REVIEW

คืนหมาหอนที่ค่ายลูกเสือ: สามัคคีชุมนุมมะรุมมะตุ้มรุมทำอะไรกันเนี่ย!

จักรกฤต โยมพยอม
22 ต.ค. 2560
ได้ยินเสียงเล่าลือกันหนาหูถึงความดีงามของภาพยนตร์เรื่อง “คืนหมาหอนที่ค่ายลูกเสือ” เลยตัดสินใจ
แน่วแน่ว่าจะต้องไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ได้ พูดตรงๆ ว่าผมค่อนข้างซาดิสต์นิดหน่อย ตั้งแต่มีโอกาส
ได้ชมภาพยนตร์เรื่อง “โกยเถอะผีมาแว้ววว” เมื่อต้นปีที่แล้ว ก็ทำให้ค่อนข้างจะเสพติดภาพยนตร์แนวนี้
ถ่อไปถึงเมเจอร์ สำโรงเพื่อชมภาพยนตร์เรื่อง “คนมวย กับรักที่แตกต่าง” ก็เคยมาแล้ว และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้ง
ที่ผมต้องใช้ verb to ถ่อไปถึงเมเจอร์สำโรงครับ เอ๊ะ! จะใช้คำว่าถ่อก็คงไม่ถูกแล้วครับ เพราะเดี๋ยวนี้มีรถไฟฟ้า
ไปถึงแล้วด้วย เมื่อก่อนนี่ต้องนั่งรถไฟฟ้าแล้วไปต่อรถสองแถว กว่าจะถึง



“คืนหมาหอนที่ค่ายลูกเสือ” เป็นเรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่น Youtuber ที่ต้องการไปถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีแนว
ล่าท้าผีที่ค่ายลูกเสือร้างจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นที่เลื่องลือว่าผีดุมาก โด่งดังขั้นสุดในโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งในการ
ไปถ่ายทำครั้งนี้ กลุ่มวันรุ่นได้เชิญ “หมีเพื่อนผี” และ “ดีเจบุ๊คโกะ” ไปร่วมถ่ายทำด้วย
 
ตลอดการถ่ายทำที่ค่ายลูกเสือร้าง วันรุ่นกลุ่มนี้ทำพฤติกรรมห่ามๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่เคารพสถานที่ พูดง่ายๆ
ว่าลบหลู่เจ้าที่เจ้าทางตลอดเวลาตั้งแต่ต้นเรื่อง ชัดเจนมากว่าตั้งใจจะบอกว่าเดี๋ยวเด็กพวกนี้จะโดนดี
ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากภาพยนตร์แนวลองของเรื่องอื่นๆ ที่มักจะเปิดเรื่องให้มีตัวละครเกเรพยายามท้าทาย
สิ่งเหนือธรรมชาติ แล้วสุดท้ายก็โดนเอาคืนอย่างสาสม ก็อย่างว่าแหละครับ ถือว่าไม่มีอะไรใหม่เลย
 
การที่พยายามสร้างความน่าสนใจให้เนื้อเรื่องโดยการใช้ภาพจากในกล้องวิดีโอที่ตัวละครใช้ถ่ายทำจริงๆ
ก็ดูเหมือนจะดีนะ แต่ในเรื่องนี้มันดูแปลกๆ บอกไม่ถูก จะว่าดูจงใจก็จงใจ จะว่าเหมือนไม่ตั้งใจถ่ายก็เหมือน
เพราะภาพที่เห็นมันดูสั่นบ้าง ซูมแปลกๆ บ้าง เบลอๆ มัวๆ บ้าง แต่จะว่าไปก็อาจจะเป็นความตั้งใจของผู้สร้างก็ได้
ที่อยากให้ผู้ชมได้อารมณ์ของกลุ่มวัยรุ่นที่ไม่มีความรู้ความสามารถอะไรนัก แต่ต้องมาทำงานนี้เพื่อหวังดังหวังเงินเท่านั้น
น่าแปลกที่มีนายทุนยอมลงทุนให้วัยรุ่นกลุ่มนี้มาสร้างผลงานแบบนี้ขึ้นมา ซึ่งดูตั้งแต่ต้นก็ยังมองไม่ออกว่า
มีเหตุผลอะไรที่นายทุนจะต้องยอมลงทุนให้

พอพูดถึงนายทุน ก็นึกถึงฉากต้นๆ ของหนังเรื่องนี้ ตอนที่กลุ่มเกรียนท้าผีไปคุยกับนายทุน ถ่ายทำโดยการตั้งกล้องไว้เฉยๆ
ตั้งค้างไว้ซะนานโดยที่กลวิธีแบบนี้ไม่ได้ส่งผลอะไรกับแนวคิดใดๆ ของเรื่องเลย มันเลยทำให้ฉากนี้ (และอีกหลายฉาก)
ดูน่าเบื่อมาก แต่กลวิธีแบบนี้ก็ทำให้นึกไปถึงภาพยนตร์ที่ผมชอบมากๆ เรื่อง “ธุดงควัตร” ที่เขาตั้งกล้องนิ่งๆ ไว้
แล้วก็ค่อยเปลี่ยนมุมกล้อง แต่ธุดงควัตรนี่เราเข้าใจได้ว่าเพราะเหตุใดผู้สร้างจึงใช้กลวิธีนี้ในการนำเสนอ
ในขณะที่เรื่องวันหมาหอนที่ค่ายลูกเสือนี่ไม่เข้าใจว่าตั้งกล้องแบบนี้เพื่ออออออออ

