ย้อนเวลาไปเมื่อปี พ.ศ. 2529 ตอนนั้นฉันอายุได้ 18 ปี เพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมต้นมาหมาดๆ ขณะเดียวกันก็เพิ่งคลอดลูกชายได้ 4 เดือน แล้วก็เลิกกับพ่อของลูก จากนั้นก็ออกหางานทำ เป็นเด็กเสิร์ฟ ล้างจานอยู่ที่ร้านข้าวมันไก่ แต่รายได้แค่วันละ 100 บาท ไม่เพียงพอกับค่านมลูก จึงเปลี่ยนมาเป็นพนักงานห้าง แต่รายได้ 3,500 บาทก็ยังไม่พอใช้อยู่ดี เพราะเมื่อหักค่ารถ ค่ากินแล้วก็แทบไม่เหลืออะไร
ในที่สุดฉันก็ถูกชักจูงให้เข้าสู่วงการค้ากามที่เมืองพัทยาเป็นแห่งแรก สาเหตุที่ต้องทำงานนี้ก็เพราะต้องการหาเงินมาซื้อนมให้ลูกและไม่อยากเลี้ยงด้วยนมข้นหวานอีกต่อไป ตอนนั้นเพื่อนบอกฉันว่า ไปทำงานเป็นพนักงานชงเหล้าอยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ มีเงินเดือน 5,000 บาท และมีเงินทิปให้อีกต่างหาก ฉันเห็นว่ารายได้ดีมากพอซื้อนมและช่วยเหลือพ่อแม่ได้ จึงตกลงตามเธอไป โดยไม่ได้คิดเรื่องว่าจะถูกหลอก
เมื่อมาถึงพัทยาเธอก็พาฉันไปทำงานนั่งอยู่ในตู้กระจก พร้อมกับต้องติดเบอร์ 99 ที่หน้าอก ซึ่งฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังขายตัวเพราะเพื่อนบอกว่าต้องนั่งให้แขกเลือกก่อน จากนั้นจึงค่อยไปชงเหล้า และตลอด 4 วันที่มาทำงานฉันก็ไม่เคยถูกเรียกตัวไปบริการชงเหล้าให้ลูกค้าแม้แต่แก้วเดียว ในขณะที่ผู้หญิงคนอื่นๆ ร้อยกว่าคนถูกแขกเลือกไปจนเกลี้ยงหมดตู้ทุกวัน
ตอนนั้นฉันเริ่มท้อแท้และอยากกลับบ้านเต็มที แต่ก็กลับไม่ได้ เพราะทั้งเนื้อทั้งตัวเหลือเงินแค่ 4 บาท ขนาดจะซื้อข้าวกินยังไม่พอ หรือไปทำงานก็ยังต้องเดินเท้าทุกวัน เพราะเงิน 4 บาททำอะไรไม่ได้เลย โชคดีนะที่เจ้าของบ้านที่เพื่อนพาไปขออาศัยอยู่ เขายังใจดีซื้อข้าวให้กินทุกวัน ส่วนเพื่อนที่มาด้วยกันก็ลอยแพฉันตั้งแต่วันแรก เพราะเธอติดแขกแล้วหายหัวไปไม่กลับมาให้ฉันเห็นอีกเลย
กระทั่งวันที่ 4 แม่เล้าก็ยัดเยียดฉันให้กับลูกค้าคนไทย ซึ่งเป็นไกด์พาคนญี่ปุ่นเที่ยว แล้วคืนนั้นหลังจากชงเหล้าและเป็นเพื่อนนั่งดื่มอยู่ในบาร์เขาก็พาฉันไปนอนที่โรงแรม วินาทีนั้นฉันตกใจมากถึงกับร้องให้ทั้งกราบทั้งไหว้ขอร้องไม่ให้เขาทำอะไรฉัน เพราะฉันไม่รู้จริงๆ ว่านี่คืองานขายตัว
