OPINION

แชท text message : เดาใจจนได้เรื่อง

สุรพร เกิดสว่าง
18 มิ.ย. 2561
“คิดดูแล้วนะ ไม่รู้ว่าคุณรู้สึกอย่างเดียวกันหรือเปล่ากับเรื่องที่เราทะเลาะกัน เหมือนกับว่าเรายังมี gap กันอยู่มาก คุณว่าไง?”
 
เธออ่าน message ที่ส่งมาด้วยหัวใจเต้นแรง นี่เขากำลังคิดจะบอกเลิกใช่ไหม?
 
“ก็ได้ค่ะ เราควรห่างกันไปก่อน” เธอแชทตอบไปด้วยความปวดร้าว
 
“แล้วแต่คุณละกัน” นั่นเป็น message สุดท้ายที่เขาส่งมา และทั้งสองก็ไม่ได้ติดต่อกันมาหลายเดือนแล้ว
 
ทว่า เธอไม่รู้หรอกว่า ความหมายแท้จริงของข้อความที่เขาส่งมาแต่แรกนั้น ก็เพื่อจะหาทางให้ไปต่อได้ แต่เมื่อดูเหมือนเธอบอกเลิกอย่างมั่นใจ เขาก็ไม่มีทางอื่นใด นอกจากน้อมรับ และทำตามที่เธอต้องการ.
 
ซึ่งที่จริง เธอก็ไม่ได้ต้องการเช่นนั้น เธอเพียงหมายความว่า ไว้เขาหายโกรธเธอแล้วค่อยมาคุยกันใหม่ และเธอก็เฝ้ารออยู่ทุกวัน



ในยุคที่ text message เป็นช่องทางสื่อสารหลัก ความเข้าใจกัน ความสัมพันธ์ ล้วนขึ้นอยู่กับ skill ในการ text
วัฒนธรรมการส่งข้อความก็เปลี่ยนไปจากแรกๆ ที่แต่เดิมเป็นเพียงเรื่องธุระ แต่ทุกวันนี้ เราคุยกันทุกเรื่องทุกอย่าง รวมถึงเรื่องที่อ่อนไหว สังคมมนุษย์สมัยใหม่กลายเป็น “text-based society” 
 
จากการ survey ในอเมริกา คนอายุ 17-25 จีบกันโดยใช้ text message หรือการส่งข้อความเป็นหลัก 90% ของคนที่เป็นแฟนกัน ต้องส่งข้อความถึงกันทุกวัน อย่างน้อยวันละครั้ง ส่วนในเอเชียหรือไทย ถ้าทำ survey ก็คงไม่ทิ้งห่างกันมากนัก อย่างน้อย 77% ของประชากรไทยใช้ text message ประจำ และ app อันดับหนึ่งคือ Line (Hootsuite 2018)
 
ในงานศึกษาของ Fox และ Warber (2013) พบว่า คนสมัยนี้ หากเริ่มสนใจกัน จะดู profile ใน Facebook ก่อน แล้วจากนั้นจะจีบกันโดยใช้ text message ส่วนโทรศัพท์หรือการเจอตัวจริงนั้นเป็นขั้นตอนหลังๆ และเมื่อเป็นแฟนกันแล้ว ก็พึ่งพา text message ในเรื่อง “relationship maintenance” ส่วนยามจะบอกเลิกกัน จากการ survey ของ USA Today กับคน 1500 คน พบว่า 59% จะใช้การส่ง text แทนการพูด
 
คนเรากำลังใช้ text message มาแทนที่การพูดคุยหรือการเจอหน้า ทั้งๆที่วิธีการส่งข้อความนี้ ไม่ค่อยสอดคล้องกับธรรมชาติมนุษย์เท่าใดนัก
 
เพราะโดยธรรมชาติแล้ว คนเราสื่อสารกันด้วยคำพูดเพียง 10% อีก 90% เป็นการสื่อสารผ่านภาษาท่าทาง ไม่ว่าจะเป็นสีหน้า การใช้ท่าทางประกอบ น้ำเสียง การเว้นจังหวะ การเน้นคำ แววตา ซึ่งหมายความว่า ในประโยคเดียวกัน ในคำพูดเดียวกัน หากแสดงออกด้วยภาษาท่าทางที่ต่างกัน อาจมีความหมายแตกต่างกันได้มากมาย
 
