OPINION

เจแปน แสนสาหัส ตอน 8

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
9 ส.ค. 2561
ตอนนั้นหัวใจฉันห่อเหี่ยวหมดเรี่ยวแรงลงทุกที ไม่อยากเชื่อเลยว่าวันนี้จะถึง ฉันต้องเอาชีวิตมาทิ้งในต่างบ้านต่างเมือง...ฉันถามตัวเองตลอดว่า นี่ฉันจะไม่มีโอกาสกลับไปเห็นหน้าพ่อแม่ พี่น้องอีกต่อไปแล้วจริงๆ หรือ

วินาทีนั้นได้แต่ภาวนาอยากให้ปาฏิหาริย์มีจริง ขอให้พวกเราทุกคนรอดพ้นจากความตายครั้งนี้ และแล้วก็เหมือนปาฏิหาริย์มีจริง...เมื่อเสียงเพจเจอร์ที่กระเป๋าเหน็บข้างเอวของแฟนเล็กดังขึ้น!!

หลังจากมันเปิดอ่านข้อความจบ มันก็เงยหน้าพูดกับลูกน้องว่าต้องไปทำธุระด่วน พร้อมกับออกคำสั่งให้เฝ้าพวกเราให้ดีและห้ามหลับเด็ดขาด ถ้ามันกลับมาไม่เจอพวกเรา ไอ้หมารับใช้จะต้องรับโทษอย่างหนัก (ประโยคทั้งหมดนี้ต่ายเป็นผู้แปลให้เราฟัง)

จากนั้นแฟนเล็กก็ชี้หน้าพวกเราแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
“เดี๋ยวกูจะกลับมาจัดการกับพวกมึง”

สิ้นสุดคำพูดมันก็เปิดประตูบ้านแล้วเดินออกไปกับลูกน้องอีกคน คาดว่าน่าจะไปทำธุระที่ไหนสักแห่ง วินาทีนั้นเหมือนสวรรค์มาช่วยชีวิตพวกเราจริงๆ ทั้งที่กำลังจะถูกฉีดผงนรกเข้าร่างอยู่รอมร่อ แต่แล้วก็มีเหตุให้รอดมาได้ อย่างน้อยก็พอช่วยให้พวกเราทุเลาความเจ็บที่โดนกระทืบไปได้บ้าง

โดยเฉพาะเล็ก สารรูปเธอสะบักสะบอมและมีรอยบวมช้ำไปทั้งตัวเพราะโดนหนักกว่าใคร คืนนั้นไอ้ซื่อบื่อหมารับใช้ได้รับมอบหมายให้เฝ้าพวกเราอย่างไม่ละสายตา ฉันดูท่าว่าไอ้ตัวนี้จะไม่ค่อยเต็มเต็ง และดูเหมือนมันภาคภูมิใจมากที่เข้ามาอยู่ในแก๊งยากูซ่า เพราะเห็นมันปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของลูกพี่มันอย่างเคร่งครัด

ยิ่งตอนที่ลูกพี่มันสั่งให้กระทืบพวกเราสามคน มันก็กระหน่ำทั้งมือเท้าใส่แบบไม่ยั้งราวกับกำลังกระทืบชายฉกรรจ์ แม้แต่สั่งให้เฝ้าพวกเรา มันก็นั่งท่ากอดอกตัวตรง จ้องพวกเราแบบไม่กระพริบตา

ตอนนั้นถือเป็นโอกาสเหมาะมากหากพวกเราคิดจะหลบหนีอีกครั้ง แต่และครั้งนี้ต้อง...รอด เพราะขืนอยู่ให้ไอ้วายร้ายตัวพ่อกลับมารอบนี้มีหวังกลายเป็นศพเหลือแต่กระดูกกลับบ้านเกิดจริงๆ คราวนี้สวรรค์ก็ช่วยอะไรไม่ได้อีกต่อไป

แต่ก็ติดปัญหาตรงที่จะหาทางหนีออกจากบ้านหลังนี้ไปได้อย่างไร ในเมื่อไอ้บื่อมันนั่งเฝ้าติดแจไม่ห่าง แถมอากาศด้านนอกก็หนาวเย็นมาก หิมะยังคงตกลงมาตลอดทั้งคืนไม่หยุด ส่งผลให้อากาศภายในบ้านหนาวเย็นจับใจจนพวกเราต้องนั่งกอดอกตัวสั่นไปตามๆ กัน

ฉันหันไปมองหน้าเพื่อนๆ แต่ละคน ต่างคนต่างอยู่ในท่าที่แสดงสีหน้าส่งสัญญาณให้ช่วยกันคิดว่าจะจัดการกับไอ้บื่อตัวนี้อย่างไร เล็กซึ่งรู้จักนิสัยไอ้บื่อเป็นอย่างดี เธอขยับปากพูดเบาๆ กับพวกเราว่า