ฉันบอกเขาว่าถูกเพื่อนหลอกมาทำงานว่าเป็นแค่เด็กชงเหล้า แต่ไม่คิดเลยว่าจะพามาขายตัวและบอกเขาอีกว่าอยากกลับบ้านไปหาลูกที่กรุงเทพฯ แต่ไม่มีเงินค่ารถ ตอนแรกเขาก็ไม่เชื่อ แต่พอเห็นเสื้อฉันเปียกน้ำนมเพราะเพิ่งคลอดลูกได้ 4 เดือน เท่านั้นแหละเขาถึงกับน้ำตาไหล แล้วบอกฉันว่าไม่ต้องกังวล เขาสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรฉัน นอนหลับให้สบายจนกว่าจะเช้าแล้วค่อยกลับบ้าน
เช้าวันรุ่งขึ้นเขาก็ทิ้งเงิน 4,000 บาทให้ฉันแล้วบอกว่าให้กลับไปเลี้ยงลูก ไม่ต้องกลับมาทำงานที่นี่อีก ตอนนั้นฉันเห็นเงิน 4,000 บาทก็รู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้จับเงินก้อนโตที่สุด และคิดไปว่านี่ขนาดยังไม่ได้นอนด้วยกัน ยังได้เงินมากขนาดนี้ แล้วถ้าได้แบบนี้ทุกวันฉันคงรวยแน่ ต้องมีเงินปลูกบ้านหลังใหม่และช่วยเหลือครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้แบบสบายๆ
แล้วเงิน 4,000 บาท ก็เปลี่ยนชีวิตฉันตั้งแต่วันนั้น ให้กลายมาเป็นโสเภณีด้วยความเต็มใจ เพราะเงินก้อนนั้นทำให้ฉันเลือกที่จะอยู่ในเส้นทางนี้ต่อไป ตั้งแต่นั้นฉันก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่อายุไร่เรี่ยกับทั้งนั้น ดูเหมือนว่าโสเภณีเด็กจะมีมานานแล้ว แต่ไม่ได้มีเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมืองมากเท่ากับยุคนี้
ชั่วโมงนั้นฉันไม่คิดอะไรเยอะ ขอแค่มีเงินส่งไปเลี้ยงพ่อแม่และลูกเท่านั้นพอ สมัยก่อนค่าตัวการซื้อบริการทางเพศค่อนข้างแพงอยู่นะ คืนละ 4,000 – 5,000 บาท ต่างจากยุคนี้ที่ได้ค่าตัวแค่ไม่กี่ร้อยบาทก็ขายกันแล้ว บางคนแค่แขกเลี้ยงเหล้าพากินพาเที่ยวโดยไม่ได้ค่าตัวก็ยินดีไปกับเขาแล้ว ซึ่งเรื่องนี้พวกเธออาจมีเหตุผลส่วนตัวในการเอาตัวรอดเพื่อปากท้อง ซึ่งดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
วันหนึ่งฉันได้มาพบเพื่อนรักคนหนึ่ง ชื่อเล็ก เราทำงานนั่งตู้มาด้วยกัน จัดว่าเป็นเพื่อนรักเพื่อนตายก็ว่าได้ เพราะตลอด 8 เดือนที่หลงแสงสีอยู่ในพัทยากินเที่ยวใช้ชีวิตเละเทะมาด้วยกันทุกคืน ทุกวันจนแทบไม่เป็นอันทำงาน หาเงินมาได้เท่าไรก็กินเที่ยวหมด จนลืมเป้าหมายในชีวิตไปหมดสิ้น ว่าเรามาทำอาชีพนี้เพื่ออะไร?
