OPINION

สังคมไทยกับความท้าทายรูปแบบใหม่

ชลาลัย แต้ศิลปสาธิต
26 ก.พ. 2561
เรามักจะได้ยินคนพูดกันบ่อย ๆ ว่า ในความมืดย่อมมีแสงสว่างอยู่ที่ปลายอุโมงค์ แต่ในสถานการณ์ของประเทศไทย ณ ตอนนี้ ต้องบอกตามตรงว่า ดิฉันมองไม่เห็นทั้งแสงสว่าง และ ปลายอุโมงค์ จริง ๆค่ะ

ตั้งแต่ก้าวผ่านการฉลองปีใหม่ 2561 เป็นต้นมาก็ดูเหมือนกับว่าสังคมไทยจะมีแต่ข่าวที่สะเทือนใจและท้าทายศีลธรรมของคนในสังคมเกิดขึ้นให้เห็นตามหน้าสื่อเป็นระยะๆ ไล่กันมาตั้งแต่ข่าวป่าถูกรุกล้ำเสือดำถูกฆ่า นักศึกษาฝึกงานแฉเจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งฯ โกงเงิน คุณป้าจามขวาน vs. ตลาดไม่ได้รับอนุญาต (แต่ตั้งได้ไงไม่รู้???) โอ้! และคดีที่พูดไม่ได้ (แต่ไม่มีใครที่ไม่คิดถึง) คอลเลคชั่นนาฬิกาในตำนาน!!!

ข่าวพวกนี้กำลังบอกอะไรเราอยู่ บางคนก็มองว่ามันเป็นเรื่องการต่อสู้ของระดับชนชั้น โยงกันไปถึงเรื่องจนรวยและอภิสิทธิ์เฉพาะของคนบางกลุ่มต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่ามันเป็นเรื่องการลักลอบหาผลประโยชน์ในหมู่พวกพ้อง ใช่สิ ได้เวลาโกงได้ก็โกงกันไป และบ้างก็ว่ามันคือเรื่องของสันดานคนบางกลุ่มที่ถ้าจะมาแก้ไขกันก็คงจะเป็นไปได้ยาก ผู้ที่เสพข่าวเหล่านี้ต่างก็มีทัศนคติต่อแต่ละเหตุการณ์แตกต่างกันไป แต่สำหรับตัวดิฉันเอง ดิฉันมองว่าข่าวทุกข่าวที่เรากำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ ถึงแม้ว่าจะต่างกรรมต่างวาระ แต่มันกำลังสื่อให้เห็นจุดร่วมกันอย่างหนึ่ง นั่นคือ สังคมไทยกำลังอยู่ในยุคมืดของความเสื่อมโทรมทางด้านศีลธรรมถึงขีดสุด

ในฐานะที่ดิฉันเป็นอาจารย์สอนจิตวิทยา ดิฉันมองว่าหน้าที่ของดิฉันไม่เพียงแต่จะต้องให้ความรู้แก่นักศึกษา แต่ยังต้องสอนให้นักศึกษายึดมั่นในหลักศีลธรรมคุณงามความดี เพราะพวกเขาเหล่านี้จะต้องจบการศึกษาออกไปประกอบอาชีพตามกรอบจรรยาบรรณวิชาชีพ และด้วยความที่หนึ่งในวิชาที่ดิฉันรับผิดชอบคือ วิชานิติจิตวิทยาเบื้องต้น ทำให้หลาย ๆ ครั้งดิฉันจะยกตัวอย่างข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์มาเป็นกรณีศึกษาสำหรับการถกประเด็นกันในห้องเรียน ลำพังการสอนนักศึกษาให้มีความรู้นั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การสอนนักศึกษาให้เป็นคนดีและให้เค้าเชื่อมั่นในศีลธรรม บอกเลยค่ะว่า มันยากมาก ก็ในเมื่อสังคมที่เค้าเห็นมันเป็นแบบนี้ แล้วคุณจะสอนให้เยาวชนรุ่นใหม่เชื่อได้อย่างไรว่าการทำความดีเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และกระบวนการทางกฎหมายของสังคมไทยมีความศักดิ์สิทธิ์ มายก๊อดดดด เพลียค่ะ!

