OPINION

เละ แล้วดี : ว่าด้วย optimal mess

สุรพร เกิดสว่าง
16 ต.ค. 2561
“ถ้าโต๊ะทำงานที่รกๆ หมายถึงความมั่วซั่วขอเจ้าของโต๊ะแล้วละก็ ถ้างั้น โต๊ะที่ว่างเปล่าหมายถึงอะไรล่ะ ?”
Albert Einstein
 
ไอสไตน์กำลังประชดว่า ถ้าพูดแบบนี้แล้วละก็ โต๊ะที่ว่างๆ ก็ย่อมหมายถึง ไม่มีอะไรอยู่ในหัวสมองเจ้าของโต๊ะเลยหรือไม่? เพราะโต๊ะทำงานของไอสไตน์ที่ Institute of Advanced Study ได้ชื่อว่า “เละ” ระดับตำนานเลยทีเดียว
 
ความไร้ระเบียบ หรือ mess ดูเหมือนจะเป็นเรื่องไม่พึงประสงค์ มนุษย์เรามีความพยายามแต่ไหนแต่ไรในการจัดการโลกให้มีระเบียบมากขึ้น มีระบบมากขึ้น หนังสือดังของ Fred W Taylor “Principle of Scientific Management” (1911) ที่สนับสนุนการบริหารงานแบบ time and motion ที่มีการวัดผลการทำงานอย่างตรงไปตรงมา กลายเป็นแนวคิดทรงอิทธิพลครอบคลุมการผลิตและธุรกิจในศตวรรษที่ 20 แนวคิดด้านการบริหารจัดการต่างๆ จนเกือบทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 20 ส่วนใหญ่เป็นการพยายามสร้างระเบียบให้มากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ 
 
แต่ดูเหมือนว่า พอย่างก้าวเข้าต้นศตวรรษที่ 21 ความไร้ระเบียบหรือ mess ได้ถูกให้ความสำคัญมากขึ้นว่า มันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด และที่จริงแล้ว มันอาจเป็นเรื่องของประสิทธิภาพก็ได้
 
ความมั่นใจเช่นนี้ อาจเป็นเพราะมีเทคโนโลยีมาช่วยดูแลจัดการ การจัดระเบียบชีวิตจึงไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิม
 
ในชีวิตประจำวัน ที่มี internet of things หรือ IOT มาคอยเก็บข้อมูลแทน หรือนำข้อมูลเกี่ยวกับ lifestyle มาจัดบริการ customize ให้เฉพาะบุคคล หรือความสามารถในการเข้าถึงแหล่งความรู้ และเอกสารทำงานใน Internet หรือ cloud ได้เกือบตลอดเวลา
 
หรืออย่างเช่น ข้อมูลแบบไร้โครงสร้างหรือ unstructured data ก็สามารถให้ AI ทำการสรุปวิเคราะห์ได้ หรืออย่างการจัดเก็บข้อมูล ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูป data base ก็ได้ เพราะสามารถ serch ได้จากการพิมพ์ key word
 
สำหรับในสังคมสมัยใหม่ ที่เป็นสังคมของ information อันเป็น platform ของการดำเนินชีวิตนั้น ในเมื่อเราไม่ต้องกังวลกับการจัดระเบียบ information มากมายเหมือนเดิมแล้ว อะไรๆก็เปลี่ยนไป ชีวิตประจำวันก็เปลี่ยนไป  ความจำเป็นที่ชีวิตจะต้องมีระเบียบแบบแผน มีความเป๊ะๆ ก็น่าจะจำเป็นน้อยลง ดีไม่ดี ความเป็นเจ้าระเบียบมาก อาจเป็นอุปสรรคเสียด้วยซ้ำ
 
ชีวิตสมัยใหม่จึงเหมือนกับเพลง jazz ที่ดำเนินไปบนทำตัวโน้ตหลักตัวเดียวกัน แต่สามารถ improvise เพิ่มเติมตัวโน้ตใหม่หรือตัดทอนเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งจังหวะ และบทบาทเครื่องดนตรี ตามความต้องการในวินาทีนั้น อย่างไม่ต้องวางแผนมาก่อน
 
