OPINION

เกลัง...ครั้งหนึ่งที่เคยไป ตอน 14

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
25 พ.ค. 2561
สภาพฉันตอนนั้นเหมือนคนตกอับจนตรอกที่ไม่มีทรัพย์สินใดๆ ติดตัวสักชิ้น นอกจากกระโปรงเดรสสีขาวที่ใส่ทำงาน กับเงิน 300 เหรียญ ซึ่งยังไม่รู้เลยว่าจะพอเป็นค่าตั๋วโดยสารกลับเมืองไทยหรือเปล่า กระทั่งเวลาเที่ยงคืนหลังจากสิ้นสุดการสอบปากคำ พวกเราทั้งหมดเกือบ 20 คนก็ถูกยัดเข้าไปนอนในห้องขังที่มีพื้นที่ประมาณ 5 x 6 เมตร โดยปราศจากอุปกรณ์เครื่องนอนใดๆ ทั้งสิ้น

สภาพเพื่อนๆ ร่วมชะตาแต่ละคนอยู่ในอาการซึมเศร้าเพราะไม่รู้ว่าชะตากรรมจะเป็นอย่างไรต่อไป หรือต้องติดคุกไปอีกนานแค่ไหนถึงจะได้กลับบ้าน บางคนก็แย่กว่าฉันที่ไม่มีเงินติดตัวสักบาท เพราะยังเป็นเด็กแท็กใช้หนี้ยังไม่หมด สภาพคือไม่ต่างจากฉัน

ส่วนฉันก็นอนวาดแขนก่ายหน้าผากอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก คิดถึงสิ่งที่ไม่แน่นอนในชีวิต ว่าอะไรมันก็เกิดขึ้นได้เสมอ และคิดอะไรไปอีกสารพัดเรื่อยเปื่อย พอหันไปมองเพื่อนๆ แต่ละคนทั้งซ้ายขวาที่นอนเรียงระเกะระกะ ทุกคนต่างนอนอยู่ในท่าก่ายหน้าผากไม่ต่างกัน คาดว่าพวกเธอก็คงทุกข์ใจสาหัสพอๆ กัน

“จุ๋ม” เป็นผู้หญิงไทยอีกคนหนึ่งซึ่งถูกจับมาพร้อมกับฉัน เธอนั่งอยู่ในท่าชันเข่าพิงตะรางลูกกรงด้วยอาการเหม่อลอย มือข้างหนึ่งกุมขมับ อีกข้างหนึ่งลูบคลำเส้นผมตัวเองที่สั้นติดติ่งหูและสั้นบ้างยาวบ้าง ไม่เท่ากัน ลักษณะเหมือนโดนใครแกล้งตัดให้เป็นทรงนั้น

เมื่อได้คุยกับเธอจึงรู้ว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะถูกพวกเอ็นตีวายสอบประวัติ พบว่าเมื่อสองเดือนก่อนเธอเคยเข้ามาขายบริการแล้วโดนจับมาหนึ่งครั้งแล้ว และโดนทัณฑ์บนไว้ว่าหากกลับมากระทำความผิดซ้ำอีกจะต้องถูกลงโทษด้วยการกล้อนผมโดยไม่มีการผ่อนปรนใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งก็ออกมาในลักษณะนี้

นั่นคือกฎของพวกเอ็นตีวาย ว่าใครก็ตามที่โดนจับรอบ 2 จะต้องถูกลงโทษด้วยการกล้อนผมจนสั้นจุ๊ดจู๋ และถ้าโดนจับรอบที่ 3 จะถูกโกนผมทั้งกะบาล หรืออาจโดนตัดเป็นทรงหนูแทะ คือเขาจงใจประจานให้ผู้กระทำผิดได้รับความอับอายเพื่อให้เข็ดหลาบ จะได้ไม่ย้อนกลับมาทำงานในสิงคโปร์อีกต่อไป

เวลาผ่านไปใกล้สว่างเต็มที ขณะที่ฉันเพิ่งจะหลับตานอนได้ไม่กี่นาที แต่แล้วทุกคนก็ต้องสะดุ้งตื่นพร้อมกัน เพราะได้ยินเสียงเอะอะโวยวายที่ด้านนอกห้องขัง
มันคือเสียงของอีดำล่ำบึกเจ้าเดิมที่ชอบแผดเสียงเกรี้ยวกราดใส่พวกเราตลอด และมันกำลังแหกปากตะคอกคนอื่นๆ ที่เพิ่งถูกส่งเข้ามาใหม่

“Go inside... go inside” เข้าไป เข้าไป

ฉันและเพื่อนๆ พากันผงกหัวขึ้นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ปรากฏว่าเป็นผู้หญิงอีกชุดหนึ่งถูกจับมาใหม่อีก 10 กว่าคน กำลังถูกอีดำจอมโหดต้อนให้เข้ามานอนรวมกับพวกเรา ทั้งที่ในห้องนี้ก็มีคนนอนอยู่ตั้ง 20 กว่าคน ซึ่งแน่นขนัดมากพออยู่แล้ว แต่มันยังยัดมาเพิ่มอีก 10 คน ก็ยิ่งแออัดจนนอนกันไม่ได้