เมื่อครั้งที่คดีนายเปรมชัยเพิ่งเป็นข่าวใหญ่ ดิฉันเคยยกประเด็นเกี่ยวกับคดีนี้ให้นักศึกษาในชั้นเรียนได้ดีเบตกัน ผลปรากฏว่านักศึกษาทุกคนลงความเห็นว่า สุดท้ายแล้วนายเปรมชัยก็จะรอดคดีไปได้สบาย ๆ ผู้อ่านหลายท่านอาจจะคิดว่านี่เป็นเรื่องปกติ เพราะคุณ ๆ ทั้งหลายที่กำลังอ่านอยู่ก็คงคิดแบบนี้เช่นเดียวกันกับกรณีของนายเปรมชัย แต่ถ้าคุณลองสังเกตดี ๆ คุณจะมองเห็นวาระซ่อนเร้น (Hidden agenda) อะไรบางอย่างที่แฝงอยู่ในสิ่งที่นักศึกษาสะท้อนออกมา

การที่นักศึกษาทุกคนในชั้นเรียนมองว่านายเปรมชัยจะไม่ต้องรับโทษ นั่นหมายความว่า เยาวชนรุ่นใหม่จำนวน 100% ที่นั่งอยู่ตรงหน้าดิฉันได้สูญสิ้นความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทยไปหมดแล้ว เค้าไม่ได้เชื่อแล้วค่ะว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่มีขื่อมีแป และพวกเขาก็ได้สิ้นหวังต่อศีลธรรมในสังคมไทยไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ยังไม่ทันจะก้าวออกไปเป็นบัณฑิต ไปเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมต่อไป ถ้าเราคาดหวังอยากเป็นเด็กรุ่นใหม่เป็นกลุ่มผู้เปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ดีขึ้นกว่าเดิม บอกเลยว่า สิ่งที่เรากำลังเดินหมากกันอยู่นั้น ผิดทางและผิดเกมอย่างสิ้นเชิง คุณตั้งใจอยากให้ประเทศชาติพัฒนาเท่าทันเทคโนโลยี อยากจะเป็น 4.0 อยากเป็นผู้นำในภูมิภาค อยากให้เยาวชนรุ่นใหม่พาชาติมั่นคง แต่เราไม่มีตัวอย่างของการเป็นคนดีในสังคมให้พวกเค้าเห็น มิหนำซ้ำเรามีแต่ตัวอย่างของการฉ้อโกง ทุจริต คอรัปชั่นแทรกซึมอยู่ในทุก ๆ วงการ คำถามคือ สรุปแล้วสิ่งที่เรากำลังผลักดันให้เกิดกับเด็กและเยาวชนไทยกันอยู่นั่น เรากำลังทำอะไรกันอยู่และทำไปเพื่ออะไร? ถ้าคุณตอบว่าคุณอยากได้เด็กที่จะเติบโตมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติบ้านเมือง คำตอบคือ ถ้าเค้าเก่งจริงเค้าคงไม่อยู่พัฒนาประเทศไทยหรอกค่ะ จะอยู่ไปทำไม เก่งแต่ไม่รวย ไม่มีเส้นสาย ยังไงชีวิตก็ลำบาก สู้สมองไหลไปอยู่ต่างประเทศยังจะดีซะกว่า อย่างน้อย ๆ กฎหมายเค้าก็ยังพึ่งได้มากกว่า และสังคมบ้านเค้าก็ดูน่าจะแวดล้อมไปด้วยคนดีเยอะกว่าในประเทศไทย

ทฤษฎีจิตวิทยาที่สามารถนำมาอธิบายกลไกการแสดงออกทางด้านพฤติกรรมของมนุษย์นั้นมีอยู่มากมาย แต่ถ้าพูดถึงคำอธิบายพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรม คุณงามความดี ยังไงก็คงหนีไม่พ้นทฤษฎีเก่าแก่ดั้งเดิมของ Sigmund Freud ที่พูดถึง Id, Ego และ Superego

Freud ได้กล่าวไว้ว่า หน้าที่การทำงานของจิตใจสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน นั่นคือ (1) Id ซึ่งเป็นส่วนของจิตใจที่เกี่ยวข้องกับการทำงานตามหลักสัญชาตญาณดิบ อยากได้อะไรต้องได้เดี๋ยวนี้ อยากมีอะไรต้องมีทันทีทันใด (2) Ego เป็นส่วนของจิตใจที่ทำหน้าที่ชะลอความต้องการของ Id และถ่วงดุลระหว่าง Id และ Superego โดยที่ Ego จะมีหน้าที่ในการคัดเลือกพฤติกรรมที่เห็นว่าเหมาะสมต่อเวลาและความคาดหวังของสังคม ส่วน (3) Superego จะเป็นส่วนของจิตใจที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมจรรยา ทำหน้าที่ในการควบคุมความต้องการของ Id

ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นก็อาจจะกล่าวได้ว่าลักษณะการทำงานของ Id, Ego และ Superego ก็เปรียบเสมือนกลไกการทำงานของนางฟ้ากับนางมารตัวน้อยที่คอยเป่าหูให้เราทำสิ่งต่าง ๆ ถ้า Id เปรียบเสมือนนางมาร สิ่งที่ Id จะคอยบอกเราก็คือสิ่งที่เราอยากได้ยิน ความต้องการต่าง ๆ ที่มันอาจจะขัดกับกฎหมาย หรือ ศีลธรรมในสังคม ส่วน Superego ก็เป็นนางฟ้าแสนสวยที่มาคอยห้ามไม่ให้เราทำตามความต้องการของ Id และตัวเราเองนั้นก็เปรียบได้กับ Ego เพราะสุดท้ายแล้วเราต้องเป็นคนที่เลือกว่าเราจะแสดงพฤติกรรมอะไรออกมา สิ่งที่เราเลือกก็จะชี้ให้เห็นว่าในการคานอำนาจกันในครั้งนั้นระหว่าง Id และ Superego ใครเป็นฝ่ายชนะ หรือว่า เสมอกัน ในกรณีที่ Ego สามารถปรับสมดุลความต้องการระหว่างขั้วอำนาจทั้งสองฝ่ายได้สำเร็จ

