ดูเหมือนว่ายิ่งเกลียดสิ่งไหน ก็จะเจอแต่สิ่งนั้นๆ เพราะหลังจากไอ้หมงกลับไปแล้ว พี่สันต์กับพี่ใจก็ช่วยกันขนอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการทำงานของพวกเราไปไว้ที่ท้ายรถกระบะโตโยต้าสภาพเก่าแก่มาก อุปกรณ์เหล่านั้นก็คือ เต็นท์ผ้าใบ เหล็กแป๊บหลายท่อน เทียนไข กระบอกไฟฉาย ตะเกียงเจ้าพายุ เบาะนอนปิคนิคแบบพับเก็บได้ 4-5 ผืน สภาพเบาะดูเก่าแก่และแบนแต๊ดแต๋ราวกับผ่านการใช้งานหนักมาอย่างโชกโชน อุปกรณ์ทั้งหมดนี้ฉันพอจะนึกภาพออกเลยว่ามันน่าจะเป็นการไปตั้งเต้นท์แคมป์ปิ้งเข้าค่าย แต่ว่าสถานที่นี่สิ ฉันยังนึกไม่ออกจริงๆ ว่ามันจะเป็นประมาณไหน?
โบว์หญิงสาว 1 ใน 4 เล่าให้ฉันฟังอย่างเปิดเผยว่า เธอเป็นหลานสาวแท้ๆ ของพี่ใจกับพี่จี๋ โดยสองพี่น้องมาทำงานที่เกลังได้ 2-3 ปี กระทั่งต่างคนต่างได้ผัวกันไป จากนั้นทั้งสองก็ตั้งตัวเป็นแม่เล้า แล้วชักชวนให้โบว์มาทำงานด้วย โดยครั้งแรกที่โบว์มาทำงาน พี่ใจและพี่สันต์ให้เธอทำงานใช้หนี้ด้วยการรับแขกถึง 50 คน ในระบบแบ่งกันคนละครึ่ง เพื่อเป็นค่าเปิดทาง ถ้ากลับมาทำรอบต่อไปก็ไม่ต้องเสียผ่านทางอีก แต่ต้องแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้พี่ใจรอบละ 5 เหรียญตลอดไป จากค่าตัวที่ได้รอบละ 25 เหรียญ ก็เท่ากับเธอได้ 20 เหรียญ ทั้งนี้โบว์ต้องออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมดด้วยตัวเอง (นี่ขนาดหลานในไส้แท้ๆนะ)
จากนั้นโบว์ก็ไปชักจูงเพื่อนๆ อีก 3 คนมาทำงานกับเธอ โดยทุกคนต้องอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน และตั้งแต่นั้นมาโบว์กับเพื่อนๆ ก็เดินทางมาทำงานในสถานที่แห่งนี้ทุกสิ้นเดือน เพราะเป็นช่วงเงินเดือนออกของคนงานที่นี่
โบว์เล่าต่อไปว่าแต่ละครั้งที่มาทำงานเธอต้องอยู่ให้บริการลูกค้าประมาณ 2-3 วัน โดยยอดรวมๆ แล้วก็เกือบหนึ่งร้อยคน บางครั้งอาจได้มากกว่านั้น เพื่อแลกกับรายได้ติดมือกลับไปประมาณ 4-5 หมื่นบาท
แต่ก็มีลูกค้าบางคนใช้บริการแบบเงินเชื่อ คือให้บริการเดือนนี้ แล้วเดือนหน้าค่อยมาเก็บค่าตัว โดยพี่สันต์จะเป็นคนเก็บเงินไว้ให้พวกเธอ เมื่อฉันถามโบว์ว่าไม่กลัวพี่สันต์โกงเงินเหรอ หรือถ้าเขาบอกว่าเก็บเงินไม่ได้จะทำอย่างไร? โบว์ตอบอย่างมั่นใจว่าไม่กลัว เพราะพี่สันต์กับเฮียหมงกลัวเธอปากโป้งไปบอกน้าทั้งสองว่าเขากับไอ้หมงก็เคยมาใช้บริการจากเธอบ่อยๆ และทุกครั้งที่ทั้งสองมาใช้บริการก็จะจ่ายค่าตัวให้มากเป็นพิเศษกว่าลูกค้าคนอื่นๆ ถือเป็นการอุดหนุนอุตสาหกรรมในครัวเรือน
