TALK

ทำความรู้จักพิธีกรเจาะใจ New Gen คนใหม่

แพรว-หัสสยา อิสริยะเสรีกุล
1 พ.ค. 2560
ใครที่ได้ติดตามรายการเจาะใจ หรือติดตามคอนเทนต์อีกแพลตฟอร์มของเราผ่านเว็บไซต์ Johjaionline.com ก็คงจะพอคุ้นหน้าหรือไม่ก็อาจจะสงสัย ว่าสาวน้อยเสียงใส อารมณ์ดี บุคลิกมั่นใจ และมีใบหน้าคล้าย Emma Stone นางเอกภาพยนตร์เรื่อง La La Land พิธีกรใหม่ของเจาะใจผู้นี้ เป็นใครมาจากไหน
และจากการค้นหาพิธีกร เจาะใจ New Generation ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ด้วยจำนวนของผู้สมัครนับพัน ในที่สุดเราก็ได้ แพรว-หัสสยา อิสริยะเสรีกุล ที่หากจะว่าไป เธอก็ไม่ใช่ “มือใหม่” ในวงการนี้แต่อย่างใด เพราะชั่วโมงบินและประสบการณ์ที่ผ่านมาของเธอนั้นก็มีค่อนข้างมาก และน่าสนใจไม่น้อย ไปทำความรู้จักกับเธอให้มากขึ้นกันเลย



ความทรงจำเกี่ยวกับรายการเจาะใจ

เคยดูเจาะใจตั้งแต่ตอนเด็กๆ สำหรับแพรวความรู้สึกที่มีต่อรายการนี้คือ อยู่นานดีเนอะ มันเป็นตำนาน ไม่มีใครไม่รู้จัก เดี๋ยวนี้รายการทีวีเกิดใหม่แทบทุกวัน มันยากที่จะพูดชื่อรายการมาซักรายการแล้วทำให้คน อ๋อ ได้ แม้แต่ช่องทีวี จากแต่ก่อนเคยมีกันอยู่ไม่กี่ช่อง เดี๋ยวนี้มันเยอะซะจนพูดชื่อช่องขึ้นมาบางคนยังงงเลย แต่แพรวเชื่อว่าสำหรับเจาะใจ ร้อยละ95 ของคนไทยจะต้องรู้จัก จะต้องนึกถึงหน้าพี่ดู๋ขึ้นมา

เล่าเรื่องตัวเองให้คนได้รู้จัก แพรว-หัสสยา มากขึ้นหน่อย
         เอาตั้งแต่เด็กเลยนะ(หัวเราะ) ตอนเด็กๆชอบร้องเพลงมาก แพรวเรียนร้องเพลงตั้งแต่ 8ขวบกับครูอ้วน เรียนจนจบเลย แล้วก็ประกวดอยู่หลายเวที พออายุ12 ก็ได้ลองไปแคสต์โฆษณาครั้งแรก จนอายุ13 ก็ประกวดบอยแบนด์ แอนด์ เกิร์ลกรุ๊ป ทำให้ได้มาที่ JSL เป็นครั้งแรก  ตอนนั้นก็ได้ที่สองของประเทศ หลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสเข้าไปอยู่แกรมมี่ แล้วก็เป็นหนึ่งใน G-Junoir รุ่น1 คนยุคเดียวกันคงจำได้(หัวเราะ) ซึ่งรุ่นนั้นก็จะมี กอล์ฟ ไมค์ รุ่นสองก็จะมีชิน – ชินวุฒิที่ดังๆ แล้วก็มีแค่สองรุ่นแค่นั้นแหละ ไม่มีอีกแล้ว(หัวเราะ) จากนั้นก็ได้ออกอัลบั้ม เป็นเกิร์ลกรุ๊ป ชื่อ Preppy G ..พอละๆ กลัวพี่ไปเสิร์ชดู เขิน(หัวเราะ) เอาเป็นว่า ที่แน่ๆมาก่อน Girl Generation ละกัน(หัวเราะ) ..นี่แพรวเล่าถึงไหนละนะ อ๋อ ออกเทป(ถามเองตอบเอง) แล้วก็ผลงานหลักๆเลยที่คนจำได้ก็คือละคร “น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์”ค่ะ เล่นเป็น “หนามเตย” เล่นอยู่4ปี เกือบ 200ตอน ทุกวันนี้หลายคนที่จำได้ยังเรียกเราว่าหนามเตยๆอยู่เลย(หัวเราะ) ซึ่งในช่วงเวลาระหว่างนั้นก็ได้มีโอกาสทำงานพิธีกรรายการแรก รู้สึกจะเป็น “เวคคลับ” แล้วก็…(นึกนาน)