อีกหนึ่งอย่างที่น่าเสียดายมากๆ คือการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าไปถ่ายทำที่สถานที่จริง แน่นอนว่าเราต้องคาดหวังความหลอนมากๆ
เพราะถ้าใครได้ติดตามเรื่องเล่าทางอินเทอร์เน็ตก็น่าจะรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับไม่ได้ทำให้เรารู้สึกหลอนใดๆ
ทั้งสิ้น มีแค่ไปถ่ายอาคารสถานที่จัดกิจกรรม ป่าที่เห็นก็ป่าที่ไหนไม่รู้ (ก็คงที่จริงแหละครับ แต่ดูไม่ออก)
แถมยังไปถ่ายตอนกลางวันแล้วก็ย้อมสีเอาให้ดูมืดๆ หน่อย เราเลยรู้สึกเสียดายสถานที่จริง คืออุตส่าห์ไปถ่ายที่จริงแล้วอะ
แต่ความรู้สึกมันไม่ได้เลย คือถ้าจะถ่ายออกมาแล้วเป็นแบบนี้ ไปถ่ายที่ไหนก็ไม่น่าจะต่างกัน
เหมือนตอนที่ดูเรื่อง “Bangkok 13” เลยครับ
 
พอพูดถึงเรื่อง “Bangkok 13” ก็นึกออกอีกว่ามีอีกประเด็นเหมือากันคือ บางช่วงของหนัง เหมือนกับว่าคนตัดต่อ
น่าจะตัดต่อตอนเบลอๆ อยู่เหมือนลืมไปว่าเมื่อกี้ตัดอะไรไป แล้วเอาอะไรมาต่อ เหมือนเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนไปวางไว้ทีหลัง
เช่น น้องลูกแก้วเข้าฉากเรียบร้อยแล้ว ถ่ายถ่ายทำไปแล้ว ค่อยตัดมาที่ฉากน้องลูกแก้วนั่งแต่งหน้า คุยกันในประเด็นที่เหมือนกับว่า
เพิ่งเดินทางมาถึงและยังไม่ได้เข้าไปสักฉาก

ส่วนที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้คือฉากหนึ่งที่ใช้เพลง “สามัคคีชุมนุม” มาเป็นเพลงประกอบครับ รู้สึกว่าดูเข้ากับเนื้อเรื่อง
ที่ไปถ่ายทำที่ค่ายลูกเสือ และเนื้อเพลงบางท่อนก็ดูเข้ากับการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่น้อย

“...พวกเราเหล่ามาชุมนุม ต่างกุมใจรักสมัครสมาน ล้วนมิตรจิตชื่นบาน สราญเริงอยู่ทุกผู้ทุกนาม
อันความกลมเกลียว กันเป็นใจเดียวประเสริฐศรี ทุกสิ่งประสงค์จงใจ จักเสร็จสมได้ ด้วยสามัคคี...”
สัมผัสได้อยู่ครับว่าทีมงานก็สามัคคีกันสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาด้วยใจที่น่าจะชื่นบานแหละ และก็ทำจน

ภาพยนตร์เรื่องนี้มันเสร็จออกมาได้ฉายในโรงภาพยนตร์ แต่ถ้าเพิ่มคุณภาพลงไปในภาพยนตร์เรื่องนี้อีกสักหน่อย (ก็ไม่หน่อยอะ)
ก็คงจะทำให้เราไม่รู้สึกเสียดายค่าตั๋วขนาดนี้ครับ นี่ขนาดว่าตั๋วลดราคายังรู้สึกเสียดายเลยครับพี่ครับ
รีวิว
จักรกฤต โยมพยอม
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
หนังแอคชั่นย้อนอดีตเล่าเรื่องตำนานของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ King  Arthur ที่เคยสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้วหลายหน   ถ้าไม่สร้างตรงๆ ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์องค์นี้  อย่างเรื่องของ "อัศวินโต๊ะกลม"  ที่เป็น Original Idea ของ King  Arthur  นั่นเอง
หนังแนว Thriller เรื่องนี้เล่นประเด็นความแตกต่างของสีผิวมาเป็นแกนหลัก โดยเดินเรื่อง แบบหนังเขย่าขวัญ  ที่โลกของคนขาวเอาเปรียบและเหยียดหยามคนดำอย่างชัดเจน