TALK

ทิ้งชีวิตผู้บริหารในเมืองใหญ่ มาบริหารลมหายใจอยู่ใต้น้ำ

ครูจอร์จจี้-ภาคิไนย วาทยะกร
18 เม.ย. 2560

ขณะที่มนุษย์เงินเดือนในเมืองหลวงส่วนใหญ่ ต่างก็ดิ้นรนเพื่อตำแหน่งหน้าที่การงานและเงินเดือนที่สูงยิ่งขึ้นเรื่อยๆเป็นเป้าหมายชีวิต แต่กับครูจอร์จจี้-ภาคิไนย วาทยะกร ครูสอนดำน้ำที่ผ่านประสบการณ์การดำน้ำมาแล้ว 1,000 กว่าไดฟ์ ในช่วงเวลาเพียงสองปีครึ่งที่ผ่านมาผู้นี้ กลับเลือกที่จะหันหลังให้กับชีวิตในแบบที่หลายคนต้องการ เพื่อมาเป็นครูสอนดำน้ำ(diving instructor) ให้กับ Ban’s Diving Resort โรงเรียนสอนดำน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียที่เกาะเต่า อันเป็นแหล่งผลิตนักดำน้ำชั้นดีอันดับต้นๆของโลก

เมื่อร่างกายและอุปกรณ์ทุกอย่างถูกเตรียมพร้อม ครูจอร์จจี้ก็ไม่รอช้าที่จะนำนักเรียนดำน้ำของเขาลงสู่ระดับความลึก30เมตร ในคอร์ส Advance Open Water  ภายใต้แรงกดดันระดับ 4บาร์ ที่ดูเหมือนว่ายิ่งลงสู่ความกดอากาศที่มากขึ้นเท่าไหร่ ความสุขของเขาก็ดูจะแผ่ขยายสูบฉีดทั่วร่างกายไวยิ่งกว่าก๊าซไนโตรเจนในกระแสเลือดเสียอีก ก่อนที่จะนำพานักเรียนดำน้ำขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างปลอดภัยด้วยท่ามกลางความประทับใจและเสียงกรี๊ดของนักเรียนดำน้ำทุกคนในวันนี้ที่เพิ่งเจอฉลามวาฬขนาด 4 เมตรอย่างใกล้ชิด! ..และเมื่อถึงค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองจบคอร์ส เราจึงได้นั่งพูดคุยกับครูจอร์จจี้ของนักเรียนดำน้ำมากกว่า 500 คนที่ผ่านมาของเขา

จู่ๆก็กลายมาเป็นครูดำน้ำ

“ที่จริงพี่เพิ่งเริ่มดำน้ำได้สองปีครึ่งเองนะ จำได้เลยว่าวันนั้นวันหยุดยาววันแรงงาน ตอนนั้นแค่รู้สึกอยากพักผ่อน เราทำงานมานาน ทำงานหนัก คิดดูนะชีวิตออฟฟิศ 8โมงเช้าถึง5โมงเย็น 6วันต่อสัปดาห์ โอ๊ย กองเอกสารล้นโต๊ะทุกวัน ชีวิตก็วุ่นวาย การแข่งขันก็สูง เหนื่อยกับการไต่เต้า เราก็ผ่านมาหลายงาน ตำแหน่งมันก็สูงขึ้นๆ งานสุดท้ายก่อนลาออกมานี่พี่เป็นผู้จัดการของบริษัท เป็นผู้บริหารที่เรียกได้ว่าดูแลทุกอย่างของทั้งบริษัทเลย เพราะเจ้าของเค้าอยู่เมืองนอก แล้วเค้าทิ้งบริษัทไว้ให้เราดูแล เราเลยต้องบริหารจัดการทุกอย่าง งานหนักจริง แต่ชีวิตสบายนะ มีรถเบนซ์สามสี่คันให้เลือกนั่ง มีคนขับรถ มีเงินเดือนเป็นแสน อยู่แต่ในออฟฟิศตลอด แดดนี่ไม่เคยได้โดนตัว(หัวเราะ) แต่พอถึงจุดนึงมันก็อิ่มตัวขึ้นมาซะอย่างงั้น  เลยอยากหาอะไรทำให้ผ่อนคลาย จะให้ไปปั่นจักรยาน ไปวิ่งก็ไม่ไหวมะ จะให้ไปถือจอบทำสวนก็ไม่ใช่อีก(หัวเราะ) ก็เลยเลือกที่จะมาลองเรียนดำน้ำดู เรามาคนเดียวเลย เพราะชวนใครก็ไม่มีใครมาด้วย เพื่อนๆบอกว่าอยู่บนบกก็ดีอยู่แล้ว จะลงไปทำไมในน้ำ(หัวเราะ) แต่เราก็ไม่สนละ ยังไงก็จะมา ก็เลยมาเรียนที่นี่แหละ พอเรียนแล้วชอบ ติดใจ ฉันไม่อยู่มันละกรุงเทพ ก็เลยลาออกมาเรียนต่อจนเป็นครูดำน้ำเลย”
 