คือมันเยอะซะจนแทบจำไม่ได้เลย
ใช่ค่ะมันเยอะมาก แพรวทำอะไรเยอะแยะเต็มไปหมดจนรู้สึกว่าตัวเองเป็นเป็ด คือทำมันทุกอย่าง เป็นแทบทุกอย่าง แต่ถ้าถามว่าอะไรที่แพรวชอบจริงๆ ตอนเด็กๆแพรวชอบร้องเพลงที่สุด แต่ด้วยความที่เราเองก็ไม่ได้เสียงดีแบบพี่นิว พี่จิ๋ว เพราะฉะนั้นถ้าเราจะเอาดีไปทางนี้อย่างเดี๋ยวเราต้องอดตายแน่ๆ(หัวเราะ) แล้วพอเราได้มีโอกาสไปแคสต์ละคร แล้วได้เล่น เราก็เลยอยากจะทำให้เต็มที่ พอทำเต็มที่เราก็เลยสนุกกับมัน ก็เลยกลายเป็นว่าเรารักในการแสดงไม่รู้ตัว ต่อมาพอได้ทำพิธีกรไปซักพัก มีคนชมว่าเราพูดเก่ง เราก็รู้สึกดี ก็รักการเป็นพิธีกรด้วยอีก แพรวก็เลยได้ทำหลายๆอย่างในช่วงเวลานั้น แต่พอทำไปจนอายุ 21 แพรวก็ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกา 1 ปี คือหยุดทุกอย่าง ทิ้งทุกอย่างเลย ตอนนั้นมีละครยาวช่อง 3 ติดต่อมาด้วยนะ ยังแอบเสียดายเล็กๆจนถึงวันนี้(หัวเราะ)

อะไรทำให้เลือกจะไปเรียนตอนนั้น ทั้งๆที่งานยังเยอะอยู่ เพราะหลายคนจะรู้ว่าอายุในวงการบันเทิงของคนเบื้องหน้าจะค่อนข้างสั้น
 
        มันแค่มีความรู้สึกแว้บนึงขึ้นมาว่าอยากไป ก็เลยลองยื่นคะแนนที่วารสารฯ ธรรมศาสตร์อินเตอร์ที่แพรวเรียนอยู่ดู จริงๆแพรวยังสนุกอยู่นะ ยังไม่เหนื่อย ไม่ได้อิ่มตัว เพราะเราก็ยังไม่ได้ดังขนาดนั้น(หัวเราะ) แต่คือเราอยากจะลองไปใช้ชีวิตที่เมืองนอกดู อยากไปอยู่ในที่ที่คนไม่พูดภาษาไทย พอได้ก็เลยโอเค งั้นไป คิดแค่นั้นเลย

ชีวิตหนึ่งปีที่ต่างประเทศเป็นยังไงบ้าง
         แพรวเลือกเรียนแต่วิชาประหลาดๆที่ไม่เกี่ยวกับวารสารฯ แล้วก็โอนหน่วยกิตมาไม่ได้ เช่นกายภาพบำบัด(หัวเราะ) มันได้ประสบการณ์ ได้เห็นโลกกว้าง ที่ที่แบบ.. ยี่สิบกว่าปีในชีวิตที่อยู่เมืองไทยไม่เคยได้เจอ แพรวได้เห็นความต่างของวัฒนธรรมที่หลากหลาย คนขาว คนดำ ภาษาต่างกัน ศาสนาต่างกัน ชุดความคิดต่างกัน อย่างรูมเมทแพรวตอนนั้นเป็นชาวนอร์ธไอร์แลนด์ แล้วตอนกลางคืนแพรวจะคุยโทรศัพท์กับที่บ้านอยู่ใต้ผ้าห่ม ด้วยเสียงที่เบามาก เบาเหมือนเวลาเราแอบแม่คุยตอนเด็กๆเลย แล้วแพรวคุยไปได้ไม่ถึงห้านาที รูมเมทแพรวก็ลุกขึ้นมาแล้วบอกว่า “แพรว แคนยูโกเอ้าท์?” ซึ่งครั้งแรกเราก็จะรู้สึกว่า อ้าว อินี่ กูอุตส่าห์คุยเบาๆ(หัวเราะ) แต่อยู่ไปอยู่มาเรากลับรู้สึกว่า เฮ้ย เค้าไม่มีอะไร เค้าแค่พูดตรงๆ คนเราอยู่ด้วยกันต้องเคารพกัน เราล้ำเส้นเค้าเค้าก็เตือนเรา ก็แค่นั้นเอง เราก็ได้เรียนรู้ว่าบางอย่างที่เราทำ พ่อเราแม่เราไม่ว่า แต่คนอื่นอาจจะว่าก็ได้ หลักๆเลยที่ได้จากการอยู่ที่นั่นมันคือการใช้ชีวิต แล้วแพรวโชคดีที่เมืองที่แพรวอยู่ไม่มีคนไทยเลย มันเป็นความตั้งใจแต่แรกที่จะไปแบบไม่ติดคนไทยด้วยกัน เพื่อนที่ไปพร้อมกัน 6 คนนี่แยกกันอยู่คนละเมืองเลยนะ เราอยากจะมีเพื่อนใหม่ เพื่อนต่างชาติจริงๆเพื่อที่จะได้ฝึกภาษาและการใช้ชีวิตจริงๆ