ฉันฟังโบว์เล่าเรื่องราวของเธอแล้วรู้สึกเห็นใจนะ เพราะเธอก็คงไม่อยากนอนกับพวกน้าเขยทั้งคนไทยคนจีน แต่อคงไม่มีทางปฏิเสธ อีกอย่างเธอเพิ่งจะอายุ 20 ปี ยังเป็นเด็กสาววัยรุ่น รูปร่างหน้าตาสวยใส ทั้งขาวทั้งอวบ ลูกเต้าก็ยังไม่มี ไอ้พวกน้าเขยก็เลยอดใจไม่ไหว
หลังจากฟังโบว์เล่าเรื่องได้ไม่กี่นาที พี่สันต์ก็เรียกให้พวกเราขึ้นรถ เพื่อเตรียมตัวไปทำงาน ตอนนั้นฉันคิดอยู่ในใจว่าอย่างไรซะ งานนี้ฉันจะไม่ยอมทำงานในสถานที่แบบนั้นอย่างเด็ดขาด เพราะฟังจากคำบอกเล่าของโบว์ว่าต้องเข้าไปทำงานในป่ากับพวกคนงานจับกัง ก็พอจะนึกถึงความอุบาทว์อัปรีย์ของสองผัวเมียคู่นี้ ว่าช่างเป็นคนใจบาปหยาบชั่ว ทำกับหลานสาวแท้ๆ ได้อย่างไร มันช่างสกปรกสมกับอาชีพที่พวกมันทำจริงๆ
นี่พวกมันคิดได้อย่างไรว่าต้องพาคนไปล่อกันในกลางป่ากลางดง เพราะเงินแท้ๆ ที่ทำให้พวกมันหน้ามืดและเกิดความโลภจนไม่นึกถึงศีลธรรม ไม่คิดว่าเทวดาเจ้าป่าเจ้าเขาจะลงโทษบ้างหรือไร ถึงได้กล้าทำความอัปรีย์ได้ถึงเพียงนี้ คนหนอคนช่างคิดช่างสร้างสรรค์เรื่องระยำกันเหลือเกิน
ไม่ถึง 10 นาที รถกระบะเก่าๆ โกโรโกโสของพี่สันต์ก็พาพวกเรามาถึงโรงงานแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่นอกชานเมือง บริเวณนั้นห้อมล้อมไปด้วยป่ารกร้าง สลับกับมีบ้านคนกระจายอยู่ห่างกันเป็นระยะๆ ถัดไปประมาณร้อยกว่าเมตรก็เป็นแคมป์คนงานก่อสร้างหลายหลังติดกัน
เมื่อพี่สันต์ขับรถผ่านเข้าไปในแคป์คนงาน ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่คนงานทั้งอินเดียและคนจีนเป็นร้อยๆ กำลังยืนเข้าแถวยาวเหยียดเหมือนรอรับของแจกอะไรสักอย่าง พี่สันต์บอกว่าพวกเขากำลังรอรับซองเงินเดือน...และนั่นคือคนงานที่ต้องขอเรียกว่าเป็นพวกจับกัง ที่พวกเราต้องเตรียมรับศึก!!
พี่สันต์ขับรถอ้อมไปด้านหลังโกดังโรงงาน แล้วจอดรถทิ้งไว้ จากนั้นก็พาพวกเราเดินลัดเลาะเข้าไปในป่า ซึ่งมีต้นไม้ ต้นหญ้าขึ้นรกสูงท่วมหัว เมื่อเดินลึกเข้าไปราว 50 กว่าเมตร ฉันก็เห็นชาวอินเดีย 4-5 คน กำลังช่วยกันตั้งโครงเหล็กแล้วขึงเต็นท์ผ้าใบคลุมเป็นหลังคา จากนั้นก็นำผ้าห่มผืนใหญ่มากั้นเป็นห้องเล็กๆ ติดกัน 4-5 ห้อง
ภายในเต็นท์มีโต๊ะพับ 1 ตัว พร้อมเก้าอี้ ฉันเดาว่าน่าจะเป็นที่นั่งสำหรับให้ตาสันต์นั่งคุมกิจการ ส่วนรอบๆ เต้นท์ก็มีเก้าอี้พลาสติกทรงหัวโล้นตั้งเรียงรายอยู่ประมาณ 10 ตัว มุมนี้น่าจะสำหรับให้พวกลูกค้านั่งรอซื้อบริการจากพวกเรา
สถานที่แห่งนี้ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีการใช้น้ำทำความสะอาดแต่อย่างใด มีแต่กระดาษทิชชู่ทั้งแบบม้วนและแบบเปียกรวมทั้งถุงยางอนามัยวางอยู่ในกระจาดอย่างเป็นระเบียบ โบว์บอกว่าของเหล่านี้คืออุปการณ์การทำงานไว้ให้พวกเราใช้ทำความสะอาดหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ
ฉันยืนดูพวกอินเดียกางเต็นท์ผ้าใบจนเสร็จสมบูรณ์ แล้วก็เดินไปชะโงกหน้าดูห้องที่ถูกกันด้วยผ้าห่ม ลักษณะคล้ายกับห้องนวดแผนโบราณทั่วไปที่มีผ้าม่านกั้นกลาง เพื่อไม่ให้แต่ละห้องมองเห็นกัน ภายในมีเบาะปิกนิกวางไว้ เพียงแค่นี้ก็คงไม่ต้องบรรยายต่อไปหรอกนะว่า นี่คือสถานที่บำบัดความใคร่ที่ไม่มีระบบเก็บเสียงแม้แต่น้อย
ฉันนึกไปถึงว่าไอ้ตาสันต์มันคิดธุรกิจแบบนี้ได้อย่างไร แสดงว่าส่วนลึกในจิตใจคงเป็นคนหมกมุ่นอยู่กับตัณหาราคะอย่างแรง ประกอบกับเป็นคนชอบเที่ยวซ่องจนได้มาเจอกับยัยใจ แล้วพากันรวมหัวสร้างความอุบาทว์แบบนี้ขึ้นมา เพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเองด้วยวิธีมักง่ายและต่ำทราม แต่สองผัวเมียคงจะไม่รู้สินะว่าถ้าโดนตำรวจจับได้ พวกเขาจะต้องรับโทษหนักหลายกระทงด้วยกัน
เวลานั้นจวนโพล้เพล้ใกล้ค่ำเต็มที เริ่มมีลูกค้าชาวอินเดีย บังกลาเทศ ไทย จีน พากันทยอยเข้ามาเรื่อยๆ หลายคนตรงไปที่วงเล่นการพนันที่มีให้เลือกเล่นสารพัดรูปแบบ ทั้งไพ่ ไฮโล น้ำเต้าปูปลา เพื่อเป็นการฆ่าเวลารอใช้บริการจากพวกสาวๆ ดูๆ แล้วที่นี่ก็เป็นสถานที่มั่วสุมแบบเถื่อนๆ นั่นแหละ
ฉันเพ่งมองดูคนกลุ่มนี้ด้วยความพินิจพิจารณาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายตีน โดยเฉพาะกลิ่นตัวที่ลอยมาแต่ไกล ไม่รู้ว่าเป็นกลิ่นตัวของใครต่อใครบ้าง อีกทั้งมือตีนแต่ละคนทั้งหยาบทั้งกร้าน โดยเฉพาะตาตุ่มที่ข้อเท้าทั้งดำทั้งด้าน เล็บก็ยาวดำสกปรก
ขอโทษทีเถอะ อย่างว่างู้นงี้งั้นเลยนะ ฉันดูสารรูปของแต่
ละคนแล้ว อยากบอกว่าพวกเขาถูกสร้างให้เกิดมาทำอาชีพจับกังจริงๆ ครั้นหันไปมองชาวจีนที่คิดว่าน่าจะยังพอทนกล้ำกลืนฝืนใจหลับหูหลับตาทิ่มๆ ต่ำๆ ทำไปได้บ้าง แต่โดยรวมแล้วก็มีสภาพไม่ต่างกัน ยกเว้นกลิ่นตัวที่เหม็นไปคนละแบบ
ฉันสังเกตพวกคนจีนบางคนในขณะพูดสนทนากัน เห็นฟันมีคราบเหลืองบ้างดำบ้าง ซึ่งเกิดจากการสะสมของคราบสูบบุหรี่ที่สูบจัดมายาวนานนับสิบปีจนยากที่จะทำความสะอาด บางคนก็เคี้ยวหมากจนมีคราบสีแดงติดตามซอกฟันและริมฝีปาก คนจีนกลุ่มนี้น่าจะเป็นพวกจีนแผ่นดินใหญ่ที่ไปขายแรงงานไม่ต่างกับพวกอินเดีย พม่า และเวียดนาม
ยังเหลือชายหนุ่มอีกหนึ่งชาติที่ยังพอให้ฉันกับน้องเล็กได้พิจารณา นั่นก็คือชาติไทย ซึ่งฉันไม่เอาด้วยแน่นอน เพราะฉันไม่บริโภคของไทยอยู่แล้ว ทั้งนี้ไม่ใช่ว่ารังเกียจคนไทยด้วยกัน แต่เพราะฉันไม่ทำงานกับคนชาติเดียวกัน และส่วนใหญ่คนไทยที่ไปขายแรงงานก็มีภาพไม่แตกต่างจากแรงงานหลายชาติเหล่านั้น