ถึงแม้เราจะพยายามแก้ไขโดยการใส่ emoji และ stickers รวมถึงใช้ภาษาเฉพาะสำหรับ text message เพื่อสื่ออารมณ์  ก็ยังลดช่องว่าง 90% ที่หายไปนี้ไม่ได้หมด เพราะแต่ละคนอาจมองวิธีการใช้ emoji ต่างกัน มีงานศึกษา (Fox and group 2007) ว่า ผู้ชายและผู้หญิงตีความสัญลักษณ์นี้ไม่เหมือนกัน  ผู้หญิงจะใช้ emoji มากกว่า และมองคนที่ไม่ใช้ว่าเป็นคนเฉยเมยเกินไป (Hudson, 2015) ส่วนคนที่มี วัย วัฒนธรรม สังคม ที่ต่างกัน ก็มักตีความ emoji ต่างกันอีก
 
นั่นคือ ในยุคปัจจุบัน เรากำลังตัด mode การสื่อสารอันสำคัญยิ่งอีก 90% ออกไป เหลือแต่ content ที่เป็นตัวอักษรแค่ 10% และแน่นอนว่า การสื่อสารระหว่างกันย่อมจะมีปัญหา
 
อย่างประโยคที่ว่า “กำลังทำอะไรอยู่?” 
 
ถ้าเน้นคำที่ “อะไร” ก็หมายถึง เป็นคำถามจริงๆ อยากรู้
ถ้าเน้นคำที่ “กำลัง” ก็จะออกบ่นๆว่า นานไปแล้วนะ
ถ้าเน้นที่ “ทำ” หมายถึงบ่นว่า “อะไรกันนักหนา”
 
แต่สำหรับ text message เราไม่สามารถเน้นเสียงหนักเบา โทนเสียง ใช้สีหน้า ความหมายที่ผู้รับจะตีความจึงมีได้ถึง 3 แบบ 3 อารมณ์ แทนที่จะเป็นแบบเดียว หากตีความผิด ก็ผิดใจกัน  หรือแม้กระทั่งคำง่ายๆว่า “เสียใจ” ก็เป็นได้ทั้ง คำเสียใจจริงๆ คำเห็นใจ คำประชด คำต่อว่า หรือแค่เปล่งเสียงตามมารยาท เป็นได้สารพัด
 
เพื่อที่จะให้การสื่อสารได้ผลอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้มนุษย์สมัยใหม่ต้องเพิ่ม skill ในการคาดเดาความหมายข้อความ เพื่อทีจะมาชดเชยการสื่อสารอีก 80% ที่หายไปนี้ คนยุค text message age จึงต้องมี skill การคาดเดาว่าด้วย “Bayes Theorem” มากกว่าคนยุคก่อน นั่นคือ เอาความรู้จักคุ้นเคยกับคนนั้น ผสมกับ ความหมายที่ควรจะเป็นของข้อความนั้นในสถานการณ์นั้น มาใช้พิจารณาตีความ แต่คนเราทำได้เสมอหรือ?  
 
นักจิตวิทยาด้านชีวิตคู่อย่าง Dr Randi Gunther ที่มีผลงานเขียนหลายแห่งเล่าประสบการ counseling ของเธอเองว่า เนื่องจากปกติผู้หญิงจะสื่อสารทางอารมณ์มากกว่า ทำให้ผู้หญิงชอบเขียนข้อความยาวๆในการบรรยายความรู้สึก โดยถือเป็นการ “set the stage” หรือ “เตรียมเวที” ก่อนที่จะพูดต่อถึงเนื้อหาหลัก  และผู้หญิงจะใช้จำนวนคำมากเป็นพิเศษ หาแชทในเรื่องของความสัมพันธ์
 
ส่วนผู้ชายชอบที่จะพูดตรงถึงประเด็นหลักก่อน เช่นเดียวกับการพาดหัวข่าว แล้วค่อยกลับมาพูดในรายละเอียดว่าเป็นอย่างไร อีกทั้งจะใช้จำนวนคำมากกว่าในเรื่องธุระต่างๆ เช่นการนัดหมาย การวางแผนทำโน่นนี่ แต่พอในเรื่องความรัก ผู้ชายจะใช้คำไม่มาก 
 
