OPINION

เท่าไหร่ๆก็พูดกันไม่รู้เรื่อง : เรื่องของ สัญลักษณ์ vs เนื้อหา

สุรพร เกิดสว่าง
29 ม.ค. 2561
วันนี้เธอไปทำงานเหมือนทุกวัััน เดินผ่านประตูของสถานีรถไฟฟ้า เธอแง้มเปิดกระเป๋าพอเป็นพิธีเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำท่ากระดกไฟฉายส่องแวบหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่า หากมืออาชีพจะเอาวัตถุต้องห้ามผ่านเข้า ก็ย่อมทำได้สบายๆ แต่นี่ก็คือสิ่งที่ยอมรับกันว่าคือ มาตราการรักษาความปลอดภัย มานานแล้ว
 
ระหว่างอยู่ในรถไฟฟ้า หญิงสาวคิดว่าวันนี้เธอคงต้องกลับช้าเสียแล้ว เพราะได้ยินมาว่าฝ่ายบริหารเพ่งเล็งว่า ทำไมเธอถึงกลับบ้านเร็วในเมื่อคนอื่นยัง”ทำงาน”ต่อ เธออยากจะเถียงว่า งานของเธอนั้นเสร็จแล้ว และถึงไม่เสร็จ ก็ยังเอากลับไปทำต่อที่บ้านได้ แต่นั่นทำให้เธอดูไม่ดีในสายตาเจ้านาย ดังนั้น เพื่อให้ดูดี วันนี้เธอต้องอยู่ให้ถึงค่ำ
 
ในวันนี้หญิงสาวมีประชุมทั้งเช้าและบ่าย ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่เธอไม่เกี่ยวข้องนัก ดังนั้นคงเป็นการไปนั่งฟังเฉยๆ ซึ่งนั่นทำให้งานแท้จริงของเธอต้องรอไปก่อน แต่หญิงสาวก็เข้าใจดีว่า นี่คือโอกาสอันดีที่ทำให้เธอดูยุ่ง และคนสำคัญในบริษัทมักจะต้องทำตัวให้ยุ่งอยู่เสมอ
 
และ คนสำคัญในบริษัทก็จะต้องดูดีด้วย  นั่นจึงทำให้เธอกับเพื่อนสนุกกับการหากระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพงลิ่วมาถือให้เหมือนกับเพื่อนร่วมงานหลายคนที่กำลังก้าวหน้า แต่คิดๆไปแล้ว เธอชักไม่แน่ใจว่า เป็นเพราะเธอมีงานการดี จนมีเงินเหลือใช้มาซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม หรือ เธอต้องซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม เพื่อจะได้ดูเหมือนคนมีงานการดีและมีเงินเหลือใช้ กันแน่? 
 
แต่ก็ช่างมันเถอะ หญิงสาวคิด มันเป็นวัฒนธรรมที่คนส่วนใหญ่ยึดถือด้วยการมีชีวิตอยู่กับ “สัญลักษณ์” หรือ “symbol” ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น มาตราการความปลอดภัย การทำตัวให้ดูยุ่ง และ ความหรูหราดูดี  อีกทั้งมันดูเหมือนเป็น rule of the game ในสังคมปัจจุบันไปแล้ว ….


 
ความสับสนระหว่าง สัญลักษณ์ และ เนื้อหา หรือ ระหว่าง symbol vs content นั้น เป็นประเด็นใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในความยุ่งยากของชีวิตประจำวัน เพราะสำหรับ หลายคน หลายสถานการณ์  symbol หรือ content ดูเสมือนเป็นเนื้อเดียวกัน โดยเฉพาะ “สัญลักษณ์” มักจะถูกมองว่าเป็น “เนื้อหา” อยู่เสมอ แต่ “เนื้อหา” กลับไม่ค่อยถูกมองว่าเป็น “สัญลักษณ์” ทั้งที่สิ่งหนึ่งเป็นเพียงภาพแสดง  ในขณะที่อีกสิ่งหนึงคือของจริง
 
ในสังคมที่ให้ความสำคัญกับ symbol เป็นหลัก symbol อาจะกลายเป็น “social currency” หรือ เงินตราทางสังคม ที่ใช้แลกเปลี่ยนกัน ด้วยคนในสังคมต่าง ให้ และ ตอบแทน กันด้วย symbol จนทำให้ symbol ถูกตีความว่า มันคือของจริง ทำให้ content ที่เป็นของจริงแท้ๆ กลับกลายเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น และเป็นของแปลกไป
 
เราต่างเล่นเกมตรวจกระเป๋าด้วยการกระดกไฟฉายมานาน จนหากนำเอาการสุ่มตรวจจริง (random check) หรือ ตรวจเฉพาะคนที่น่าสงสัยอย่างที่ทำกันในต่างประเทศ ก็อาจเป็นของแปลก หรือ เจ้านายคุ้นกับการแสดงสปิริตของลูกจ้างด้วยการกลับช้า หากมีใครงานเสร็จกลับเร็ว ก็อาจจะยอมรับไม่ได้ หาว่าคนนั้นเอาเปรียบเพื่อน 
 