สุดท้ายก็ต้องแยกจากกัน เพราะของแม่เล็กส่งเธอไปทำงานที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ส่วนฉันกลับไปตั้งหลักอยู่ที่กรุงเทพฯ เพราะถ้าไม่มีเล็กเพื่อนรักอยู่ในพัทยา ฉันก็ไม่อยากอยู่ที่นั่นอีกต่อไป กระทั่งไม่ถึง 2 เดือน ฉันก็กลับมาสู่วงการขายบริการอีกครั้งที่ประเทศฮ่องกง ก็เพราะความอยากนั่งเครื่องบินแท้ๆ และนั่นเป็นประเทศแรกที่ฉันส่งออกตัวเองไปหากินในต่างแดน
เกือบหนึ่งเดือนที่ฉันทุกข์ทรมานร่างกาย เพราะการถูกบังคับให้รับลูกค้าอย่างสาหัสวันละหลายสิบรอบ กระทั่งผ่านนรกตรงนั้นมาได้ แต่นั่นก็เป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นที่เสมือนชีวิตได้ผ่านบททดสอบด่านแรกมาได้ ซึ่งมีด่านอื่นๆ อีกมากมายหลายด่านกำลังรอฉันอยู่
หลังกลับจากฮ่องกงครั้งนั้น ฉันก็ออกไปตระเวนราตรีทันทีในย่านพัฒพงษ์ แล้วก็ถูกทาบทามจาก “พี่ตุ่น” ไกด์ผียืนเรียกแขกอยู่ในย่านพัฒพงษ์ มาชักชวนให้ฉันไปขายบริการต่อที่ประเทศญี่ปุ่น แกบอกว่าที่นั่นรายได้ดีกว่าที่ฮ่องกงเยอะ แต่ฉันต้องใช้หนี้ค่าประมาณแท็ก 5 แสนบาท เมื่อหมดแท็กแล้วจึงจะเป็นอิสระ ทำเงินได้เท่าไรก็เป็นของเราทั้งหมด แล้วประโยคสุดท้ายพี่ตุ่นได้ทิ้งคำพูดไว้อย่างน่าสนใจ
“เอาเป็นว่า หนิงใช้เงินหมดเมื่อไหร่แล้วค่อยมาหาพี่!”
10 วันผ่านไป ฉันก็ใช้เงิน 4 หมื่นบาทที่ได้มาจากฮ่องกงจนหมดเกลี้ยง จะว่าไปแล้วเงินร้อนนี่มันอยู่ได้ไม่นานอย่างที่พี่ตุ่นสันนิฐานไว้จริงๆ แล้วฉันก็เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าไปหาพี่ตุ่น เพื่อเตรียมพร้อมไปผจญภัยที่ญี่ปุ่นแบบไม่ต้องคิดเยอะ เพราะญี่ปุ่นคือความใฝ่ฝันของฉันมานานแล้ว ว่าอยากไปเห็นหิมะ ดอกซากุระ และภูเขาไฟฟูจิ โดยไม่สนว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
เมื่อฉันหอบผ้ามาหาพี่ตุ่นเพื่อเตรียมพร้อมเดินทาง แต่พี่ตุ่นก็มีเงื่อนไขต่อรองว่าขอให้ฉันหาเพื่อนไปด้วยยิ่งเยอะเท่าไหร่ยิ่งดี แกให้เหตุผลว่าจะได้มีเพื่อนร่วมทางไปด้วยกันหลายๆ คน
ตอนนั้นฉันนึกถึงเพื่อนๆ ที่พัทยาขึ้นมาทันที ว่ามีอีกหลายคนที่อยากไปทำงานที่ญี่ปุ่น เพราะพัทยาเริ่มหากินลำบาก ประกอบกับช่วงนั้นเป็นยุคขุดทองของผู้หญิงไทยไปแสวงโชคที่ญี่ปุ่นเยอะมาก จึงบอกให้พี่ตุ่นลองไปชวนเพื่อนๆ ฉันดูซิ อาจได้เพื่อนร่วมทางหลายคนอยู่นะ