หรือแม้กระทั่งเหมือนกับ เพลง classic ที่ถึงแม้ดูภายนอกจะเต็มไปด้วยความ formal แต่เนื้อหาของเพลงคลาสสิคมีทำนองและลีลากับรายละเอียดที่ flow ไปตามจินตนาการของผู้แต่งอย่างแทบจะ free format  ไม่ง่ายที่ผู้ฟังจะคาดเดาทำนองหรือลีลาล่วงหน้าได้ ผิดจากเพลง pop หรือ country ที่มี format ชัดเจน ซึ่งอาจอุปมาได้ว่า คล้ายกับการดำเนินชีวิตที่มีแบบแผน 
 
นั่นคือ “mess” ที่ว่าในยุคนี้นั้น ไม่ใช่ว่าจะเละเทะไร้รูปแบบอย่างสิ้นเชิง หากเป็นความ mess บนแกนหลักที่ยังคงระเบียบแบบแผนในระดับหนึ่ง ทำนองว่า เป็นการตีความอย่างอิสระโดยอาศัยแบบแผนที่เป็นแกนหลักนั้นเป็นตัวตั้งต้น
 
ในขณะที่ชีวิตแบบศตวรรษที่ 20 เป็นการคงไว้ซึ่งแนวคิดเดิมให้มากที่สุด จากความคิดแกนหลัก
 
มีงานวิจัยที่กล่าวถึงกันมากของ University of Minneota โดยศึกษาจากกลุ่มนักศึกษาที่มีห้องทำงานรก กับกลุ่มที่ห้องทำงานเนี๊ยบ พบว่า ถึงแม้สองกลุ่มจะไม่ต่างกันในแง่การเสนอความคิดใหม่ๆ แต่กลุ่มที่มีห้องรกมีความคิดที่น่าสนใจกว่าอย่างมีนัยสำคัญ  
 
ซึ่งคิดไปแล้วก็มีตรรกะ เพราะ คนที่สามารถทำงานในสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายได้ ไม่มีระเบียบแบบแผนให้คว้ายึด ต้องอ่านใจกันเองได้ คาดเดาได้ถูก คิดเองได้ สามารถ synchronize กับเพื่อนร่วมงานได้เอง ก็น่าจะเก่งกว่าเป็นธรรมดาทั้ง IQ และ EQ
 
งานศึกษานี้ทำให้คนชอบทำรกเฮว่ามาถูกทางแล้ว แต่ที่จริง งานนี้เพียงชี้ความน่าจะเป็นว่า คนที่มีสติปัญญาดี มักจะมีสภาพแวดล้อมในการทำงานดูไร้ระเบียบ ไม่ใช่ว่า ทุกคนที่มีสภาพแวดล้อมในการทำงานดูไร้ระเบียบคือคนที่มีสติปัญญาดี 
 
อย่างไรก็ตาม นั่นหมายความว่า ความดูรกไร้ระเบียบนั้น น่าจะมีประโยชน์ในด้านความคิดสร้างสรรค์
 
ในหนังสือ Algorithms to Live By: The Computer Science of Human Decisions โดย Brian Christian และ Tom Griffiths พูดถึง ความรกในห้องหรือโต๊ะทำงานว่า ที่จริงแล้ว ก็เหมือนกับระบบการจัดเก็บ cache ในคอมพิวเตอร์ นั่นคือ สิ่งใดที่ใช้บ่อยจะเก็บในตำแหน่งที่หยิบฉวยมาใช้อีกได้ง่าย ทำให้ลดเวลาการค้นหา และการนำไปเก็บโดยไม่จำเป็น
 