สาวๆ กลุ่มนี้คงจะโดนจับมาจากเกลังที่เดียวกับพวกเรา และรอบนี้มีสาวไทยติดมาด้วยอีก 6-7 คน นอกนั้นเป็นชาติอื่นๆ เสียงผู้หญิงที่อยู่ในห้องขังพากันส่งเสียงทักทายเพื่อนใหม่ที่กำลังเดินเข้ามารวมอยู่กับพวกเรา คาดว่าน่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่รู้จักกันในเกลัง แต่ละคนมีกิริยาท่าทางแตกต่างกันไป บางคนเดินคอตกหมดอาลัยตายอยาก บางคนเดินยิ้มแฉ่งหน้าระรื่นแล้วส่งเสียงทักทายเพื่อนที่โดนจับ เหมือนดีใจมากที่ได้มาเจอกัน ทำให้บรรยากาศในห้องขังเริ่มคึกครื้นเพราะเสียงทักทายหลายภาษาของพวกคุณเธอดังแซดจนไม่รู้ว่าเป็นภาษาอะไรบ้าง

เจ็ดโมงเช้าอีดำจอมโหดเดินมาที่หน้ากรงขัง แล้วแหกปากปลุกพวกเราให้ตื่น เพื่อเตรียมพร้อมคอยรับคำบัญชาจากเจ้าหน้าที่ชุดใหม่ที่กำลังเข้ามาผลัดเปลี่ยนเวร โดยไม่อนุญาตให้พวกเราได้ออกไปเข้าห้องน้ำ หรือล้างหน้าแปรงฟันก่อนแต่อย่างไร

จากนั้นก็รอเรียกตัวออกไปสอบประวัติถึงการเดินทางมาขายบริการในสิงคโปร์ว่ามีใครอยู่ในขบวนการบ้าง หรือมีใครเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง กระทั่งสิบโมงเช้าหลังจากการสอบประวัติรอบแรกผ่านไปก็ได้เวลาอาหารเช้า ซึ่งประกอบไปด้วยชานมใสๆ กับขนมปังไร้ไส้ ชิ้นเท่าฝ่ามือคนละ 1 ก้อน

หลายคนไม่ยอมกินอาหารมื้อเช้า เนื่องจากอยู่ในอาการเครียดที่ถูกจับมาขังอยู่ในสภาพเช่นนี้ แต่มีผู้หญิงไทยคนหนึ่งเธอเคยโดนจับมาแล้ว 2 รอบ บอกว่า ถึงไม่หิวกินไม่ลงก็ต้องกินรองท้องไปก่อน เพราะพวกเราจะได้กินอาหารแค่วันละ 2 มื้อเท่านั้น และกว่าจะได้กินมื้อที่ 2 คือเวลาบ่าย 3 โมง

กระทั่งได้เวลาบ่าย 3 โมง อาหารมื้อที่ 2 ก็มาถึงท้องพวกเรา เป็นข้าวกับอาหารที่มีกลิ่นและรสชาติคล้ายอาหารอินเดียปรุงด้วยเครื่องเทศกลิ่นฉุนอย่างรุนแรง อย่าว่างู้นงี้เลยนะ ฉันอยากจะเปรียบอาหารมื้อนี้ที่หน้าตาดูเละตุ้มเปะไม่ต่างจากอาหารสุนัขสักเท่าไหร่และเชื่อว่าได้พวกเอ็นตีวายก็คงไม่แดกแน่

พวกมันไม่สนใจหรอกว่าพวกเราจะกินได้หรือไม่ ถ้ากินไม่ได้คืออดสถานเดียว สุดท้ายทุกคนก็จำต้องกินเพื่อความอยู่รอด จะได้มีแรงอยู่ให้ถึงวันสุดท้ายจนกว่าจะได้กลับเมืองไทย

ฉันและเพื่อนๆ ร่วมชะตาถูกควบคุมตัวอยู่ที่โรงพักได้ 2 วัน จากนั้นก็ถูกส่งตัวเข้าไปอยู่ในสถานกักกัน หรือจะเรียกว่าคุกขนาดใหญ่ก็ไม่ผิด เท่าที่ฉันสังเกตสภาพคุกในสิงคโปร์ต้องบอกว่าที่นี่เป็นคุกที่ยอดเยี่ยมมาก ถูกจัดวางด้วยระบบความปลอดภัยที่แข็งแรงและแน่นหนา ทุกอย่างในสถานที่แห่งนี้ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าทั้งสิ้น ตั้งแต่หน้าประตูด่านแรกจนถึงประตูด่านสุดท้าย จึงเลิกคิดเรื่องจะวิ่งหนีไปได้เลย

ก่อนที่พวกเราจะถูกส่งเข้าไปอยู่ในห้องขัง พวกเอ็นตีวายจะสั่งให้พวกเราแก้ผ้าเปลือยกายออกให้หมดทุกชิ้น แล้วให้ทำท่าสก๊อตจั๊มพ์ ขึ้นๆ ลงๆ ติดกันหลายรอบเพื่อดูว่ามีใครซุกซ่อนยาเสพติดหรือสิ่งแปลกปลอมที่ผิดกฎหมายไว้ในอวัยวะเพศหรือเปล่า?