แล้วได้ใช้ชีวิตเต็มที่อย่างที่ตั้งใจเลยมั้ย
         ได้มากๆ แพรวไปอยู่แอตแลนต้า แล้วเมืองที่แพรวอยู่มันเป็น Sub Urban อีกที ซึ่งมันเป็นเมืองที่คนดำอยู่เยอะ หลายคนก็ชอบเตือนว่ามันอันตราย อย่าไปแถวดาวน์ทาวน์นะ แพรวก็ไม่เชื่อ วันนึงก็ไป เอาแค่ตอนเดินจากเมโทรขึ้นมา ก็เห็นแล้วว่า เออะ อะไรเอ่ยไม่เข้าพวก ชั้นนี่ไง(หัวเราะ) คือที่ตรงนั้นมันไม่มีเอเชียหัวเหลืองเลย ไม่มีคนผิวขาวเลย ทุกคนมองมาที่เรา แล้วก็พยายามเข้าหาเรา มาพูด มาทำอะไรให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัย เราก็วิ่งหันหลังหนีสุดชีวิตกลับไปที่เมโทรเลย เหตุการณ์นั้นก็ทำให้รู้ว่า เออ ที่ที่อันตรายมันมีอยู่จริงนะ แต่คนดำก็ไม่ได้น่ากลัวไปซะทุกคนนะคะ แพรวมีเพื่อนเป็นคนดำหลายคน สีผิวมันบอกอะไรไม่ได้เลย มันคือข้างในล้วนๆ

พอกลับไทยมาแล้วทำอะไรต่อ
         กลับมาเพื่อนก็รับปริญญากันหมด เราก็รู้สึกว่า อ่าว เพื่อนเรียนจบแล้วว่ะ(หัวเราะ) ชั้นต้องเรียนกับรุ่นน้องสินะ ตอนนั้นก็คิดเยอะเกี่ยวกับชีวิตว่าจะเอาไงต่อ เรียนต่อให้จบแล้วจะทำอะไร ก็เลยตระเวนแคสต์งานเลย แพรวไปแคสต์งานพิธีกรเยอะมาก กลับไปหาพี่ๆทั้งงานพิธีกร งานพากย์เสียง ว่าหนูกลับมาแล้วนะ มีอะไรให้หนูทำมั่ง(หัวเราะ) ก็เลยได้งานมาเรื่อยๆ หลังจากนั้นก็เลยกลายเป็นว่า งานพิธีกรคืองานหลักของเรา คือเราทำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อายุ 22 จนตอนนี้แพรว 28 ละ นอกเหนือจากนั้นก็คืองานดีเจ แล้วก็ได้มารายงานข่าวบันเทิง ถือเป็นงานแรกเลยที่แพรวได้ลองงานเบื้องหลังด้วย ทั้งแปลข่าวเอง เขียนสกู๊ปเอง