ในห้องทำงานที่เหมือนระบบ cache มักเต็มไปด้วยของที่วางปะปนกัน ไม่ได้แยกประเภท เหมือนว่าสุมๆทับๆกันเข้าไป แต่ว่า นั่นคือการวาง layer ของสิ่งของตามความถี่ของการใช้ ที่น่าจะมีประสิทธิภาพกว่า คำถามก็คือ เราจะเสียเวลามาจัดระเบียบของที่นานๆใช้ทีทำไม ซึ่ง Christian และ Griffiths บอกว่า ไม่น่าจะคุ้มกับเวลาที่เสียไป
 


หนังสือดังอย่าง “The Perfect Mess” โดย Eric Abrahamson แห่ง Columbia University และ David Freedman นักเขียนใน The Atlantic และ Wired ให้ข้อคิดไว้ว่า ความเละเทะดูไร้ระเบียบนั้น หากอยู่ในระดับที่เหมาะสม หรือที่เรียกว่า optimal mess ก็จะทำให้อะไรหลายอย่างง่ายขึ้น ดีขึ้น ดังนั้น ไม่ควรไปคิดแต่จะจัดระเบียบกันอย่างเดียว เพราะนั่นเป็นการทำลายสภาพแวดล้อมที่เป็น optimal ไปอย่างน่าเสียดาย  การตั้งใจปล่อยให้รกอย่างถูกต้อง จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ประสิทธิภาพ 
 
คำว่า “Perfect” ในชื่อหนังสือ จึงไม่ได้หมายความว่า เป็น mess ที่เละเทะสุดๆ หากหมายถึง mess ที่ มีความสมบรูณ์อย่างเหมาะสม
 
The Perfect Mess มองว่า ความเละ หรือ mess นี่ต่างหาก ที่เป็น “สภาพธรรมชาติ” ที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง มี flexibility หรือความยืดหยุ่นสูง ไปจัดระเบียบมากไป จะทำให้ระบบปรับสภาพไม่ทันต่อการเปลียนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นการทำให้ระบบดำเนินไปอย่างไม่เป็นธรรมชาติ มีความแข็งกระด้าง หรือ rigid ต่อการปรับเปลี่ยน แทนที่จะปรับตัวของมันได้เอง
 
เพราะในระบบที่มีระเบียบพิธีการมาก เมื่อมีเรื่องแปลกใหม่เข้ามา ก็ต้องกลับไปดูกรอบนโยบายก่อน ต้องหาคนตีความก่อน กว่าจะรู้เรื่องว่าต้องทำอย่างไร และให้ใครอนุมัติ say yes เมื่อนั้นก็อาจสายไปเสียแล้ว อีกทั้งถ้ามีความเป็นระเบียบเป็นตัวตั้งแล้ว คนเราก็มักจะไม่กล้าเสี่ยงออกจากจากระเบียบที่กำหนดไว้ ผลคือ ไม่อยากมีความคิดริเริ่มอะไร  
 
ที่แย่คือ ระเบียบบางอย่าง ถูกสร้างมาเพื่อปกป้องความมีระเบียบเอง ไม่ได้เพื่อประโยชน์องค์กรเท่าไหร่ กลายเป็นเรื่องสูญเปล่าที่ทำกันอยู่ทุกวันอย่างไม่รู้ตัว
 
Abrahamson และ Freedman บอกว่า องค์กรที่คนทำงานไม่มีลำดับชั้นมาก มีความใกล้ชิดกันแบบ informal จะได้เปรียบองค์กรที่มีขั้นตอนการทำงานและการสื่อสารซับซ้อน เพราะองค์กรเล็กสามารถสือสารถึงกันได้เร็ว และ take action ต่างๆได้ฉับไว แน่นอนว่า ในองค์กรที่มีลักษณะมึนๆแบบนี้ บทบาทของแต่ละคนอาจไม่ชัดเจน สายงานการสื่อสารภายในอาจสับสน เหมือนกับใครคุยกับใครก็ได้ แต่ความงงๆนี้คือ flexibility อันมีค่า และเหมาะกับโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
 
