงข่าวแนะนำ CEO ใหม่ คือคุณพรพิมล ปฐมศักดิ์ เคยบริหารฝ่ายสินเชื่อบ้านที่ธนาคารนึงมา รวมถึงมีประสบการณ์มากมายครับ โดยคุณ กรณ์ จาติกวณิช ซึ่งเป็นประธานบริษัทและนักลงทุนคนแรกของเรา ไปเชิญมาเองเลย

ทำไมคุณกรณ์ถึงมาลงทุนกับ Refinn ได้คะ
ผมและทีมเอาไอเดียไปเสนอครับ  ปรากฏว่าคุณกรณ์ชอบมาก  และอยากจะร่วมลงทุนด้วย ตอนนี้ Refinn ก็เลยมีคุณกรณ์เป็นประธานบริษัท



นอกจาก Refinn แล้ว คุณนพมองเห็นโอกาสอื่นๆที่น่าทำอีกไหม
เยอะเลยครับ เอาแค่ถ้าเรากางสามเหลี่ยมมาสโลว์ (ปัจจัยขั้นพื้นฐานความต้องการของมนุษย์)  ออกมาดูว่าบ้านเรายังขาดอะไรบ้าง ฐานแรกสุดของสามเหลี่ยมปัจจัยสี่ยังไม่ครบเลย ยังเหลืออะไรให้ทำอีกเยอะเลยครับ อย่างประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศ เขาไปถึงขั้นบนสุดแล้ว เช่น ทำแอปฯเรียกเฮลิคอปเตอร์มารับคนถึงที่ ดังนั้นถ้ามีคนที่เด็กกว่าผมมาพูดว่า ไม่เหลือไอเดียอะไรให้ทำแล้วนี่ผมตบหั่วทิ่มนะ (หัวเราะ) มันไม่จริงเลย ยังมีคนกินไม่อิ่มนอนไม่หลับ ยังเหลืออะไรให้ทำอีกเยอะมาก สิ่งที่สำคัญคือต้องดูเรื่อง Product market fit คือ Product เราต้องเหมาะสมและเป็นที่ต้องการจริงๆของตลาดครับ ผมเคยไปบรรยายให้นักศึกษาทั้งจบใหม่ และเฟรชชี่ โดยมากจะพูดเรื่อง Start Up และอนาคตของประเทศไทยในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม อย่างเช่น Fortune 500 หรือ 500 บริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ในวันนี้มันมีจำนวนน้อยลง คืออายุบริษัทไม่ได้น้อยลงนะครับ แต่บริษัทที่เข้าไปติด 1 ใน 500 เนี่ย มีแต่บริษัทอายุน้อยๆทั้งนั้นเลย พวกบริษัทเก่าๆ หายไปเยอะมาก ทั้งไม่ติดอันดับ หรือ เจ๊งไป และที่เจ็บปวดคือ 10 ปีที่ผ่านมาของประเทศไทย เรียกกันว่าเป็น The lost decade หรือทศวรรษที่หายไป เหมือนประเทศไทยไม่อยู่บนแผนที่โลก สมมุติคนๆนึงสลบไปสิบปีที่แล้ว ตื่นมาปีนี้ ประเทศไทยเหมือนเดิมทุกประการ ซึ่ง ณ ตอนนี้ก็ถือเป็นยุคเปลี่ยนผ่านนะ และมันก็เป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่แบบพวกเรานี่แหละที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง จะไปหวังให้คนรุ่นก่อนหน้านี้มาทำก็คงไม่ได้ มันต้องคนรุ่นเรานี่แหละ หลังจากนี้ไป สักอีกร้อยปีข้างหน้าในวันที่ประเทศไทยเปลี่ยนจากประเทศกำลังพัฒนาเป็นประเทศพัฒนาแล้ว จะได้พูดได้เต็มปากว่า มันเกิดจากฝีมือคนรุ่นเรานี่แหละครับ



 
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
หัสสยา อิสริยะเสรีกุล / เพ็ญนภา อินทนิล
ถ่ายภาพ
วิรดา คูหาวันต์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ร้านกาแฟและเบเกอรี่เพื่อการฟื้นฟูและฝึกทักษะทางสังคม ให้แก่ผู้ป่วยจิตเวช โดยโรงพยาบาลศรีธัญญา
ผู้หันหลังให้กับชีวิตมนุษย์เงินเดือนในเมืองหลวง มาเป็น ครูสอนดำน้ำ(diving instructor) ให้กับโรงเรียนสอนดำน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียที่เกาะเต่า อันเป็นแหล่งผลิตนักดำน้ำชั้นดีอันดับต้นๆของโลก