OPINION

เกลัง...ครั้งหนึ่งที่เคยไป ตอน 3

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
28 ก.พ. 2561
ขณะกำลังเดินชมอะไรเพลินๆ เสียงบังรอก็พูดออกโทรโข่งเรียกผู้โดยสารทุกคนขึ้นรถประจำที่นั่งตามเดิม เพื่อออกเดินทางต่อไป กระทั่งมารู้สึกตัวตื่นอีกที เมื่อแสงพระอาทิตย์ส่องทะลุผ้าม่านมากระทบหน้าฉัน

ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 6-7 โมงเช้า รถทัวร์กำลังวิ่งเข้าสู่ประเทศมาเลเซีย ฉันเปิดผ้าม่านเห็นบรรยากาศยามเช้า ชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นชาวมุสลิม สังเกตจากชาย-หญิงที่ออกมาทำกิจกรรมยามเช้า ทุกคนแต่งกายตามแบบฉบับของชาวมุสลิม

โดยฝ่ายหญิงจะใช้ผ้าคลุมที่ศีรษะ มองเห็นแค่เพียงใบหน้า ส่วนผู้ชายก็นุ่งโสร่ง บางคนก็สวมหมวกแขก พื้นที่แถวนั้นมีสุเหร่าให้เห็นตลอดทาง บ้านเรือนแต่ละหลังปลูกสร้างคล้ายเรือนปั้นหยา ประตูหน้าต่างมีลวดลายแกะสลักอย่างสวยงาม บ่งบอกถึงความเป็นมุสลิมอย่างชัดเจน

แต่ก็มีบางหลังปลูกสร้างคล้ายเรือนไทย บนยอดหลังคาติดหน้าจั่วยกสูงและเหนือสุดของหน้าจั่วประดับยอดกาแลไว้อย่างสวยงาม นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันได้มาเห็นธรรมชาติและวิถีชีวิตของชาวมุสลิมแท้ๆ ในประเทศมาเลเซีย

เวลา 10 โมงเช้า โชเฟอร์ขับรถมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองโจโฮว ซึ่งเป็นเขตติดต่อระหว่างประเทศมาเลเซียกับสิงคโปร์ เสียงบังรอประกาศเหมือนครั้งแรกว่าให้ทุกคนเตรียมตัวลงไปจ๊อบพาสปอร์ต ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอีกครั้ง

โดยครั้งนี้บังรอส่งเงินให้ฉันกับน้องเล็กถือไว้คนละหนึ่งพันเหรียญสิงคโปร์ (ประมาณ 2 หมื่นบาท) ไว้สำหรับเป็นค่าโชว์เข้าประเทศ แล้วฉันก็รู้สึกตื่นเต้นอีกครั้ง เพราะกลัวว่าจะถูกเจ้าหน้าที่ซักถามเป็นภาษาอังกฤษซึ่งฉันฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง โดยเฉพาะน้องเล็กต้องบอกเลยว่าภาษาอังกฤษไม่กระดิกจริงๆ
“หนิง มึงรู้มั้ยว่ามันจะถามอะไรบ้างวะ?”

 “แต่ส่วนใหญ่มันจะถามว่า มึงจะไปไหน ไปกี่วัน พักที่ไหนกับใคร?”
“แล้วกูจะฟังรู้เรื่องไหมเนี่ย?”
“เออน่า มึงไม่ต้องกลัวหรอก ตอบมันไปว่ามาฮอลิเดย์ อย่างเดียวพอ!”
“แล้วถ้ากูตอบไม่ได้เลยละ จะทำอย่างไงดี?”
“เดี๋ยวถ้ามีปัญหา ไอ้บังมันก็ช่วยมึงเองแหละ”

แต่แล้วทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดีอย่างง่ายดาย ส่วนเรื่องที่เจ้าหน้าที่ขอดูเงินโชว์ก็เป็นไปอย่างที่บังรอคาดการณ์ไว้จริงๆ ฉันก็เพิ่งรู้วันนั้นแหละว่ามันมีธุรกิจแบบนี้ด้วย คือให้ยืมเงินโชว์เข้าประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้จัดอยู่ในทริปที่พี่จี๋เสียเงินค่าจ้างให้กับบังรอไว้เรียบร้อยแล้ว (แต่ชีวิตจริงตอนนั้นกูมีเงินพกติดตัวไปแค่ไม่กี่ร้อยบาท!)
เพราะทุกอย่างมันง่ายดายอย่างนี้นี่เองพี่จี๋ถึงได้ให้เราเดินทางด้วยรถยนต์ หากนั่งเครื่องบินอาจต้องถูกเจ้าหน้าที่ซักถามยืดยาว และอาจมีการเด้งกลับประเทศไทยไปอย่างไร้เหตุผล เงินค่าตั๋วเครื่องบินก็จะสูญหายไปฟรีๆ ภายในพริบตา