เดี๋ยวนะคะใจเย็นๆ ฟังดูมันเป็นเรื่องง่ายมากที่จะตัดสินใจแบบนี้ มันเกิดอะไรขึ้นในน้ำเหรอคะ

“เรารักอารมณ์ของการอยู่ในน้ำ เราล่องลอยได้ อยู่บนบกเราทำแบบนี้ไม่ได้ แต่อยู่ในน้ำนี่คือจะทำท่าไหน จะลอยไปไหนก็ได้ แค่ใช้ลมหายใจ Control  อุ๊ยตายละปลาสวยงามอยู่ตรงนั้น อยากจะเข้าไปดูใกล้ๆ  ทำยังไงคะ ก็แค่ใช้ลมหายใจค่ะ หายใจเข้าปุ๊บเราก็ลอย พอปล่อยลมหายใจออกเราก็ค่อยๆจมมันง่ายๆแค่นั้นเอง ที่สำคัญที่ชอบที่สุดเลยก็คือการได้ยินเสียงลมหายใจตัวเอง เวลาเราหายใจเข้ามันมีเสียงฟื้ด...พอหายใจออกก็จะได้ยินเสียงบุ๋งๆๆ แล้วการไปจดจ่ออยู่กับมันก็ทำให้เรามีสมาธิ มีสติอยู่กับตัวเอง ทำให้เรามีความสุขไปกับมัน มันแค่ชอบความรู้สึกเวลาอยู่ใต้น้ำแค่นั้นจริงๆ พี่ไม่ได้หวังจะเห็นอะไรเหมือนที่คนอื่นอยากลงไปเห็น ไม่ได้มีฉลามวาฬเป็นเป้าหมาย ไม่ได้ไปตามหาโรนิน โรนันหรือปลาสวยงามหายากอะไร แต่เราแค่รู้สึกว่า ขอให้ฉันได้ดำน้ำเถอะ ต่อให้เป็นก้อนหินก้อนเดิม ปะการังอันเดิม ปลาตัวเดิมๆ พี่ก็มีความสุขแล้วที่ได้ลงไปอยู่ใต้น้ำ”

โอเค ก็เข้าใจได้ว่าชอบการดำน้ำมาก แต่มันมากพอที่จะตัดสินใจทิ้งทุกอย่างมาเป็นครูสอนดำน้ำเลยเหรอคะ ทำไมไม่ดำน้ำเป็นงานอดิเรก หรือจริงๆเราหนีเรื่องทุกข์ใจอะไรมารึเปล่า

“โอ๊ยไม่เลย ชีวิตไม่ได้มีปัญหาหรือดราม่าอะไรมาช่วยตัดสินใจทั้งนั้นเลยนะ พอได้มาดำน้ำแล้วมันเลยทำให้รู้สึก พอกันทีชีวิตออฟฟิศ ฉันทำงานหนักมาทั้งชีวิตแล้ว แล้วจริงๆความฝันของพี่มันไม่ใช่การมีเงินร้อยล้าน ไม่ใช่การสะสมทรัพย์สมบัติ เราแค่รู้สึก ถ้าฉันอยากกิน ฉันต้องได้กิน อยากพักต้องได้พัก เราต้องการแค่นั้นพอ อีกอย่างเรามันตัวคนเดียว เลยไม่ต้องเป็นห่วงใคร ไม่มีครอบครัวต้องดูแล มันเลยง่ายที่จะตัดสินใจ พี่บอกกับตัวเองว่า ใช้ชีวิตให้สนุกสนานเถอะ เงินเดือนเยอะแต่วันหยุดก็ไม่ได้หยุด ต้องเคลียร์งานอุดอู้อยู่ในออฟฟิศ มาอยู่ที่นี่เรามีใต้น้ำเป็นออฟฟิศของเรา(ผายมือกว้าง) อย่างเกาะเต่ามีจุดดำน้ำรอบเกาะทั้งหมด30กว่าจุด ก็เท่ากับว่าเรามีห้องทำงานที่ทั้งสวยงามทั้งกว้างขวาง 30กว่าที่ มันสบายกว่ากันเยอะ”

คนที่ยอมทิ้งชีวิตในรูปแบบที่คนอื่นคิดว่าดี มาทำในสิ่งที่หลายคนไม่เข้าใจ เราอธิบายให้คนที่มีคำถามกับเส้นทางที่เราเลือกอย่างไรคะ

(หัวเราะนำคำตอบ) “เพื่อนหลายคนเลยนะมาบอกเราว่าบ้ารึเปล่า คิดดีแล้วเหรอ  แต่เราก็บอกเค้าว่า ชั้นว่าชั้นไปรอดนะ ชั้นว่าชั้นอยู่ไหว แค่ไม่ยึดติดก็พอละ ชั้นไม่เสียดายอะไรทั้งนั้น คนเราถ้าตัดสินใจแล้วต้องพุ่งไปข้างหน้า เราแค่มั่นใจว่า อ่ะ อย่างน้อยเรามีเงินเก็บก้อนนึงที่จะพออุ่นใจได้ว่าเราจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ในช่วงปรับเปลี่ยนชีวิตโดยไม่ลำบาก  จะว่าไปตอนนั้นที่ไปขอลาออก เจ้านายก็คงแอบกรี๊ดในใจ(หัวเราะ) เพราะพอเราออกคนเดียว เค้ารับคนเพิ่ม4-5คนเลยในเดือนต่อมา(หัวเราะ) เพื่อทำแทนเราคนเดียวอะคิดดูสิ”