การมองเพียงระดับ symbol นั้น เป็นของง่าย ชื่อตำแหน่ง อาจจะหมายถึง “ความสำเร็จ” แล้วสำหรับหลายๆคน ทั้งที่ความสำเร็จแท้จริงอยู่ที่ action ไม่ใช่ชื่อตำแหน่ง หรือ การจัดงานแต่งงานให้ดูดีย่อมเป็นเรื่องง่ายกว่าความสามารถใช้ชีวิตคู่ให้ราบรื่น หรือ การมีภาระหนี้หนักเพื่อชีวิตหรู ย่อมง่ายกว่าการสร้างความมั่งคั่งให้พอที่จะใช้ชีวิตหรู
 
ตรงกันข้ามกับการชู content นั้นทำได้ยากกว่ามาก เพราะเห็นยาก หากจะรู้ได้ว่าคนไหนมั่งคั่งจริง ก็ต้องไปดูถึงทรัพย์สินสุทธิ หรือ คนไหนประสบความสำเร็จจริง ก็ต้องตามไปดูผลงานและพยานจากปากหลายปาก ซึ่งแน่นอนว่าไม่ง่าย  
 
อีกทั้งในแง่ “การลงทุน” ใน symbol ยังได้เปรียบกว่า เพราะลงทุนนิดเดียว แต่อาจถูกตีมูลค่าไม่น้อยกว่า content ที่ต้องลงทุนทั้ง ทุน แรง และเวลา มากกว่า เช่น  การพิมพ์ตำแหน่งสูงๆบนนามบัตร ย่อมไม่ต้องลงทุนเท่ากับ การสร้างตัวจนมีอำนาจบารมีที่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง ซึ่งคนทั่วไปอาจไม่รู้นอกจากจะได้เข้ามาเกี่ยวข้อง การเอาใจด้วยมารยาทย่อมง่ายกว่าการพยายามยื่นมือช่วยเมื่อมีปัญหา
 
ในทางเศรษฐศาสตร์ symbol จึงมี return on investment ROI สูงกว่า content  ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าประหลาดใจว่า ทำไมในสังคมจึงเต็มไปด้วยการชูสัญลักษณ์มากกว่าเนื้อหา เพราะมันง่ายและคุ้ม(ในระยะสั้น)
 
แต่ปัญหาที่ตามมาคือ เราอาจคุ้นกับสัญลักษณ์มากในชีวิตประจำวัน จนลืมไปว่า นั่นไม่ใช่เนื้อหาหรือของจริง และไปยึดถือว่า แค่สัญลักษณ์ นั่นก็คือคำตอบที่แท้จริงแล้ว 
 
ในชีวิตประจำวัน คนเราตอบสนองกันด้วยการ trade หรือ แลกเปลี่ยนการกระทำหรือสิ่งของกันและกัน หรืออาจเรียกได้ว่านั่นคือ “social currency”
 
เมื่อคนไหนดีกับเรา เราก็มักจะดีตอบ หรือเป็นการ trade สิ่งดีๆให้กันและกัน ในทางตรงข้าม คนทีร้ายมาเราก็อาจจะร้ายตอบ คือ trade สิ่งร้ายๆต่อกันและกัน  ซึ่งทั้งนี้เป็นไปตามตรรกะคล้ายการเล่นเกม tit for tat ตาม Game Theory 
 
การ trade social currency หรือ เงินตราทางสังคม นี้จะ “อยู่ในเกมเดียวกัน” ทั้งสองฝ่ายต่างมีวิธีคาดหมายแบบเดียวกัน ในการสื่อสาร คนที่คุ้นเคยกับสัญลักษณ์ ก็จะสื่อสารด้วยสัญลักษณ์ คนที่คุ้นกับการเน้นเนื้อหาก็จะแลกเปลี่ยนสื่อสารกันด้วยเนื้อหา การคาดหมายว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้นั้นคุ้นเคยกับอะไร
 
นั่นคือ คนที่เน้น symbol ก็จะ trade ด้วย social currency ด้วย symbol ด้วยกัน เช่น สิ่งของ หรือการปฎิบัติในระยะสั้น ส่วนคนที่เน้น content ก็จะ trade ด้วย content เช่น การการปฏิบัติต่อกันในระยะยาว ไม่เน้นสิ่งของ
 
ปัญหาจึงอาจเกิดขึ้นเมื่อมีการสื่อสารระหว่างกลุ่ม เพราะต่างคาดหมายเดาใจอีกฝ่ายหนึ่งไม่ถูก อีกทั้งตีมูลค่าของ “คำตอบ” ในการสื่อสารต่างกัน คนที่ให้ด้วยเนื้อหาก็คาดว่าอีกฝ่ายจะให้กลับด้วยเนื้อหา และจะผิดหวังหากได้รับกลับแค่สัญลักษณ์  คนที่ให้ด้วยสัญลักษณ์ ก็จะมองไม่ออกหากอีกฝ่ายให้กลับด้วยเนื้อหา
 