ทำให้หลายคนบ่นพึมด้วยความไม่พอใจกับการกระทำของเจ้าหน้าที่เอ็นตีวาย แต่สำหรับฉันเคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วหลายครั้งทั้งคุกไทยและคุกญี่ปุ่น จึงไม่ได้รู้สึกขุ่นมัวในใจแต่อย่างไร และโดยรวมๆ แล้วคุกทุกแห่งก็สั่งให้ปฏิบัติเช่นนี้ไม่ต่างกัน

หลังจากเสร็จสิ้นการค้นตัวแล้ว พวกเราถูกต้อนให้เดินลงไปอยู่ในพื้นที่กักกัน ลักษณะคล้ายห้องใต้ดินที่เยือกเย็นและมืดสนิท แต่มีไฟนีออนเปิดให้แสงสว่างตลอดทั้งวันทั้งคืนจนพวกเราไม่สามารถรู้ได้ว่าเวลาไหนเป็นเวลาไหน เพราะไม่มีนาฬิกาให้ดู

ขณะเดินลงไปในห้องขังความรู้สึกราวกับว่ากำลังเดินเข้าไปในถ้ำ และสิ่งแรกที่ฉันสัมผัสได้คือกลิ่นเหม็นตลบอบอวนคล้ายกลิ่นส้วมแตก อีกทั้งต้องทนอยู่กับอากาศหนาวเย็น เพราะภายในห้องใต้ดินมีท่อแอร์ขนาดใหญ่และถูกเปิดให้อากาศเย็นยะเยือกผ่านได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยที่ทุกคนไม่ได้รับอุปกรณ์เครื่องนอนใดๆ ไม่มีแม้แต่ผ้าห่มและหมอนหนุนหัว ทั้งนี้อาจเป็นการทรมานเพื่อต้องการให้พวกเราเข็ดหลาบ

พื้นที่ระหว่างทางเดินกว้างประมาณ 1 เมตร ทั้งสองฟากซ้าย-ขวาขนาบไปด้วยห้องขังหลายห้อง มีซี่กรงเหล็กกั้นเป็นห้องๆ แยกระหว่างห้องขังชาย-หญิง ฉันเดินผ่านห้องขังชายมาได้ประมาณ 3-4 ห้องก็เห็นนักโทษชายหลายเชื้อชาติทั้ง ไทย จีน อินเดีย บังกลาเทศ และประเทศอื่นๆ รวมทั้งพระไทย 2 คนซึ่งอยู่ในจีวรสีเหลืองอร่าม ก็อยู่ในห้องขังนั้นด้วยเช่นกัน

จนกระทั่งเดินมาถึงห้องขังหญิงซึ่งมีหลายห้องติดกัน เพื่อนๆ ที่เดินมาด้วยกันรวม 20 กว่าคนถูกแยกกระจายกันไปขังในแต่ละห้อง แล้วฉันก็ได้ยินเสียงน้องเล็กเรียกชื่อฉันเบาๆ

“อีหนิง… กูอยู่นี่”
ฉันรีบหันไปมองที่ต้นเสียงนั้นแล้วกวาดสายตาไปรอบๆ ห้องขัง พบน้องเล็กนั่งรวมอยู่กับผู้ต้องขังหญิงหลายสิบคน เธอส่งยิ้มให้ฉันด้วยความดีใจ แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้พูดอะไรกันเธอ เจ้าหน้าที่ก็แผดเสียงตะคอกขึ้นอย่างดัง

“ชัตอัพ!” หุบปาก พร้อมกับใช้ไม้กระบองฟาดไปที่ซี่กรงหน้าห้องที่น้องเล็กถูกขัง แล้วมันก็นำตัวฉันไปขังอยู่ในห้องถัดไปจากห้องของน้องเล็ก ซึ่งเป็นห้องเดียวกับโบว์และตุ๊กตา คือ 4 สาวที่ทำงานรับแขกอยู่ในป่ากับไอ้พี่สันต์และยัยใจ
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เปิดใจ คุณครูเล็ก “ยกอพาร์ทเมนต์ PSB1 เพื่อบุคลากรทางการแพทย์ได้มี ที่พัก”
อาจมี “ความ” ที่เกี่ยวข้องกันมากมายในชีวิตของเรา แต่ทุกความทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่มาจากสิ่งเดียว นั่นคือ “ความรัก”