หนำซ้ำยังทำให้พาสปอร์ตมีมลทิน พลอยเดินทางไปประเทศอื่นยากขึ้นไปอีก เหมือนฉันเคยได้รับประการณ์เด้งกลับจากประเทศญี่ปุ่นมาแล้วครั้งหนึ่ง และสุดท้ายก็ต้องไปเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลให้วุ่นวายเพื่อทำพาสปอร์ตเล่มใหม่

การผ่านด่านที่โจโฮวครั้งนั้นฉันกับน้องเล็กได้วีซ่าเข้ามาอยู่ในสิงคโปร์คนละ 28 วัน หรือ 4 อาทิตย์ ถือว่าโชคดีที่ได้วีซ่ามากกว่าบางคน ที่อาจได้แค่ 14 วัน หรือบางรายซวยหน่อยได้แค่ 7 วัน ทำให้ต้องเสียเวลาและเสียเงินไปต่อวีซ่าอีกครั้ง ซึ่งอาจต้องเสี่ยงกับการต่อวีซ่าไม่ได้
2 ชั่วโมงต่อมา โชเฟอร์ก็พาพวกเรามาถึงจุดหมายปลายทางประเทศสิงคโปร์ โดยรถทัวร์มาจอดเทียบท่าที่สถานีโกลด์เด้นท์มาย ขณะนั้นพี่จี๋มารอรับเราสองคนอยู่ก่อนแล้ว

“เป็นไงบ้าง...ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดใช่มั้ย?”
“ค่ะพี่...ก็ง่ายดีเนอะ ไม่ยุ่งยากอะไรเลย” ฉันตอบ

จากนั้นพี่จี๋ก็พาเราไปที่ลานจอดรถมาพบกับเฮียหมง สามีของเธอซึ่งเป็นชาวจีนสิงคโปร์ อายุประมาณ 50 ปี รูปร่างท้วมพุงยื่นอย่างเห็นได้ชัด มีหนวดเหมือนลุง KFC ท่าทางเป็นคนพูดน้อย ค่อนข้างนิ่ง ลักษณะโดยรวมๆ แล้วบงบอกยี่ห้อว่าเป็นคนเจ้าเล่ห์ แต่ก็พูดภาษาไทยได้พอรู้เรื่อง

วันนั้นเฮียหมงขับรถแท็กซี่มารับเราสองคนไปส่งที่ห้องพัก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโกลด์เด้นท์มาย ระหว่างทางฉันก็สำรวจสภาพบ้านเมืองของประเทศสิงคโปร์ไปด้วย ดูแล้วก็สะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อยดี ทั้งยังร่มรื่นไปด้วยต้นไม้มากมายไปทั่วทั้งเมืองหลวง

แตกต่างจากฮ่องกงที่แน่นแออัดไปด้วยตึกสูง ลายตาไปด้วยป้ายภาษาจีนสีแดงที่ติดเกลื่อนกลาดไปทั่วทุกแห่ง ทั้งผู้คนก็ชุลมุนวุ่นวายมาก ต้นไม้มีให้เห็นน้อยมาก ทุกวันได้ยินแต่เสียงหวอรถดับเพลิงเปิดดังสนั่นทั้งคืนทั้งวัน คิดแล้วเมืองไทยบ้านเราน่าอยู่กว่าเยอะ

เฮียหมงขับรถพาฉันมาถึงที่พัก ลักษณะคล้ายแฟลตสูง 6 ชั้น ด้านล่างสุดมีร้านค้าหลากหลายรูปแบบ ทั้งร้านค้าเบ็ดเตล็ด ร้านผลไม้ ร้านเสริมสวย และร้านอาหารหลายประเภท พี่จี๋บอกว่าที่นี่เป็นตลาดนัดโต้รุ่ง ช่วงเย็นๆ คนจะพลุกพล่านยันเช้า

จากนั้นสองผัวเมียพาเราสองคนขึ้นไปห้องพักชั้น 4 แล้วแนะนำให้รู้จักกับ “เฮียไหว” ผู้ชายชาวจีนสิงคโปร์ วัยราว 50 กว่าปี ลักษณะเป็นคนยิ้มแย้มดูเป็นมิตรกว่าเฮียหมง แถมยังพูดภาษาไทยได้ดีพอๆ กับเฮียหมง (เนื่องจากเคยมีเมียเป็นคนไทยมาหลายคน แต่เลิกรากันไปหมดแล้ว)

