OPINION

เมื่อน้องชายฉันเป็นมะเร็ง

ธิดาวรรณ ลอดภัย
27 ส.ค. 2561
เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บเป็นเรื่องที่น้อยคนนักจะหลีกหนีพ้น และเมื่อต้องมาอยู่ในสภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง การต่อสู้เพื่อเอาชนะเจ้าโรคร้ายนี้นั้นเหมือนกับการต่อสู้วิกฤตที่ผ่านเข้ามาในชีวิต



เมื่อ 6 ปีก่อน น้องชายของฉันไม่สบาย มีอาการตัวร้อน เป็นไข้ คุณหมอก็ให้ยามาทานปกติ แต่ก็ไม่หายจากอาการไข้ คุณหมอจึงให้ดูอาการอยู่ที่โรงพยาบาลและเป็นแบบนี้มาเกือบเดือน ตรวจหาทุกอย่างว่าเกิดจากอะไร และคำถามของคนในครอบครัวเริ่มมีขึ้น ว่าน้องชายของฉันเป็นอะไร? ทำไมถึงไม่หายสักที แล้วคุณหมอก็ได้มาบอกว่าเหลืออีกวิธีที่จะทำให้รู้ว่าเป็นอะไร แต่ต้องย้ายไปโรงพยาบาลเด็ก หรือ โรงพยาบาลรามาธิบดี พ่อของฉันไม่รอช้า รีบติดต่อทางโรงพยาบาลให้ไวที่สุด และไม่นานเราก็ได้การตอบรับจากโรงพยาบาลรามาธิบดี  ว่าน้องชายของฉันเป็น ”มะเร็งเม็ดเลือดขาว” ระยะที่ 1 ทุกคนต่างพูดว่า “ดีนะรู้ไวเป็นแค่ระยะแรก” แต่จะดีกว่านี้ถ้าน้องชายไม่เป็นโรคนี้เลย
 
ยอมรับ....แต่ไม่ยอมแพ้
“โรคมะเร็ง” ดูเหมือนเป็นโรคร้ายที่น่ากลัวแต่เมื่อทราบว่าคนที่เรารักเป็นโรคนี้ก็ต้องยอมรับและรักษากันต่อไป แม้สมัยนี้มีการรักษาโรคมะเร็งหลายแบบ และมีวิธีที่รักษาที่ทันสมัยมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน แต่ด้วยความที่น้องชายฉันยังเด็กมากกับการที่ต้องเผชิญกับโรคร้ายแบบนี้ ความหวังที่จะหายขาดจึงมีหลายตัวแปรที่เป็นอุปสรรคในการรักษา แต่คนที่ฉันห่วงมากที่สุดคือพ่อแม่ พวกท่านทุกข์ใจและได้แต่ภาวนาให้น้องหายจากโรคนี้เร็วไว เราทุกคนในครอบครัวต่างให้กำลังใจกันและกันเพื่อให้ผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปได้

การรักษาโรคและจิตใจน้องชาย
ครอบครัวเรารักษาตามแพทย์สั่งทุกอย่างตามขั้นตอน คือ การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ซึ่งใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน โดยตัวยาและระยะเวลาในการรักษา ขึ้นกับความรุนแรงของโรค ซึ่งแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้ให้คำแนะนำเราตลอดเวลา แม่กับน้องชายต้องนอนที่โรงพยาบาลเป็นปี เราจะไปหาน้องอยู่บ่อยๆ บางครั้งก็ได้เจอ บางครั้งต้องรอหน้าห้องฉุกเฉิน หรือไม่ก็ได้แต่มองผ่านกระจกที่ห้องปลอดเชื้อ เราได้แต่คิดว่าทำไมเด็กตัวแค่นี้ต้องมาเจออะไรแบบนี้ ในแต่ละวันคุณหมอจะมาเจาะเลือดน้องชายเราทุกวันเพื่อเอาไปตรวจวินิจฉัยจนรอบตัวน้องชายมีแต่รอยเข็มและจ้ำเลือดตามจุดต่างๆ แม้แต่การกิน น้องชายของฉันก็ต้องกินตามที่หมอสั่งจะต้องเลือกกินอาหารที่สด ใหม่ และสะอาดเท่านั้น

หลังจากที่รักษาอาการน้องชายก็ดีขึ้นเรื่อยๆจนหายและสามารถใช้ชีวิตปกติเหมือนเด็กคนอื่นได้ แต่โรคนี้ไม่หายขาดเพราะคุณหมอบอกว่าโรคมันสงบแล้วและไม่มีเซลล์มะเร็งเหลืออยู่ในร่างกาย แต่เราก็ต้องดูแลรักษา ไม่ว่าจะการกิน การอยู่ ให้สะอาด  ต้องใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งเวลาออกนอกบ้าน และอย่ามองว่าเขาเป็นเด็กป่วย สนับสนุนให้เขาได้ใช้ชีวิต และเล่นสนุกเช่นเดียวกับเด็กคนอื่น แต่ก็ยังต้องมาหาคุณหมอตามที่คุณหมอนัดในแต่ละเดือน ทุกวันนี้น้องชายของฉันก็อายุ 11 ปี แล้ว ครอบครัวของฉันผ่านอะไรมามากมายทั้งด้านร่างกาย และจิตใจเพื่อสู้ไปพร้อมๆน้องให้มีอาการที่ดีขึ้นจนถึงทุกวันนี้

 

จิตใจคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ดีกว่ายาทุกอย่างในโลก จิตใจดีทำให้มีภูมิต้านทานที่ดีถ้าเราอ่อนแอ มันจะจู่โจมเราทันที การรักษามะเร็ง จิตใจต้องเข้มแข็ง และต้องรักษาสุขภาพร่างกายให้ดี รักษาโรคทางกายเป็นหน้าที่ของหมอ แต่รักษาใจเป็นหน้าที่ของคนไข้เอง ไม่มีใครรักษาแทนได้
About the Author
นักศึกษาฝึกงาน ที่สนใจเรืองราวที่เกิดขึ้นกับปัจจุบัน ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงอยากถ่ายทอดเรื่องราวที่พบเจอหรือที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
อย่างที่ทราบกันดีการคิดลบอาจไม่ใช่เรื่องที่ดี ถึงขั้นแย่เลยก็ว่าได้ แต่การคิดบวกก็ไม่ใช่ทุกอย่างที่ควรทำกับทุกๆเรื่องไปในบางสถานการณ์ บทความนี้อาจสืบเนื่องจากบทความก่อนที่พูดถึงข้อดีของการคิดบวกไป แต่อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดละ? สิ่งที่ดีที่สุดคือ คิดให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ตัดสินจากสิ่งที่เป็นและยอมรับกับสิ่งที่เกิด
การ์ตูนล้อเลียน by น้าชู