ความรู้สึกที่ได้ชิมลางงานเบื้องหลังครั้งแรก มันเป็นยังไง
รู้สึกว่าเรามีประโยชน์มากขึ้น เหมือนเรามั่นคงขึ้น นึกถึงตอนเด็กเวลามีคนถามว่า ทำงานเบื้องหน้า จะทำได้ถึงเมื่อไหร่ ตอนนั้นเราไม่เชื่อในสิ่งนั้นเลย เพราะแพรวคิดว่า ถ้าคุณเก่ง ยังไงคุณก็มั่นคง เพราะฉะนั้นแพรวไม่เคยสนใจเลยเวลาใครมาพูดเรื่องนี้ ไม่จริงหรอก เรามีไอดอลตั้งหลายคนที่พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่าการทำเบื้องหน้าไปจนแก่มันมีเยอะเลยนะ แต่พอแพรวได้มาลองทำเบื้องหลัง เลยได้รู้ว่า เออ นี่ต่างหากคือคำตอบที่คนถามเรามาตลอดแล้วเราไม่เคยเข้าใจเลย คือแพรวเข้าใจเลยว่ามันเป็นการเพิ่มพื้นที่ให้ตัวเองได้อย่างมั่นคง โอกาสที่เราจะเป็นพิธีกรไปจนแก่มันมีแค่ไหน แต่ที่แน่ๆวันนึงถ้าไม่ได้ทำเบื้องหน้า แพรวก็ยังพูดได้เต็มปากว่าชั้นทำเบื้องหลังได้

ก่อนจะมาทำเจาะใจออนไลน์ แพรวทำอะไรอยู่บ้าง แล้วเราพอใจกับสิ่งที่ทำอยู่แค่ไหน
หลักๆเลยแพรวเป็นผู้ประกาศข่าวบันเทิง คือแพรวบอกไม่ได้เต็มปากว่าแพรวชอบหรือไม่ชอบการรายงานข่าวบันเทิง เพราะพูดกันตรงๆ ข่างบันเทิงมันเป็นสิ่งที่เสพง่ายที่สุด ไม่จำเป็นต้องมี Base ความรู้อะไรเลยคุณก็อ่านรู้เรื่อง ฟังรู้เรื่อง แล้วก็เป็นเรื่องที่ทุกคนอยากรู้ แพรวเริ่มด้วยงานด้านรายการบันเทิง เพราะแพรวทำได้ ก็เลยได้ทำเรื่อยมา แต่ถามว่ามันคือความชอบของแพรวจริงๆมั้ย ก็คงไม่ใช่ แต่การที่เราทำมาจนถึงวันนี้ มันเป็นเพราะแพรวเป็นคนไม่เคยปฏิเสธโอกาส ใครให้ทำอะไร ใครให้โอกาสอะไร ถ้าแพรวทำได้แพรวจะทำให้สุดความสามารถ ทั้งการรายงานข่าว ทั้งการเป็นพิธีกร เป็นดีเจ  เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลนี้มันเลยทำให้แพรวตอบตัวเองไม่ได้ว่าแพรวชอบสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้แค่ไหน เพราะอยากลองทุกงานที่ผ่านเข้ามา แล้วลองว่าเราทำได้หรือไม่ได้ ซึ่งถ้าเราทำไม่ได้ เดี๋ยวงานก็จะทิ้งเราเอง(หัวเราะ)

พอได้ลองเบื้องหลังแล้ว ยังรู้สึกท้าทายกับงานเบื้องหน้าอยู่มั้ย
         ยังท้าทายอยู่ๆค่ะ แต่เราต้องยอมรับเลยว่าการเป็นผู้ประกาศข่าวบันเทิงมันมีอายุของมัน มันเป็นข่าวที่คนดูเสพหน้าตาของคนอ่าน คุณเริ่มแก่หน่อยก็ไม่มีใครอยากดูคุณรายงานเหมือนสาวๆวัยรุ่นๆมาอ่านข่าวแล้ว ไม่เหมือนข่าวประเภทอื่นที่เอาความเก่ง ความสามารถเป็นตัวตั้ง แพรวก็เลยอยากจะทำอะไรที่มันโตขึ้น ให้เข้ากับความสนใจของช่วงวัยเราเองที่เปลี่ยนไปทุกวัน

ในที่สุดก็ได้มาเป็นพิธีกร New Gen ของเจาะใจ
ตอนที่แพรวมาสมัครพิธีกรเจาะใจ แพรวคิดแค่ว่าอยากเป็นพิธีกร แต่พอคณะกรรมการถามแพรวว่าทำอะไรได้บ้าง แพรวก็เล่าๆๆ แล้วก็บอกเค้าว่าแพรวทำเบื้องหลังได้นะ แพรวว่าอาจจะเหตุผลนี้ด้วยล่ะมั้งที่ทำให้แพรวได้มาอยู่ตรงนี้ อีกอย่างคือตอนนั้นเค้าไม่บอกเลยนะว่าจะมีเจาะใจออนไลน์(หัวเราะ) ว่าเราจะต้องเป็นทั้งพิธีกรด้วย แล้วทำเบื้องหลังด้วย เค้ามาเฉลยเอาตอนที่เราได้รับเลือกแล้ว