ปรับตัวกับชีวิตใหม่ และอาชีพใหม่ยังไงบ้างคะ

“ถ้าเรื่องชีวิตประจำวันก็ไม่ยาก แต่เรื่องการทำงานก็ต้องปรับเยอะ เพราะเราเคยแต่ทำงานออฟฟิศมาตลอดชีวิต จะทำไม่ทำสิ้นเดือนก็ได้เงินเดือนละ แต่มาเป็นครูดำน้ำอยู่ที่นี่ ถ้าเราขี้เกียจสอน เราก็ไม่ได้เงิน เราต้องขยัน แต่ในแบบพอดีๆนะ ไม่ฝืนร่างกายเกินไป”

การได้เป็นครูสอนดำน้ำ ให้อะไรกับชีวิตคะ

“สองปีกว่าที่ผ่านมามีความสุขมากที่ได้สอนให้นักเรียนของเราเป็นนักดำน้ำที่มีคุณภาพ นักเรียนหลายคนก็ไม่เข้าใจ จะบ่นว่าครูจอร์จจี้ดุจังเลยตอนสอน พอลงน้ำแล้วจะแปลงร่าง เขี้ยวงอกเขางอกเป็นนางมาร(หัวเราะ) แต่เราอยากให้เค้าได้ความรู้จริงๆ เพราะการลงไปใต้น้ำมันอันตราย ถ้าไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับมันจะส่งผลกระทบต่อชีวิต เราอยากให้เค้าปลอดภัย และสนุกกับมันเหมือนที่เราสนุก การดำน้ำมันมีกฎ เราต้องปฏิบัติตาม ต้องไม่ดื้อ ถ้าเราตั้งใจปฏิบัติตาม เราก็จะสนุกอย่างปลอดภัย เราอยากให้เค้าไปเจอความสวยงามแบบที่เราเห็น จะชอบมากถ้าเจอนักเรียนที่กลัวนะ แต่แบบ..สู้โว้ย ใจสู้เอาชนะความกลัวตัวเอง อย่างนักเรียนบางคนนี่ถอดใจแต่ต้นเลย ไม่เอาค่ะครู ไม่ทำไม่ได้เหรอคะครู อิดออด ไม่สู้ ก็จะบอกเค้าว่า หนูขา เราไม่ได้เกิดมามีครีบมีหางนะคะ เราต้องฝึกค่ะอย่าเพิ่งโวยวายค่ะ(หัวเราะ)  อันที่จริงการดำน้ำนี่ก็เหมือนชีวิตคนนะ ทุกอย่างเราต้องกล้าเผชิญ แล้วทุกอย่างในชีวิตมันล้วนมี Step ถ้าเราทำตามขั้นตอน ทุกอย่างย่อมง่ายดาย เหมือนสังคม เหมือนบ้านเมืองที่มีกฎเกณฑ์ ถ้าเราฝ่าฝืน แหกกฎ เราก็จะเดือดร้อน ไม่ปลอดภัย เหมือนกันเลยค่ะ”

เจอที่ที่ใช่ของตัวเองแล้วรึยังคะ

“ใช่ไม่ใช่ไม่รู้ รู้แต่ไม่ได้ออกไปจากเกาะเต่ามา2ปี แล้วค่ะ(หัวเราะ) พอมาอยู่เกาะก็ติดเกาะเลย Happy มาก ความสับสนวุ่นวายมันไม่มี ชีวิตง่าย มีความสุข เราจะบอกตัวเองเสมอว่าถ้าทำอะไรแล้วไม่มีความสุข ก็อย่าทำ ชีวิตยังมีอะไรให้เห็นอีกเยอะ แค่ก้าวขาออกจากกล่องแค่นั้นเองค่ะ”

สัมภาษณ์ / เรียบเรียง  วิรดา คูหาวันต์
ถ่ายภาพ ชนิกา สุธัมมสภา
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
นั่งล้อมวงคุยพูดคุยแบบสบายๆ ในเรื่องที่คุณคุ้นเคยเกี่ยวกับโลกออนไลน์ไปด้วยกัน กับ อาจารย์สาวเจ้าของตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาวาทวิทยาและสื่อสารการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เฟี้ยวเปรี้ยวซ่าทั้งคำพูดและบุคลิก
นักวิชาการที่เดิมการวิ่งเป็นเพียงงานอดิเรกเพื่อออกกำลังกาย แต่วันนี้การวิ่งกลายเป็นเป้าหมายและความฝันของเขา