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า องค์กรเล็กหลายรายอย่างพวก startup  พอเริ่มจะโต เจ้าของกลับไปพยายามเลียนแบบการจัดการแบบองค์กรใหญ่ ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก สิ่งที่เคยได้เปรียบก็หมดไป กลายเป็นไม่มีอะไรได้เปรียบเหลืออยู่เลย ส่วนองค์กรใหญ่ กลับมีแนวโน้มพยายามจัดโครงสร้างและวัฒนธรรมให้เหมือนองค์กรเล็ก เป็นการได้เปรียบมากขึ้นไปอีก
 
ความเป็น optimal mess ขึ้นอยู่ความคุ้มไม่คุ้มด้วย The Perfect Mess ยกตัวอย่างของร้านหนังสือสองแห่งในนิวยอร์ก ร้านหนึ่งเป็นร้านใหญ่มีการวางระบบจัดระเบียบหนังสือเป็นอย่างดี หาหนังสือง่าย และทำยอดขายได้มาก อีกร้านที่อยู่ใกล้กัน ขายหนังสือเหมือนๆกัน แต่ร้านเล็กกว่า และแทบไม่มีระบบจัดเก็บหนังสือแต่อย่างใด ทำให้หนังสือคนละประเภทถูกจัดปะปนกัน ค้นหายาก และแน่นอนว่า ทำยอดขายได้น้อยกว่า
 
แต่ปรากฏว่า ในที่สุดร้านหนังสือใหญ่ที่ดูเนี๊ยบกลับเจ๊งปิดกิจการไป ในขณะที่ร้านหนังสือเล็กมั่วๆนั้น ยังอยู่รอดต่อมาและยังมีลูกค้าได้เรื่อย ทั้งนี้เพราะ ร้านหนังสือเล็กมีต้นทุนในการจัดการที่ต่ำกว่ามาก ไม่ได้ลงทุนระบบจัดหนังสือแพง จึงสามารถทนทานต่อภาวะตกต่ำของธุรกิจร้านหนังสือได้ ความสับสนในการจัดเรียงหนังสือที่ไร้ระบบค้นหานั้น จึงกลายเป็น optimal mess แบบหนึ่ง ที่ทำให้รอดได้ ถึงแม้มันจะดูไม่ดีก็ตาม
 
นอกจากนั้น The Perfect Mess ชี้ว่า mess ยังดีตรงที่ รองรับความหลากหลาย หรือ diversity ได้
ที่สำคัญ และดูเหมือนจะค้านกับความรู้สึกคือความวุ่นวายไม่มีระเบียบ กลับจะทำให้ระบบมีความมั่นคง จนยากที่จะถูกทำลายลงได้  ทั้งนี้เพราะระบบนั้น มีความสามารถในการปรับตัวได้อย่างฉับไวกว่า สอดคล้องกับความเป็นไปของสภาพแวดล้อมมากกว่า
 
ดังเข่นขั้นตอนการวิวัฒนาการของธรรมชาติที่ปรับตัวไปเรื่อยๆ ไม่มีการตั้งกรอบล่วงหน้า และนั่นทำให้เกิดระบบสามารถอยู่ต่อเนื่องไปได้อย่างยั่งยืน นานแสนนาน
 
สรุปคือ หากรู้จัก “เละ” ให้ถูกทาง ชีวิตไปดีแน่   
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน คนหนึ่งคือ “เธอ”  อีกคนก็คือ “เขา” ส่วนคนที่ไม่เกี่ยวข้องอย่างเรา แต่ดันเอาใจเข้า ไปยุ่งวุ่นวายกับคนใดคนหนึ่งในสองคนนั้น ก็จะกลายเป็นบุคคลที่สามและจะถูกดีดให้มาอยู่ในโลกที่สามอย่างไม่ทันรู้ตัว
 
ใครว่าโสดไม่ดี ความโสดทำให้คุณมีเวลาที่แสนวิเศษให้กับตัวเองและคนในครอบครัวมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังสามารถทำอะไรดีๆเพื่อสังคมได้อีกด้วย