เมื่อเห็นกลไกที่มีอิทธิพลต่อการแสดงออกของมนุษย์เช่นนี้แล้ว เราอาจจะคิดว่าการทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นกว่าเดิมไม่น่าจะใช่เรื่องยาก ก็ไปเพิ่ม Superego ในแต่ละคนให้มันมีมากกว่าเดิมสิ เราจะได้มีคนดีมากขึ้น คำตอบคือ ทั้งใช่และไม่ใช่ค่ะ  การสร้างคนให้เป็นคนดีมันไม่ใช่งานที่ยาก แต่สิ่งที่ท้าทายและทำให้มันเป็นเรื่องยากก็เพราะว่า มันเป็นงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือกันของทุกฝ่าย

เวลาที่เราเจอใครทำกิริยาไม่ดี ไร้มารยาท ทำตัวไม่น่ารัก เรามักจะมีคำพูดติดปากว่า “พ่อแม่ไม่สั่งสอน” ซึ่งถ้ามองในมุมของ Freud มันก็ใช่ แต่ไม่ทั้งหมด การสร้างและพัฒนา Superego ให้เกิด ส่วนหนึ่งมาจากการอบรมสั่งสอนในครอบครัว  และอีกส่วนมาจากการซึมซับและเรียนรู้จากสังคม เพราะหลาย ๆ เรื่องครอบครัวก็ไม่ได้สอน แต่เราก็สามารถรับรู้ได้ว่าสิ่งไหนดีไม่ดี เพราะอะไร ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าหน้าที่ในการสร้างและพัฒนา Superego เป็นหน้าที่ของทั้งครอบครัวและสังคมที่บุคคลอาศัยอยู่

และเมื่อพูดถึงการซึมซับและการการเรียนรู้จากสังคม ก็อดไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึงทฤษฎีจิตวิทยาของ Albert Bandura ที่กล่าวถึงการเรียนรู้จากตัวแบบ ในหลาย ๆ ครั้งมนุษย์เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ถึงจะสามารถรับรู้ได้ว่าสิ่งใดควรทำไม่ควรทำ แต่เราสามารถรับรู้ได้จากการศึกษาและสังเกตตัวแบบ เช่น เมื่อเราเห็นว่าคนในสังคมทำผิดกฎหมายและถูกลงโทษ ถ้าเราไม่อยากถูกลงโทษเหมือนอย่างที่ตัวแบบได้รับ เราก็จะเกิดการเรียนรู้ได้เองว่า ก็ไม่ควรทำผิดกฎหมาย

ทั้งทฤษฎีของ Sigmund Freud และ Albert Bandura สามารถนำมาใช้ในการอธิบายปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคนดีในสังคมได้เป็นอย่างดี ถ้าเราคาดหวังอยากให้สังคมไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่กว่านี้ เป็นสังคมที่อุดมไปด้วยคนดีจริง ๆ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่วาทกรรม มันก็คงถึงเวลาแล้วที่เราทุกคน ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน เพราะหน้าที่ในการสร้างคนดีมันไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่หน้าที่ของพ่อแม่ หรือ ครอบครัว แต่มันเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม

นอกเหนือจากการพร่ำสอนให้เป็นคนดีของพ่อแม่และครูบาอาจารย์แล้ว เด็กเค้าก็ต้องการเห็นตัวอย่างของการเป็นคนดีในสังคมเช่นกัน
 
About the Author
จากบทบาทการเป็นอาจารย์และนักจิตวิทยา วันนี้เธอจะมาเล่าเรื่องจิตวิทยาที่แทรกอยู่ในเหตุการณ์ประจำวันให้คุณฟัง 
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เมื่อสาวลาดพร้าวเมือบ้านไปเฮ็ดเฮือน พบความชิคๆของอิสานยุคใหม่ เก๋ไก๋กูตูร์!
หนึ่งในสิ่งที่ลืมไม่ลง ในตลอดสี่เดือนที่ฝึกงานที่นี่ คือได้ขึ้นโรงพักเป็นครั้งแรกของชีวิต ด้วยคดีที่มีเงินและทรัพย์สินของคุณหมอหาย ในวันที่เราไปถ่ายทำกันในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง  ในใจตอนนั้นคืออย่าให้มีอะไรร้ายแรงเลย ...สาธุ