คนที่ให้ความสำคัญกับการให้ดอกไม้ช่อโตในวันเกิดมากๆ ก็จะมอง “การให้” ที่เกิดขึ้นทุกวันด้วยการเอาใจใส่หรือห่วงใยไม่สำคัญเท่าช่อดอกไม้สวยในหนึ่งวัน ตรงกันข้ามกับคนที่เน้น content ก็จะรู้สึกเฉยๆกับการได้ช่อดอกไม้ในวันเกิด 
 
ซึ่งการมองต่างเช่นนี้ เท่ากับเป็นการ trade กันต่างเกม ต่าง social currency แต่ต่างคนต่างเข้าใจผิดว่ายังเล่นอยู่ในเกมบน social currency เดียวกัน จึงไม่ต้องสงสัยว่า อาการ “คุยกันไม่รู้เรื่อง” จะต้องเกิดขึ้นแน่
นั่นคือ คนที่คิดแบบเดียวกันย่อมคุยกันรู้เรื่องมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีต่อกัน หรือร้ายต่อกัน เพราะอยู่ในเกมเดียวกัน มีตรรกะของกติกาที่ใกล้เคียงกัน 
 
และนั่นทำให้ สังคมที่เราอยู่นี้เกิดการแบ่งแยกบางๆโดยปริยาย ระหว่างกลุ่มที่นิยม symbol และ content เพราะคนที่นิยมในแบบเดียวกัน ก็จะสื่อสารกันรู้เรื่องได้ง่ายกว่า สบายใจกว่า และได้ผลมากกว่าที่จะสื่อสารข้ามกลุ่ม เส้นชายแดนของการแบ่งแยกนี้ อาจไม่ได้ปรากฏให้เห็นชัดเจน เพราะแต่คนมี ความแรง หรือ degree ของความนิยม symbol หรือ content รวมถึงการแสดงออกให้เห็นที่แตกต่างกันไป แต่แน่นอนว่า คนที่เป็นแบบเดียวกันจะเกาะกลุ่มเดียวกันได้แนบแน่นมากกว่า 
 
การสื่อสารข้ามกลุ่มจึงเป็นเรื่องท้าทายประจำวัน คนที่เน้น symbol ก็มักมองคนที่อยู่กับ content ว่า ไม่ค่อยสนใจ ไม่ตอบสนอง ส่วนคนที่เน้น content ก็มองว่าคนที่ยึดถือ symbol เป็นคนฉาบฉวย ไม่จริงใจ ซึ่งล้วนแต่เป็นทัศนะที่ไม่เป็นมิตรต่อกันนัก
 
การมองให้ออกว่า อีกฝ่ายมีทัศนะอย่างไร จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าใจกันและกัน แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า คนที่ยึด symbol มักมองคนเน้น content ไม่ออก ในขณะที่คนที่ยึดติด content มักมองคนถือ symbol ออกได้โดยไม่ยาก และนั่นทำให้เกิด ความไม่สมดุลกันในเกมระหว่างคนสองกลุ่มอยู่เสมอมา 
 
แต่ไม่ว่าจะยึดถืออย่างไรก็ตาม ในที่สุดแล้ว ภาวะฟองสบู่ของ symbol ก็ต้องแตกเข้าสักวันหนึ่ง และชีวิตก็ต้องกลับคืนสู่ความจริง ซึ่งคือ content จนได้
 
เพราะคน องค์กร หรือ สังคม ที่ติดกับสัญลักษณ์จนเกินไป จะอยู่ในวังวนแห่งความฉาบฉวยและไปไหนไม่ได้ไกล เพราะสัญลักษณ์ไม่ใช่ของจริงที่ใช้ขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตได้  เราคงไม่สามารถพึ่งคนที่มาปรากฏกายที่ทำงานนานๆว่า เป็นคนที่สร้างผลงานจริง หรือ คนที่ส่งดอกไม้ช่อโตนั้นหมายถึงว่า เขาจะยังคงอยู่ดูแลเราในยามเจ็บป่วย เราอาจลงโทษคนที่มีความจริงใจตั้งใจดีโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้เกิดความสูญเสียที่มองไม่เห็นอย่างน่าเสียดาย
 
คนที่เข้าใจเกมทั้งสองด้าน จึงเป็นคนที่ได้เปรียบที่สุด นั่นก็คือ พวกเขายึดถือ content เป็นแกนหลัก เพราะนั่นคือของจริง แต่ก็สามารถเล่นเกม symbol ได้เมื่อสถานการณ์บังคับ โดยยังไม่ลืมว่า นั่นคือการเล่นละครชั่วคราว เพื่อไปสู่สิ่งที่สำคัญกว่า ซึ่งจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้
 
นอกจากกลับคืนสู่ content ในที่สุด
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เวลาคนบ่นว่าเหนื่อยจากการทำงาน มักพบว่า จริงๆคือเหนื่อยหน่ายจากการประชุมเป็นส่วนใหญ่ เพราะยังบวกจากความเหนื่อยใจว่า งานจริงยังค้างไม่เสร็จ เข้าไปอีก 
 
เป่ายิงฉุบ หรือ Rock Paper Scissors เป็นกฎธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่แฝงอยู่ในสรรพสิ่ง ตั้งแต่การเจรจาต่อรอง สงคราม การเมือง ไปจนถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต