ช่วงบ่ายของการทำงานในวันที่ 11 ซึ่งวันพรุ่งนี้ฉันจะต้องไปต่อวีซ่าที่มาเก๋า ตามที่ไอ้เฮียลิ้มได้บอกไว้แล้วล่วงหน้า วันนั้นฉันเริ่มงานผ่านไปได้ 3-4 รอบแล้ว โดยมีไอ้จงเดินเคียงข้างตลอด และในช่วงที่มันกำลังเผลอไผล ฉันเห็นตำรวจฮ่องกงวัยหนุ่ม 3 นาย เดินตรวจการอยู่บริเวณนั้น
วินาทีนั้นฉันตัดสินใจเดินเข้าหาตำรวจทั้ง 3 พร้อมกับพูดขอร้องให้เขาช่วยจับฉันส่งกลับเมืองไทยด้วยเถอะ เพราะฉันเหนื่อยล้าเจ็บระบมร่างกายเต็มทนกับการทำงานหนักมหาโหดจนเกือบจะครบ 30 วัน ที่สำคัญคือฉันไม่ติดใจอยากได้เงินคืนจากไอ้จงแม้แต่เหรียญเดียวและไม่อยากได้อะไรทั้งนั้น นอกจากอยากกลับบ้านใจจะขาด
แต่ดูเหมือนตำรวจจะไม่ยอมจับฉันท่าเดียว ฉันก็พยายามตื้อและอ้อนวอนจนพวกเขาต้องพาฉันเดินออกจากบริเวณนั้น ซึ่งเป็นจังหวะที่ไอ้จงหันมาเห็นฉันเดินไปกับตำรวจพอดี ดูท่าทางมันตกใจอยู่นะ แต่ก็ได้แค่ยืนมองไม่กล้าเดินเข้ามาช่วยฉัน มันก็คงงงๆ ว่าฉันไปโดนจับตอนไหน หรือมันอาจจะรู้ก็ได้ว่าฉันเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาตำรวจเอง เพราะมันรู้ดีว่าตำรวจในเครื่องแบบไม่มีหน้าที่จับผู้หญิงขายบริการ นอกจากตำรวจนอกเครื่องแบบคือพวกซีไอดีเท่านั้น
ตอนนั้นตำรวจทั้ง 3 นายเห็นสภาพฉันแต่งตัวค่อนข้างล่อแหลม คือใส่เดรสผ้ายืดสั้นจู๋ แถมไม่ใส่ยกทรงอีกต่างหาก (ถอดเก็บไว้ในกระเป๋าสะพายเพื่อสะดวกในการทำงานให้เร็วขึ้น) ตำรวจพาฉันเข้าไปนั่งในรถ ลักษณะเป็นจิ๊บแวน แล้วก็พากันสอบถามความจากฉันว่ามาขายบริการที่นี่ได้อย่างไร และเพราะอะไรจึงอยากกลับบ้าน เขาถามถึงพาสปอร์ต ฉันก็ตอบว่าอยู่ที่เถ้าแก่ จากนั้นพวกเขาก็คุยอะไรกันล้งเล้ง เหมือนกำลังปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรกับฉัน
แล้วพวกเขาก็บอกว่าจะไม่ส่งฉันไปส่งสถานีตำรวจ เพราะถ้าส่งไปที่นั่น ฉันจะต้องถูกสอบสวนอีกมากมายและต้องติดคุกนานหลายวัน อีกทั้งยังเสียประวัติ กลับมาฮ่องกงไม่ได้ตลอดไป พวกเขาขอเบอร์โทรศัพท์ของเถ้าแก่ เพื่อติดต่อให้นำพาสปอร์ตมาส่งให้ฉัน แล้วเขาถึงจะส่งฉันกลับบ้านได้
ฉันจึงยื่นเบอร์โทรศัพท์เฮียลิ้มให้พวกเขาคุยกัน แล้วเขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะไปเอาพาสปอร์ตมาให้ จากนั้นตำรวจ 2 นายก็พาฉันนั่งรถจิ๊บแล้วขับวนขึ้นไปบนภูเขา สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำเต็มที
ตอนนั้นฉันนั่งนิ่งเงียบ เริ่มรู้สึกไม่ค่อยดี ได้แค่คิดในใจไปเรื่อยเปื่อย “นี่กูคิดถูกหรือคิดผิดวะเนี่ย ที่เดินเข้าหาตำรวจ…มันต้องพากูไปรุมโทรมแน่เลย!” แล้วตำรวจนายหนึ่งก็ถามฉันประมาณว่า
“เป็นอะไร..กลัวหรือ?”
