เหตุที่เกิดครั้งนี้ฉันไม่รู้ว่าพวกมันต้องการเงินจากไอ้จงเท่าไร แต่ฉันมีเงินทิปที่เก็บสะสมมาหลายวันพกติดตัวอยู่ 2,000 เหรียญ หรือ 6,000 บาท ฉันรีบเปิดกระเป๋าสะพายแล้วควักเงินให้พวกมัน พลางร้องไห้ไปด้วย เพราะสงสารไอ้จงจับใจ
ตอนนั้นผู้คนในร้านกาแฟและรอบๆ บริเวณนั้นยังคงมองดูอยู่ห่างๆ โดยไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วย พอพวกมันเห็นเงินที่ฉันชูขึ้นก็หยุดกระทืบไอ้จง หนึ่งในนั้นก็เดินตรงมาที่ฉัน แล้วกระชากเงินในมือไปทั้งหมด
คราวนี้พวกมันพูดอะไรกันล้งเล้งไปหมด ฉันฟังไม่รู้เรื่องเพราะกำลังร้องไห้และตกใจที่เห็นสภาพไอ้จงถูกรุมกระทืบจนน่วม รู้อยู่คำเดียวที่มันพูดบ่อยๆ
“ติ้ววววเหร่ ติ๋วเหร่” ที่แปลว่า เยสสสสสแม่!!
ตอนนั้นเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายมาก...ก็แปลกนะเหตุคับขันขนาดนี้ แต่ตำรวจแม่งไม่โผล่มาสักตัว (แต่ไม่มาก็ดี ไม่งั้นกูจะซวยโดนจับไปด้วย!) พอฉันเริ่มมีสติ ตั้งใจฟังที่พวกมันพูดกับไอ้จง ก็พอเข้าใจคร่าวๆ ว่า พรุ่งนี้พวกมันจะกลับมาเอาเงินที่ไอ้จงอีก และก่อนที่พวกมันจะแยกย้ายกันไป ไอ้ตัวหัวโจกได้เดินเข้ามากระชากกระเป๋าใส่ตังค์ที่ไอ้จงคาดไว้กับเอว แต่ดึงไม่หลุดเพราะติดเข็มขัด มันจึงเปิดกระเป๋าแล้วดึงเงินไปหมดเกลี้ยง เงินทั้งหมดนั้นคือค่าตัวที่ฉันทำงานได้ ซึ่งไอ้จงต้องนำไปส่งให้เฮียลิ้มทุกวันหลังเลิกงาน
เมื่อพวกมันพากันแยกย้ายลอยนวลหายไป ฉันเห็นสภาพไอ้จงที่ถูกกระทืบจนน่วม ดูไม่จืดจริงๆ หน้าตาบวมทันตาเห็น ปากเจ่อเลือดไหล มันพยายามจะลุกขึ้น แต่ลุกไม่ไหว ฉันก็ได้แต่ร้องไห้อย่างคนใจเสาะแล้วเข้าไปช่วยประคองให้มันรีบลุกขึ้น ก่อนที่ตำรวจมาเห็นสภาพเช่นนี้ มีหวังได้พากันซวยแน่
ขณะนั้นมีผู้ชายสองคนวัยไล่เลี่ยกับไอ้จง ซึ่งนั่งอยู่ในร้านกาแฟและน่าจะรู้จักไอ้จง เขาเดินออกมาช่วยกันพยุงมันลุกขึ้น แล้วพาเดินไปส่งหน้าลิฟท์ เพื่อให้ขึ้นไปพักบนโรงแรมที่ฉันเคยเข้าไปทำงานบ่อยๆ
ขณะนั้นเสียงเพจเจอร์ที่ไอ้จงพกดังขึ้นหลายครั้ง อาจเป็นเพราะทางโรงแรมมีลูกค้าจึงส่งข้อความมาตาม แต่สภาพของมันตอนนั้นดูแย่มาก คงไปไหนไม่ไหวแน่และคงต้องปล่อยให้ลูกค้าหลุดลอยไปก่อน เป็นเหตุให้งานฉันต้องสะดุดไปชั่วระยะ
เมื่อขึ้นไปบนโรงแรมฉันก็ปล่อยให้ไอ้จงนอนพักฟื้นไปก่อน เพราะรู้ว่ามันต้องเจ็บระบบไปทั้งตัว ส่วนฉันนั่งดูทีวีอยู่อีกห้องหนึ่ง เผื่อมีแขกขึ้นมาเที่ยวฉันก็พร้อมให้บริการตลอด
กระทั่งเวลาผ่านไปเกือบเที่ยงคืนไอ้จงก็ฟื้นคืนชีพ เจ้าของโรงแรมจึงเดินมาตามฉันให้เข้าไปดูมัน ตอนนั้นไอ้จงเห็นฉันเดินเข้าไปในห้อง มันจึงค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งท่าห้อยขาอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าเศร้าสลด ดูสภาพแล้วน่าสมเพชมาก แล้วฉันก็ยิ้มทักทายมันด้วยสีหน้าเบิกบาน