“ไอ้นี่มันติงต๊อง…ซื่อบื่อ บ้าผู้หญิง ไม่มีน้ำยาอะไรหรอก”
“อีต่ายไง… มึงเก่งภาษานี่หว่า ลองพูดหลอกล่อมันดูสิ” ตุ๊กตาสำทับ
“เออใช่…มึงแกล้งขอผ้าห่มมันซิ บอกว่าพวกเราหนาว พอมันเดินไปหยิบผ้าพวกเราจะได้เผ่นกันไง” ฉันช่วยออกอุบาย

นังต่ายฟังฉันพูดจบปุ๊บ มันก็ใช้มารยาหญิงหยอดคำพูดออดอ้อนตีสนิทกับไอ้บื้อทันที แต่ดูเหมือนมันจะรู้ทัน มุกนี้จึงใช้ไม่สำเร็จ พวกเราต้องผิดหวังอย่างแรงที่แผนการไม่เป็นอย่างที่คิด ทำให้การหลบหนียากขึ้นไปอีก เพราะในห้องนี้ไม่มีหน้าต่างแบบเปิดปิด นอกจากหน้าต่างบานเกล็ด ขนาดความกว้างใหญ่กว่าลำตัวนิดเดียวสำหรับระบายอากาศภายในห้อง

ฉันกำลังคิดว่า หากงัดกระจกบานเกล็ดออกทีละแผ่นแล้วลอดตัวหนีออกทางหน้าต่าง ก็พอเป็นไปได้ แต่คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไอ้บื่อมันเปิดประตูห้องนั่งเฝ้าพวกเราตลอดเวลา ทำให้พวกเราต้องช่วยกันคิดหาแผนอื่นต่อไป ก่อนที่ไอ้ตัวพ่อจะย้อนกลับมา

“เอาไงดีวะ ช่วยๆ กันคิดหน่อยซิ?” ตุ๊กตาเอ่ยขึ้น
“เอาอย่างนี้ เดี๋ยวกูจะขอมันไปเข้าห้องน้ำ เพื่อจะได้สำรวจทางหนีทีไล่” ฉันเสนอความเห็น
“ไม่ใช่มึงแอบหนีเอาตัวรอดไปก่อนหล่ะ!” เล็กพูดเหมือนรู้ทัน 
“เออน่า…กูไม่ทิ้งพวกมึงหรอกน่า เดี๋ยวกูมา” ฉันรีบปฏิเสธทันที

แผนขั้นต่อไปของฉันคือขออนุญาตไอ้บื่อไปเข้าห้องน้ำเพื่อสำรวจทางหนีทีไล่ในห้องน้ำ และถ้าเจอช่องทางหลบหนีได้ ฉันก็จำเป็นต้องทิ้งเพื่อนๆ เอาตัวรอดไปก่อน แล้วค่อยหาคนกลับมาช่วยภายหลัง มันอาจจะดีกว่าหลบหนีทีเดียวพร้อมกันเป็นฝูงซึ่งคงเป็นไปได้ยาก เพราะไอ้บื่อมันคงไม่ปล่อยให้พวกเราพลาดสายตามันไปได้ง่ายๆ แน่

แต่แล้วทุกอย่างก็ไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อไอ้บื่อตอบกลับมาว่าให้พวกเราทุกคนไปเข้าห้องน้ำพร้อมกันทีเดียว แล้วไอ้บื่อมันก็รอบคอบเกินกว่าที่ฉันคิดไว้ซะอีก มันคงรู้ทันว่าพวกเรากำลังคิดจะแยกย้ายกันหลบหนี จึงไม่เปิดโอกาสให้แยกกลุ่ม ก็ดีเหมือนกันถ้าในห้องน้ำมีช่องทางให้หลบหนีได้ พวกเราจะได้หนีไปทีเดียวพร้อมกัน...

เมื่อพวกเราเข้ามาเห็นสภาพในห้องน้ำที่แคบมากๆ และมีเพียงช่องระบายอากาศติดใบพัดขนาดเท่าฝ่ามือ แต่ด้านบนเป็นฝ่าเพดานสามารถเปิดได้ นังต่ายบอกให้ฉันขี่คอมันเพื่อลองเปิดแผ่นฝ่าเพดานเผื่อจะมีทางหนีได้

ฉันรีบทำเวลาตามที่ต่ายสั่งทันที แต่ก็ต้องผิดหวังอีกตามเคยเพราะด้านบนเป็นห้องพักของผู้อาศัยซึ่งไม่สามารถทะลุผ่านไปได้ ขณะเดียวกันก็มีเสียงคนที่อยู่ในห้องด้านบนพูดกับพวกเราเบาๆ เป็นภาษาอีสาน