คืนนั้นพี่ตุ่นจัดการไปเช่ารถเก๋งย่านสีลมแล้วบึ่งไปพัทยาในกลางดึก เพื่อไปขนเพื่อนๆ ฉัน ซึ่งก็ยังไม่รู้เลยว่าจะมีใครกล้าตัดสินใจไปกับฉันหรือเปล่า เพราะช่วงนั้นกระแสข่าวเตือนภัยสาวไทยดังมาก ว่าให้ระวังจะถูกหลอกไปขายตัวที่ญี่ปุ่นและต้องอยู่ในความดูแลของพวกยากูซ่าที่โหดร้ายน่ากลัว
เมื่อมาถึงพัทยาในเวลาเช้ามืด ฉันก็เริ่มไปตามหาเพื่อนๆ ที่สนิทคุ้นเคยกัน โดยรายแรกคือ “พี่โอ๋” เราเคยทำงานบาร์ญี่ปุ่นมาด้วยกัน คือพัทยาซอย 4 เธอเป็นรุ่นพี่ฉัน 3-4 ปี เมื่อก่อนเธอเป็นคนสวยมาก ทุกครั้งที่มานั่งตู้ทำงานเธอติดแขกแทบทุกวัน แต่ระยะหลังๆ พัทยาซบเซาลงเรื่อยๆ ทำให้พวกเราหากินกันยากขึ้นทุกวัน เธอเคยบ่นกับฉันบ่อยๆ ว่าอยากไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น
ทันทีที่ฉันเอ่ยปากชวนเธอไปญี่ปุ่น เธอก็ตอบตกลงอย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องเสียเวลาคิดเยอะและพร้อมเดินทางไปกับฉันวันนั้นเลย แถมยังขอชวนเพื่อนเธอไปด้วยอีก 2 คน เธอบอกว่าทั้งสองคนก็ไม่ค่อยได้งานและเบื่อทำงานที่พัทยาเต็มที ชั่วโมงนั้นพวกเธอคิดว่าขอไปตายดาบหน้าดีกว่าอยู่อย่างอดๆ อยากๆ
เมื่อพี่ตุ่นได้ยินว่าจะขอชวนเพื่อนไปด้วย แกรีบตอบตกลงทันที แล้วเราก็แวะไปรับเพื่อนพี่โอ๋ที่ห้องพักในซอยชุมสาย ทั้งสองเมื่อรู้ว่าจะไปญี่ปุ่นก็รีบเก็บเสื้อผ้าแล้วขึ้นรถไปกับพวกเราอย่างง่ายดาย ราวกับชวนกันไปเที่ยวปิกนิก คิดแล้วก็ไม่อยากเชื่อว่าพวกเธอจะตัดสินใจง่ายดายอะไรขนาดนี้ เหมือนชีวิตไม่มีจุดหมาย
ตอนนั้นฉันได้เพื่อนร่วมทางมา 3 คน ก็จัดว่าโอเคแล้วนะ เพราะฉันมีเพื่อนสนิทก็แค่เล็กกับพี่โอ๋นี่แหละ จึงชวนพี่ตุ่นกลับกรุงเทพฯ แต่ขณะที่กำลังขับรถออกจากซอยชุมสายย่านพัทยากลาง ฉันก็เหลือบไปเห็น “แนน” คือเพื่อนในวงการอีกคนหนึ่งที่เคยเจอกันตามสถานบันเทิงหรือแหล่งจับแขกของผู้หญิงขายบริการ
ตอนนั้นแนนกำลังยืนซื้อส้มตำอยู่หน้าปากซอย ฉันจึงขอให้พี่ตุ่นช่วยชะลอรถเพื่อชวนแนนไปด้วย เผื่อว่าเธอจะสนใจไปผจญภัยกับพวกเรา พอฉันเลื่อนกระจกรถแล้วส่งเสียงทักทายแนนแล้วชวนเธอไปญี่ปุ่น ด้วยประโยคตรงๆ ไม่ต้องอ้อมค้อม เพราะลึกๆ ในใจคิดว่านางคงไม่ไปด้วยแน่
“เฮ้ยแนน ไปญี่ปุ่นกับกูมั้ย?”
“พูดจริงหรือเปล่าวะ?” แนนตอบพร้อมกับเหลือกตาโตใส่ฉัน
“ก็จริงซิวะ มึงจะไปด้วยมั้ยล่ะ?”
แนนรีบยกนิ้วขึ้นทำท่าจุ๊ๆ ที่ปาก แล้วหันซ้ายแลขวา พร้อมกับตอบกลับมาว่า
“กูไปจริงๆนะ แต่ขอพาเพื่อนไปอีกคนได้ป่าววะ?”
พี่ตุ่นได้ยินแนนตอบว่าอยากไปด้วย แกจึงรีบชิงตอบแทนฉันไปทันที
“ได้ๆๆๆ จะชวนเพื่อนไปด้วยกี่คนก็ได้ มาเลย”