ฉันนั่งนิ่งเงียบไม่ตอบคำถามใดๆ ทั้งสิ้น แต่ทำท่าเหมือนจะร้องไห้เพราะรู้ชะตากรรมว่าต้องถูกพาไปกระทำชำเลาแน่ๆ แล้วตำรวจนายนั้นก็พูดต่อไปว่า “กลัวทำไม เขามาแค่ 2 คนเอง ทีเธอทำงานวันละหลายสิบคนแบบนั้นไม่กลัวหรอ?” ทั้งสองก็พากันหัวเราะชอบใจ คือพูดแบบนี้หมายความว่า กูต้องโดนแน่ๆ! แต่อารมณ์ทำงานกับอารมณ์ถูกกระทำมันผิดกันนะ ยังแอบคิดในใจว่า (ช่างแม่งเถอะวะก็ยังดีที่มันมากันแค่ 2 คน!) ไม่กี่นาทีต่อมาเขาก็ขับรถขึ้นไปจอดบนสุดยอดเขา
ปรากฏว่าสถานที่พวกเขาพามาคือจุดชมวิว พวกเขาเรียกฉันลงจากรถมายืนชมวิวทิวทัศน์ของเกาะฮ่องกง ที่แน่นขนัดไปด้วยตึกสูงระฟ้า รายล้อมไปด้วยภูเขาและทะเล แสงไฟหลากสีค่อยๆ เปิดส่องสว่างไปทั่วทั้งเมืองฮ่องกง ช่างเป็นธรรมชาติที่สวยงามอย่างลงตัว
วินาทีนั้นฉันเริ่มรู้แล้วว่า พวกเขาไม่ได้พาฉันมากระทำมิดีมิร้ายอย่างที่ฉันคิดไปเอง และบริเวณนั้นก็มีผู้คนมากมายพากันขึ้นมายืนชมวิวกระจายอยู่หลายจุด กระทั่งสักพักต่อมานายตำรวจอีกคนก็ขับมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ตามขึ้นมาพร้อมกับเปลี่ยนเป็นชุดนอกเครื่องแบบ เขายื่นพาสปอร์ตกับตั๋วเครื่องบินให้ฉัน โดยจองไฟท์บินไว้ให้เสร็จสรรพเป็นเวลาช่วงเที่ยงคืน แล้วเขาก็ยื่นถุงกระดาษมาให้ฉัน
พอเปิดดูจึงรู้ว่าเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ คือเสื้อเชิ้ตสีขาว กับกางเกงสามส่วนผ้ายืดสีดำ คงไม่ต้องบรรยายใช่ไหมว่าวินาทีนั้นฉันจะมีความรู้สึกอย่างไร เราอยู่บนจุดชมวิวอยู่นานเป็นชั่วโมง กระทั่งได้เวลาอันควร นายตำรวจ 2 นายก็ขับรถไปส่งฉันที่สนามบิน พวกเขาอำลาฉันพร้อมกับให้นามบัตร แล้วบอกว่าโอกาสหน้าถ้าอยากมาเที่ยวฮ่องกงก็มาหาเขาได้ทุกเมื่อ
ฉันไม่คิดเลยว่าจะโชคดีได้มาเจอตำรวจดีๆ 3 คนนี้ พวกเขาช่วยเหลือฉันด้วยความปรารถนาดี โดยไม่ส่งตัวฉันให้ต้องไปติดคุก ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ของพวกเขาและก็ไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆ แถมยังซื้อเสื้อผ้าให้ฉันใส่ชุดเรียบร้อยขึ้นเครื่องกลับบ้านอีกต่างหาก
คืนนั้นเวลาประมาณเที่ยงคืน ฉันนั่งเครื่องบินกลับเมืองไทยด้วยความสุขใจ ภาพสุดท้ายที่ฉันมองลงมาจากเครื่องบิน เห็นความอลังการจากแสงสีระยิบระยับของเกาะฮ่องกง มันช่างเป็นเมืองสวรรค์ที่งดงาม สมคำร่ำลือจริงๆ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในอาชีพขายบริการจะไม่มีวันรู้หรอกว่า ที่นี่คือขุมนรกของเหล่าโสเภณีทั้งหลายที่โหดร้ายแสนสาหัส
ถึงแม้ว่าฮ่องกงจะเป็นสวรรค์หรือนรกก็ดี ทว่าเกาะเล็กๆ แห่งนี้ก็นำพาให้ฉันได้มาเจอมิตรภาพที่ดีจากตำรวจทั้ง 3 นาย และได้มาเจอกับไอ้จง ที่เริ่มต้นจากเป็นไม้เบื่อไม้เมาแล้วกลายมาเป็นเพื่อนร่วมผจญชะกรรม ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานจนเกิดความเห็นอกเห็นใจกัน อย่างน้อยฉันก็ได้เห็นสิ่งดีๆ ในตัวไอ้จงคือสัจจะที่มันให้สัญญากับฉันว่าจะไม่เล่นการพนันอีกต่อไป หรือมันอาจจะทำได้แค่ 10 วันในช่วงใช้หนี้ หลังจากนั้นจะกลับไปเล่นต่อก็ช่างหัวมัน ซึ่งฉันไม่จำเป็นต้องไปรับรู้เรื่องของมันอีกต่อไป
เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยอันดับแรกที่ฉันต้องทำในเช้าวันรุ่งขึ้นก็คือ โทรศัพท์ไปหาเฮียลิ้มเพื่อคุยเรื่องเงินค่าตัวที่เขาต้องส่งให้ฉัน ซึ่งฉันทำใจไว้ล่วงหน้าแล้วว่า “งานนี้ไอ้เฮียลิ้มต้องโกงกูแน่ๆ” คืออาจได้รับเงินไม่ครบตามจำนวน หรืออาจโดนเบี้ยวไม่จ่ายให้ฉันเลยสักบาทก็เป็นได้
แต่แล้วทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันคิดร้ายๆ เพราะเฮียลิ้มคิดเงินทั้งหมดให้ฉันครบตามจำนวนทุกเหรียญ คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 8 หมื่นกว่าบาท ฉันคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าคนอย่างเฮียลิ้มซึ่งทำธุรกิจสีดำ หากินกับเรือนร่างผู้หญิง แถมยังเป็นคนขี้งก เห็นแก่ได้ แต่เขาก็ยังมีความซื่อสัตย์หลงเหลืออยู่ ทั้งที่เขาจะฉวยโอกาสไม่ส่งเงินให้ฉันเลยก็ทำได้ (การเอารัดเอาเปรียบไม่เกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่การงาน สูง ต่ำ ขาว ดำ เทา แต่อยู่ที่สันดานความซื่อสัตย์และไม่ละโมบโลภมากของคนๆ นั้น)
แล้วพบกันอีกที ที่ “เกลัง ครั้งหนึ่งเคยไป”