ผิดจากที่คาดหวังไว้รึเปล่า เช่น คิดว่าจะได้ทำพิธีกรคู่กับพี่ดู๋
         แพรวไม่ได้ผิดหวังเรื่องนั้นเลยนะ แพรวดีใจด้วยซ้ำที่บทบาทของแพรวมันจะมาอยู่ในเจาะใจออนไลน์ซัก 80% อยู่ในภาคสนามของตัวรายการซัก 20% เพราะออนไลน์มันคือตลาดของคนรุ่นใหม่ ตอนที่พี่เค้าบอกว่าแพรวต้องทำเจาะใจออนไลน์นะ แล้วต้องเป็นเบื้องหลัง ต้องคิด ต้องเขียนเองด้วย อยากทำอะไรทำเลย.. แพรวกลับรู้สึกดี รู้สึกว่าเฮ้ย พี่กล้าให้แพรวทำได้ยังไง เอาอะไรมามั่นใจในตัวแพรว(หัวเราะ) แล้วเราก็เลยคิดว่า ในเมื่อเค้ากล้าให้เราลอง เราก็ต้องกล้าทำให้เค้าเห็น แพรวก็เลยตั้งใจว่าจะทำมันให้เต็มที่ แล้วหลังจากนี้ผลจะออกมาเป็นยังไงแพรวก็รอรับ feedback เต็มที่เลย เพราะนี่มันคือครั้งแรกของแพรวจริงๆที่ได้คิดได้ทำเองแบบเต็มตัว
 
 

ตัวตนจริงๆของแพรว ที่จะสื่อสารผ่านผลงานในเจาะใจออนไลน์
แพรวเป็นคนสุดโต่งในทุกทาง เพื่อนสนิทแพรวจะรู้ว่าเวลาแพรวสุข แพรวสนุก แพรวเศร้า แพรวเครียด แพรวจะไปสุดทาง คือแพรวเป็นคนไม่มีตรงกลาง เวลาแพรวอยู่หน้าจอ รายงานข่าวบันเทิง ต่อให้เราจะกำลังรู้สึกอะไรอยู่ เราก็ต้องเป็นทำหน้าที่รายงานเรื่องราวตามนั้นไป คือถึงแม้จะเป็นข่าวบันเทิง มันก็ไม่ได้เป็นการปลดปล่อยตัวตนอะไรออกมาขนาดนั้น บางครั้งมันคือการ Pretend ด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นที่ที่แพรวจะแสดงตัวตนจริงๆออกมาได้มากสุดก็คือสเตตัสในเฟซบุก แค่นั้นเอง แล้ววันนี้แพรวรู้สึกว่า เจาะใจออนไลน์อนุญาตให้แพรวเอาสิ่งเหล่านั้นมาเขียนในพื้นที่ที่คนจะได้เห็นมากขึ้น ซึ่งเราก็จะต้องปรับเนื้อหาให้มีจุดร่วมระหว่างสิ่งที่แพรวสนใจกับคนอื่นๆสนใจมากขึ้น อย่างน้อยตอนนี้เวลาแพรวไปเจอเรื่องอะไร หรือแพรวอยากจะคุยกับใครที่แพรวสนใจหรือคิดว่าคนอื่นก็น่าจะสนใจด้วย แพรวก็จะสามารถทำได้เต็มที่ มีพื้นที่ตรงนี้ที่เราจะสื่อสารได้แบบที่เราอยากให้เป็น

ด้วยความที่เรากำลังทำสื่อออนไลน์ เลยอยากรู้ว่าการเลือกฟังก์ชั่นในการออนไลน์ของแพรวเป็นยังไงบ้าง
         ถ้าพูดถึงเฟซบุก แพรวว่ามันค่อนข้างส่วนตัวสำหรับแพรว คือเราไม่เปิดสาธารณะ แล้วก็มีแค่เพื่อนเราเท่านั้นที่จะได้เห็นว่าเราโพสต์อะไร เราคิดอะไร เราทำอะไร แต่ก่อนเคยคิดนะว่าเฟซบุกเป็นพื้นที่ส่วนตัว แต่เลิกคิดมานานละ เพราะที่ส่วนตัวจริงๆมีแค่ในความคิดในหัวเราเท่านั้นแหละ(หัวเราะ) อะไรที่โพสต์ลงไปแปลว่ามันเป็นสาธารณะละ บางครั้งเวลาเราอยากแชร์อะไรไว้อ่านเอง แต่มันเป็นเรื่องที่แบบ รู้เลยว่าคนต้องเข้ามาแสดงความเห็นเยอะแยะ ต้องมาตัดสินเรา แพรวก็จะใช้วิธีการเลือก Only me ให้เราเห็นคนเดียวก็พอ แต่ใน Instagram นี่แพรวเปิดพับบลิคเลย ใครเข้ามาดูก็ได้