ความแตกต่างนี้เองทำให้ เวลาผู้ชายเจอผู้หญิง text มายาวๆ ก็จะอ่านแค่ผ่านๆ ยิ่งข้อความยาวพิมพ์ติดกันเต็มไปหมดไม่มีย่อหน้า  ผู้ชายจะอ่านเพียงแค่ตอนต้นกับตอนท้าย แล้วค่อยย้อนมา scan ผ่านๆ ยังข้อความตรงกลางเป็นพอ  ทำให้เป็นไปได้มากว่า เขาจะพลาดเนิ้อหาสำคัญที่ผู้หญิงตั้งใจแฝงอยู่
 
ส่วนผู้หญิง เมื่อได้รับข้อความตอบรับจากผู้ชาย โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องรักๆ ก็มักจะผิดหวังที่ข้อความนั้นห้วน ดูเหมือนไม่ได้ตอบรับต่อความรู้สึกของเธอนัก ซึ่งทำให้ผู้หญิงพยายาม “decode” หรือตีความกับข้อความสั้นๆนั้น ซ้ำแล้วซ้ำอีก ว่า “เขามีอะไรในใจหรือ ถึงได้ตอบมาสั้นๆ แค่นั้น?” 
 
ผลคือ เมื่อคุยผ่าน text message ผู้หญิงมักจะเข้าใจว่า ผู้ชายไม่ได้ให้ความสำคัญเธอเท่าไหร่ แน่นอนว่า หากเป็นเรื่องที่กำลังเถียงกันอยู่แล้ว มาเจอการตอบกลับอย่างสั้น ก็จะยิ่งทำให้พังหนักขึ้นไปอีก
 
ผู้เชี่ยวชาญ (เป็นผู้หญิง) จาก dating service ชื่อ CyberDatingExprt.com สังเกตว่า ผู้หญิงชอบที่จะ text ในภาษาคุยที่ซับซ้อนมากกว่าผู้ชาย เช่น ถ้าเล่าเรื่องที่ทำงาน แล้วลงท้ายด้วยถามผู้ชายว่าเป็นไงบ้าง ซึ่งผู้ชายมักจะตอบแบบสั้นๆ เช่น “ก็โอเค เรื่อยๆ”  ที่จริงแล้ว ผู้หญิงคาดหวังให้ผู้ชายเล่า story อย่างเธอบ้าง 
 
ที่สำคัญ ผู้หญิงมักต้องการ “สื่อความหมายมากกว่า 1 อย่างใน 1 message” เช่น “เมื่อวานเราสนุกกันมาก เมื่อไหร่จะเจอกันอีก?” ผู้ชายมักจะตอบแค่คำถามแล้วจบ ทั้งๆที่ผู้หญิงอยากจะฟังด้วยว่า ผู้ชายจะพูดอะไรถึงความรู้สึกดีๆเมื่อวาน ไม่ใช่แค่ตอบคำถามอย่างเดียว และทั้งหมดนี้ นำไปสู่ความกังวลว่า จริงๆแล้วผู้ชายแคร์เธอแค่ไหน 
 
การสื่อสารผ่าน text message จึงถือเป็นข้อเสียเปรียบของผู้หญิง เพราะไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างที่ตั้งใจไว้ ยิ่งในเรื่องที่อ่อนไหว เช่น ความเสียใจ น้อยใจ โกรธ หรือ ความขัดแย้งต่างๆ ก็จะยิ่งมีปัญหาเรื่อง gap มาก ส่วนผู้ชายก็จะมองอย่างไม่เข้าใจปนรำคาญว่า “จะอะไรกันนักหนา”
 
ส่วนผู้ชายมักจะรับไม่ได้กับข้อความโกรธที่ผู้หญิงส่งมา และไม่ค่อยตอบกลับในทันทีอีกด้วย โดยหวังว่า การทิ้งช่วงเวลาให้อารมณ์สงบ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีทั้งสองฝ่าย แต่ผู้หญิงกลับคิดตรงกันข้าม และตีความการถ่วงเวลานี้ว่า เป็นการไม่ให้ความสำคัญกับเธอ
 
จากงานศึกษาอีกชิ้น (Schade 2013) พบว่า ยิ่งผู้หญิงส่งข้อความไปหาแฟนบ่อย ยิ่งจะทำให้รู้สึกดี ส่วนผู้ชายนั้น หากต้องส่งข้อความไปหาแฟนถี่ๆ กลับจะทำให้มีความสุขน้อยลง งานศึกษานี้ดูเหมือนจะสอดคล้องกับ Brigham Young University ที่ชี้ว่า การส่งข้อความต่อกันมากๆแทนกันพูดคุย กลับจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันแย่ลง ไม่ใช่ relationship maintenance ที่ดีอย่างที่คิดกัน
 