“อาจง...ลื้อ โอ.เค. มั้ยอ่ะ?” ไอ้จงไม่ตอบคำถามใดๆ ได้แต่พยักหน้าในตาแดงก่ำ ฉันรู้ว่ามันทั้งเจ็บทั้งอายที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ตอนนั้นมันทำท่าก้มมองสำรวจตัวเองด้วยท่าทีหมดอาลัยตายอยาก แล้วเปิดซิปกระเป๋าเงินที่คาดติดกับเอว เมื่อไม่เห็นเงินสักเหรียญ มันส่ายหน้าและยกมือสองข้างขึ้นกุมกบาล ไอ้จงคงเสียดายเงินจำนวนนั้นมาก เพราะเป็นเงินที่ต้องไปส่งให้เถ้าแก่ทุกวัน ฉันจึงต้องพูดปลอบใจไม่ให้มันคิดมาก
“ช่างมันเถอะน่า เดี๋ยวค่อยว่ากันใหม่” พูดไปน้ำตาซึมไป
“แล้วลื้อให้เงินมันไปเท่าไหร่?” ไอ้จงถามกลับ
“สองพันเหรียญ…ช่างมันเถอะ ไม่ต้องคิดมาก” (แต่ในใจ กูโคตรเสียดาย!)
ไอ้จงตีสีหน้าเคร่งเครียด คงไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนไปส่งให้เฮียลิ้ม ซึ่งเป็นเงินทั้งหมดร่วมพันเหรียญ คราวนี้ฉันเริ่มสงสัยว่า ไอ้จงต้องติดเงินไอ้พวกนั้นไม่ใช่น้อยแน่ ไม่อย่างนั้นพวกมันคงไม่ตามไล่กระทืบถึงเพียงนี้!
ด้วยความอยากรู้ที่มาที่ไป จึงสอบถามว่าติดหนี้ไอ้พวกนั้นเท่าไรกันแน่? คราวนี้ไอ้จงยอมเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดให้ฉันฟังอย่างละเอียด ว่ามันไปสร้างหนี้ไว้ตั้งแต่ตอนที่ฉันไปต่อวีซ่าที่เมืองจีนนั่นแหละ
“อั๊วเล่นไพ่ติดเงินเค้า” พูดเสียงอ่อยๆ
“เท่าไร?”
“10 พันเหรียญ”
“ห๋า...1 หมื่นเหรียญ!..แล้วมึงจะทำอย่างไงเนี่ย?”
“ไม่รู้อ่ะ...ลื้อไม่พูดให้อาลิ้มฟังล้าาาา” ตีหน้าเศร้าอย่างน่าสมเพช
“เออออ อั๊วไม่พูดหรอกน่าาาา”
ฉันฟังแล้วก็รู้สึกทุกข์ใจไปกับไอ้จง เงินตั้งหมื่นเหรียญ ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็เท่ากับ 3 หมื่นบาท จัดว่าเป็นเงินไม่ใช่น้อย
ขณะนั้นเราสองคนพากันนั่งนิ่งเงียบต่างคนต่างใช้ความคิดและฉันเชื่อว่ามันต้องคิดเหมือนฉันแน่ คืออมเงินที่ได้จากการทำงานวันละนิดวันละหน่อยไปจ่ายหนี้เขา และถ้าฉันรู้เห็นเป็นใจกับมัน ทุกอย่างก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเขารู้เรื่องนี้มีหวังมันต้องตกงานทำตลอดชีพแน่
บอกตรงๆ ว่าทั้งสงสารทั้งโมโห ว่าทำไมแจ๊คพอตต้องมาแตกที่ฉันด้วยก็ไม่รู้ ครั้นจะทิ้งกันก็เหมือนคนใจดำ เมื่อได้เข้ามารู้เห็นแล้วก็ต้องช่วยเหลือกันไปให้ถึงที่สุด เพราะถ้าไม่ใช้หนี้พวกมัน ฉันกับไอ้จงทำงานไม่เป็นสุขแน่ ต้องคอยหลบหลีกวิ่งหนีพวกมันทุกวัน แค่วิ่งหนีตำรวจก็แย่พออยู่แล้วยังต้องมาวิ่งหลบตีนอีก พอดีไม่ต้องทำมาหาแดกกันแล้ว
“เดี๋ยวอั๊วช่วยลื้อล้าาา อาจง”
“เอาไงวะ?”