“คุณครับ…ผมเป็นคนไทยเด้อ ได้ยินเสียงพวกคุณถูกตี เป็นอะไรกันมากใหม?”
“เฮ้ย ข้างบนมีคนไทยอยู่โว้ย” ฉันรีบบอกให้เพื่อนๆ รู้ด้วยความดีใจ
“มึงบอกให้เขาช่วยพวกเราเลย” ตุ๊กตาพูดขึ้น
“พี่ช่วยพวกหนูด้วยซิ” ฉันส่งเสียงเบาๆ ขึ้นไปด้านบน
“ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ผมเป็นแค่คนงานก่อสร้างมาเช่าบ้านยากูซ่าคนนี้ คงช่วยอะไรพวกคุณไม่ได้จริงๆ ไม่อย่างงั้นพวกผมจะลำบาก หวังว่าคงเข้าใจนะครับ”
“โธ่พี่…พวกหนูจะถูกฆ่าตายอยู่แล้ว พี่จะไม่ช่วยคนไทยด้วยกันเลยเหรอ?”

ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ กลับมา…แต่มีเสียงเคาะประตูห้องน้ำดังขึ้นติดต่อกันหลายครั้งพร้อมกับเสียงของไอ้บื่อตะโกนเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า
“เสร็จหรือยัง ออกมาได้แล้วนะ”

พวกเราต้องเดินคอตกออกจากห้องน้ำด้วยความผิดหวัง เหมือนทุกหนทางตีบตันมืดไปหมดทุกด้าน ฉันยังคงคิดเข้าข้างตัวเองว่าไม่อยากเชื่อที่พวกเราจะมาถูกฆ่าตายที่นี่ มันต้องมีทางให้พวกเราหนีรอดออกไปจนได้ซิน่า

ขณะเดียวกันฉันก็เข้าใจผู้ชายไทยที่อาศัยอยู่ด้านบนว่าพวกเขาคงมีความจำเป็นจริงๆ และคงไม่อยากเอาชีวิตมาเสี่ยงตายเพราะช่วยเหลือพวกเรา ขึ้นชื่อว่า “ยากูซ่า” ใครๆ ก็ต้องกลัวเกรงกันทั้งนั้นและไม่อยากมีเรื่องด้วย อย่าว่าแต่คนธรรมดาเลยแม้แต่ตำรวจที่สถานีรถไฟเห็นพวกเราถูกซ้อมต่อหน้าต่อตาก็ยังต้องปั่นจักยานหนีไม่กล้ายุ่งด้วย

เวลาผ่านไปประมาณตีหนึ่งกว่า…พวกเรากลับมาอยู่ในห้องนอนอีกครั้ง ตอนนั้นทุกคนยังคงมีอาการตื่นเต้นหวาดกลัวอยู่ตลอดเพราะใกล้เวลาที่แฟนเล็กต้องกลับเข้ามาอีกในไม่ช้า แล้วความหวังสุดท้ายของพวกเราก็เห็นจะเป็นหน้าต่างบานเกล็ดบานนี้เท่านั้นที่พวกเราต้องกาทางหลุดรอดออกไปให้ได้

ฉันทำทีไปนั่งข้างหน้าต่างแล้วหมุนกระจกบานเกล็ดให้กว้างขึ้นเพื่อมองสำรวจไปด้านนอกว่ารอบบ้านมีสภาพอย่างไร แล้วฉันก็รู้ว่าขอบหน้าต่างด้านล่างอยู่ห่างจากพื้นดินประมาณ 2 ฟุต และอยู่ติดกับแปลงสวนผักมีหลายแปลงด้วยกัน

ขณะนั้นบรรยากาศด้านนอกค่อนข้างมืดมีเพียงแสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าส่องให้เห็นปุยหิมะกำลังล่วงโปรยปรายขาวโพลนไปทั่วทั้งแปรงผัก หากพวกเราจะหนีออกทางหน้าต่างบานนี้ต้องเดินลุยหิมะในสวนผักประมาณ 50 เมตรถึงจะเจอถนน และต้องทนรับกับสภาพอากาศหนาวเหน็บที่ด้านนอกที่คาดว่าน่าจะติดลบไม่ต่ำกว่า 1- 5 องศาเซลเซียส
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
นักจิตวิทยาบอกว่า คนที่นิยมใช้การบีบบังคับ มักเป็นพวกหลงตัวเอง หรือ nacciscist ซึ่งโดยธรรมชาติ คือคนที่ไม่มีความมั่นใจในตนเองอย่างสูง และ กระหายการยอมรับจากสังคมอย่างแรง
ชีวิตในฮ่องกงทุกวันก็วนเวียนอยู่กับการวิ่งรับแขก วิ่งหนีตำรวจ ความเหนื่อยล้ากลายเป็นความเคยชินจนไม่รู้รสชาติของความเจ็บปวดทรมาน ร่างกายเหมือนเป็นหุ่นยนต์เข้าไปทุกวัน