คิดว่าคนอื่นเค้าตัดสินเราจากสิ่งที่เราแชร์?
         มันชัดที่สุดแล้ว โดยไม่ต้องไปรอเวลาไปคุย ใช้เวลาให้รู้จักกัน ไม่ต้อง การดูจากสเตตัสหรือสิ่งที่แชร์ในเฟซบุกมันง่าย แพรวว่ามันพอจะบอกได้บางอย่าง ว่าเค้าคิดอะไร ว่าเค้าสนใจอะไร ไลฟ์สไตล์เป็นแบบไหน ถ้าวันนึงแพรวต้องเป็นคนสัมภาษณ์งานใคร แพรวจะขอให้เค้าเปิดเฟซบุกให้ดูย้อนหลังไปอย่างน้อย 7 วัน แพรวเชื่อว่ามันจะบอกตัวตนบางอย่างได้ชัดกว่าการให้เค้าบอกเองว่าเค้าเป็นคนยังไง แพรวว่าสิ่งที่เค้าโพสต์มันจะไม่ต่างจากตัวตนเค้าเท่าไหร่

แต่ของอย่างนี้มัน Fake กันได้นะ
         มันก็จริง แต่อย่างน้อยมันก็จะโชว์บางอย่างให้เราเห็นในคนๆนั้นอยู่ดี แล้วอีกอย่างเลยที่ชัดที่สุดคือคอมเม้นต์ การอ่านว่าเพื่อนๆคอมเม้นต์อะไรในภาพหรือในสเตตัสเค้าบ้าง มันบอกชัดที่สุดเลยนะว่าคาแรกเตอร์คนๆนี้เป็นยังไง บางคนเป็นตัวฮา เพื่อนๆชอบแกล้ง บางคนหัวโจก บางคนเป็นเจ๊ใหญ่ หรือไม่บางคนเป็น Loser ตรงนี้น่าจะ Fake กันยาก

ความสนใจของคุณ มันจะนำไปสู่คอนเทนต์อะไรให้เราได้ติดตามกันต่อบ้าง
แพรวชอบร้องเพลง ชอบอ่านหนังสือ ชอบภาษาอังกฤษ ซึ่งมันต่อยอดไปอย่างอื่นได้อีกมาก อย่างการชอบร้องเพลง ทำให้เรากล้าแสดงออก การอ่านหนังสือทำให้เราชอบคิด ชอบเขียน และภาษาอังกฤษ มันก็ต่อยอดไปสู่การได้เป็นพิธีกรภาษาอังกฤษ ต่อยอดไปสู่โอกาสอื่นๆในการทำงานต่อไป แพรวก็จะใช้ความสนใจของแพรวเหล่านี้ ในการทำงาน ทั้งงานแปลบทความที่น่าสนใจ งานเขียนจากความคิด ประสบการณ์ และบทสัมภาษณ์ที่สนุกอย่างมีสาระ ที่ไม่ใช่รูปแบบของการเยี่ยมบ้านดาราอะไรแบบนั้น(หัวเราะ) ยังไงก็ฝากเนื้อฝากตัวฝากติดตามกันด้วยนะคะ
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง :  วิรดา คูหาวันต์
ถ่ายภาพ :  วิรดา คูหาวันต์
แกลลอรี่รูปภาพ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ผู้หันหลังให้กับชีวิตมนุษย์เงินเดือนในเมืองหลวง มาเป็น ครูสอนดำน้ำ(diving instructor) ให้กับโรงเรียนสอนดำน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียที่เกาะเต่า อันเป็นแหล่งผลิตนักดำน้ำชั้นดีอันดับต้นๆของโลก
นักวิชาการที่เดิมการวิ่งเป็นเพียงงานอดิเรกเพื่อออกกำลังกาย แต่วันนี้การวิ่งกลายเป็นเป้าหมายและความฝันของเขา