พี่จี๋บอกว่าเราสองคนจะต้องพักอยู่ที่นี่รวมกับผู้หญิงไทยอีก 3 คน ซึ่งเป็นเด็กแท็กซ์ของเธอเช่นกัน แต่ตอนนี้ทุกคนหลุดพ้นจากการใช้หนี้แล้ว และเฮียไหวจะเป็นผู้ดูแลเราสองคนในช่วงที่ทำงานใช้หนี้ค่าแท็กซ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาการการกินและความเป็นอยู่

ระหว่างที่นั่งอยู่ในแฟลต พี่จี๋เริ่มแจกแจงเงื่อนไขต่างๆ ว่าฉันกับน้องเล็กต้องทำงานใช้หนี้ค่าแท็กซ์ให้เธอรวมแล้วคนละ 80 รอบ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 50,000 บาท โดยที่เราจะไม่มีส่วนได้จากเงินจำนวนนั้นแม้แต่บาทเดียว ยกเว้นว่าลูกค้าจะให้ทิป

เมื่อครบ 80 รอบแล้ว เงินที่หาได้ทุกบาทจะเป็นของเรา แต่ต้องแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้กับเจ้าของสถานที่ ที่เราเข้าไปทำงาน ฟังแล้วก็ไม่ต่างจากเงื่อนไขที่ฮ่องกงสักเท่าไร ดีตรงที่ไม่ต้องมีคนควงเดินทำงาน เพราะลูกค้าจะเข้ามาใช้บริการถึงที่ พูดง่ายๆ ก็คือทำงานอยู่ในซ่องนั่นแหละ

ทั้งหมดนี้คือค่าแท็กที่เราสองคนต้องใช้หนี้พี่จี๋ ที่เธอควักเงินออกค่าใช้จ่ายให้เราก่อน ส่วนเงินที่เบิกล่วงหน้าไปคนละ 5,000 บาทนั้น คือเงินนอกเหนือที่เราต้องใช้หนี้เธออีกต่างหาก ซึ่งตอนแรกฉันคิดว่ารวมอยู่ในค่าแท็ก

เมื่อพี่จี๋สาธยายเงื่อนไขเสร็จ เธอกับเฮียหมงก็ลากลับไป แล้วทิ้งท้ายไว้ว่าให้เราพักผ่อนตามอัธยาศัย แล้วค่อยอาบน้ำแต่งตัวรอเธอกลับมารับไปทำงานตอน 2 ทุ่ม
วันนั้นเฮียไหวแนะนำเรื่องความเป็นอยู่ในสิงคโปร์ให้ฉันกับน้องเล็กพอรับรู้คร่าวๆ และสอนวิธีการเอาตัวรอดหลายรูปแบบในเวลาทำงาน หากมีการวิ่งหนีตำรวจ

“ก่อนลื้อจะกลับขึ้นห้องทุกครั้ง ต้องมองซ้ายมองขวาให้ดีก่อนนะ ว่ามีใครตามหลังมาหรือเปล่า”
“มันอันตรายขนาดนั้นเลยเหรอเฮีย?” ฉันถาม
“ใช่...บางทีอาจมีพวกตำรวจ เอ็นตี้วายนอกเครื่องแบบแอบสะกดรอยตามพวกลื้อมา ก็ต้องคอยระวังไว้บ้างก็ดี” เฮียไหวพูดไปยิ้มไป

ฉันเริ่มมีอาการเซ็งๆ เมื่อพูดถึงเรื่องอันตรายจากพวกตำรวจที่คอยไล่ล่าจับผู้หญิงอาชีพอย่างพวกเรา เพราะนั่นหมายความว่า ถ้าฉันดวงซวยโดนจับได้ก่อนหมดแท็กซ์ หรืออยู่ในระหว่างทำงาน ฉันอาจถูกจับติดคุกและสุดท้ายก็ต้องถูกส่งกลับเมืองไทยอย่างคนมือเปล่า เหมือนที่ฉันเคยโดนมาแล้วทั้งในญี่ปุ่นและฮ่องกง
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทุกแสงสว่าง มีหน้าที่ มีบทบาทของมัน และทุกแสงสว่าง ช่วยทำให้ความมืดมิดหายไป
 
ผู้คนโดยมากมักมีความเข้าใจที่ว่า ถ้าคุณไม่มีทิฐิเลยคุณจะชีวิตในสังคมอย่างเป็นที่รักและมีความสุข แต่ต้องไม่ลืมนะ ว่าคุณก็ต้องมีความมั่นใจและรักในตนเอง หรือมีทิฐิสูงบ้าง ถึงจะมีแรงทำอะไรหลายๆอย่างในชีวิต ไม่ใช่เอาแต่มองคนที่ประสบความสำเร็จ แล้วก็มีเสียงในใจว่า เราไม่มีวันทำได้อย่างเขา