“ก็เอาเงินตรงนี้แหละไปใช้หนี้เค้า...แต่ทยอยจ่ายได้มั้ย?”
“อมเงินอาลิ้มเหรอ?”
“ก็ใช่ซิ... ไม่ต้องกลัวหรอกน่า อั๊วไม่พูดแน่นอน!”
ฉันเริ่มอธิบายให้มันฟังว่า เราจะโกงรอบทำงานทุกวัน วันละ 7-8 รอบ แล้วทยอยจ่ายให้เจ้าหนี้มันวันละพันเหรียญ ถ้าพวกมันยอมให้ผ่อนจ่ายภายใน 10 วันก็น่าจะใช้หนี้ครบตามที่พวกมันต้องการ นั่นเท่ากับว่าฉันต้องทำงานฟรีๆ ถึงวันละ 7-8 รอบโดยไม่ได้ค่าตัวสักเหรียญ แต่นี่เป็นวิธีเดียวที่จะช่วยไอ้จงได้
วันนั้นฉันเห็นสีหน้าและแววตาของไอ้จงแสดงออกถึงความซาบซึ้งและสำนึกผิด เหมือนกับมันอยากจะบอกขอบคุณฉัน ถึงมันจะไม่พูดอะไรออกมา แต่ฉันก็พอเข้าใจความรู้สึกของมันได้ แล้วประโยคสั้นๆ ก็หลุดออกจากปากไอ้จง
“ขอบใจล้า...อาหนิง”
นี่แหละนะกับคำว่า เพื่อน...เมื่อร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาแล้วยามถึงคราวเดือดร้อนก็ต้องช่วยเหลือกัน ไอ้จงให้สัญญาว่า ถ้าฉันช่วยมันใช้หนี้ครบแล้ว หลังจากนั้นมันจะเก็บเงินใช้คืนฉันทุกวัน เพราะมันรู้ว่าอย่างไรซะ ฉันก็ต้องไปต่อวีซ่าที่ “มาเก๋า” อีกรอบ แล้วกลับมาทำงานที่ฮ่องกงอีกสองอาทิตย์ นอกจากนี้มันยังรับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะไม่กลับไปเล่นการพนันอีก
คืนนั้นฉันให้ไอ้จงนอนพักฟื้นอยู่ในโรงแรม โดยฉันวิ่งงานคนเดียว ก็ไปตามโรงแรมใกล้ๆ เท่าที่จะจำทางได้ เพื่อรวบรวมเงินก้อนใหม่ส่งคืนให้เฮียลิ้มบ้าง หลังจากที่ถูกไอ้พวกนั้นฉกไปจนเกลี้ยง เท่ากับว่าคืนนั้นฉันต้องชวดเงินค่าตัวหลายรอบไปฟรีๆ เพราะต้องเอาเงินมาช่วยไอ้จงแท้ๆ
วันรุ่งขึ้นไอ้จงไปเจรจาขอผ่อนผันกับไอ้พวกนั้นจนสำเร็จ ว่าให้มาเก็บเงินได้ทุกวันตอนตี 3 โดยจะจ่ายให้พวกมัน 1 พันเหรียญทุกคืน ซึ่งพวกมันก็ยอมตกลงตามนั้น
10 วันผ่านไป ฉันช่วยใช้หนี้ให้ไอ้จงจนครบหมื่นเหรียญ ถามว่าเสียดายมั้ย? ตอบว่า “เสียดายมากๆ!” (ซึ่งจริงๆ แล้วฉันช่วยมันมากกว่านี้อีก แต่ขอไม่เล่าดีกว่า เพราะมันจะทำให้ความรู้สึกของฉันแย่หนักมาก ถ้าต้องพูดออกมา)
การมาฮ่องกงครั้งนี้ถือว่าเบื้องบนตั้งใจส่งฉันมาทำบททดสอบเบื้องต้นในอาชีพขายบริการโดยเฉพาะ และเหมือนตั้งใจให้ฉันต้องมาเจอกับไอ้จง ไม้เบื่อไม้เมาตั้งแต่วันแรกเห็น เป็นมิตรภาพที่มาในรูปแบบศัตรู แล้วฉันก็ผ่านด่านฮ่องกงมาจนได้ ซึ่งยังมีด่านต่อๆ ไปรอฉันอยู่อีกหลายประเทศ...