นอกจากความหมายของตัวอักษรในข้อความที่ตีความได้หลากหลายแล้ว เวลาที่ใช้ในการตอบ ก็ยังเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความที่ไม่เข้าใจกันอีก
 
ในแง่ของ game อาจพูดได้ว่า ทุกครั้งที่มีการเริ่มส่งข้อความออกไป สภาพอำนาจที่ไม่สมดุลเกิดขึ้นโดยทันที นั่นคือ ผู้รับ text มีอำนาจเหนืออารมณ์ผู้ส่งด้วยการเลือกเวลาตอบกลับ อีกทั้งผู้ส่ง text มักรู้สึกว่าเวลาที่ผ่านไปนานกว่าที่เป็นจริงเพราะกำลังรออยู่ ความแตกต่างของ time perception นี้ ย่อมเพิ่มความตึงเครียดสำหรับการแชทในเรื่องที่อ่อนไหว ซึ่งถ้าหากเป็นการพูดคุยกันก็จะไม่มีปัญหานี้เลย
 
ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ทำให้นักจิตวิทยาสรุปแนะนำสั้นๆว่า ถ้าเป็นเรื่องที่ไร้ความรู้สึก เช่น ธุระนัดหมาย ตอบคำถามธุรกิจ ให้ใช้ text messageได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับความรู้สึก เช่น ปรับความเข้าใจกัน ก็ควรหลีกเลี่ยง ส่วนเรื่องความรัก ให้ใช้ text message แค่ประกอบการพูดคุยแทน อย่าใช้เป็นการสื่อสารหลัก
 
และที่สำคัญ “คาถา” ที่จะทำให้การสื่อสาร text message ราบรื่นคือ ต้องคำนึงถึง “้false positive” ด้วย คือ ”คิดว่าใช่ ทั้งที่จริงๆแล้วไม่ใช่.
 
เช่น หากได้รับข้อความตอบกลับว่า “งั้นไว้คุยที่หลังแล้วกัน” เราอาจคิดว่า คนส่งอารมณ์ไม่ดี ไม่ต้องการคุย  และ shut down แต่ที่จริงแล้ว ถึงแม้ว่า คนที่อารมณ์ไม่ดีทุกคนจะส่งข้อความแบบนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ข้อความแบบนี้จะต้องมาจากคนอารมณ์ไม่ดีเสมอไป นั่นคือ ผู้ส่งอาจจะยุ่งติดพัน ไม่ได้ใส่ emoji ยิ้ม หรือ เป็นวิธี text ห้วนๆของผู้ส่งก็ได้  ซึ่งถ้าเป็นการพูดคุยกัน เราก็จะรับรู้อย่างถูกต้องได้ด้วยน้ำเสียงหรือสีหน้าไปแล้ว  ดังนั้น อย่าพึ่งด่วนตัดสินใจตีความทันที ให้ลองใช้ตรรกะนี้ก่อนว่า:
 
“ถึงแม้ว่า คนที่โกรธ (หรือ เสียใจ ผิดหวัง ดีใจ รัก ฯลฯ) ทุกคน จะส่งข้อความแบบนี้ แต่ ข้อความแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องมาจากคนที่โกรธ (หรือ เสียใจ ผิดหวัง ดีใจ รัก ฯลฯ) ก็ได้  ดังนั้นคนส่งอาจจะไม่โกรธ (หรือ etc.) ก็ได้ เรายังไม่รู้ตอนนี้” 
 
หรือถ้าดูยุ่งยาก เอาง่ายๆ ป้องกันก่อนไปเลยก็คือ “เรื่องดีแชทได้ เรื่องร้ายไม่แชท”
 
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เฮียลิ้มตั้งกฎเหล็กไว้กับพวกกะจั๊วทุกคนว่าห้ามบังคับขืนใจหลับนอนกับผู้หญิงที่เดินควงทำงาน นี่เป็นเรื่องเดียวที่ฉันต่างจากผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ยอมมันแถมให้เอาฟรีอีกต่างหาก
 
default option ทางเลือกที่ไม่ต้องคิด เป็นทางเลือกที่ถูกจัดมาให้เสร็จแล้ว นัยว่าดีที่สุด เหมาะสมที่สุดแล้ว