No sobs, no sorrows, no sighs.
This can't be love; I get no dizzy spells,
My head is not in the skies….”
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในร้านอาหาร หญิงสาวได้ยินเพลงเก่าของ Nat King Cole แว่วมาจากลำโพง เธออดยิ้มนิดๆกับตัวเองไม่ได้ ความหมายเพลงนี่ยังกับประชด agenda วันนี้เชียวนะ เธอนึก
เพื่อนหญิงของเธอรออยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว วันนี้ไม่ใช่การนัดเจอกันเพื่อคุยสัพเพเหระ เพราะ agenda วันนี้คือการปรับทุกข์ ที่แบกไว้มานานในชีวิตแต่งงาน เธอไม่แน่ใจว่าหลังมื้อนี้จบลง เพื่อนหญิงเธอจะพบกับทางแก้ไขหรือไม่ แต่อย่างน้อยการได้ระบายกับเพื่อนที่รู้ใจอย่างเธอ ที่เชื่อว่าไม่เอาไปขยายต่อ ก็น่าจะช่วยจิตใจที่สับสนของเพื่อนเธอได้บ้าง
เธอมาถึงโต๊ะ เลื่อนเก้าอี้เพื่อนั่งลง พลางเอามือเคลียร์พื้่นที่ กวาดกระดาษทิชชูเปียกด้วยน้ำตาและคราบมาสค่าร่าไปไว้ขอบโต๊ะ
“ไม่ง่ายๆ” เพื่อนหญิงที่นั่งอยู่ก่อนบอก “ฉันไม่มีความมั่นใจในตัวเองเหลือเท่าไหร่แล้ว รู้ว่ามันอาจไม่มีเหตุผล แต่หลังจากถูกว่า ถูกตำหนิอยู่ตลอดเวลา ฉันเริ่มรู้สึกตัวเองไม่มีวันทำอะไรให้เขาพอใจได้”
“แต่เธอก็ยังอยู่ต่อ” หญิงสาวพูดขึ้นทันที “เพราะเขาเป็นคนเดียวที่จะ approve ว่าเธอมีค่าหรือไม่ เท่าที่เธอเคยเล่า นี่มันเหมือนกับวิธี gashlighting ที่นักจิตวิทยาเรียกตามชื่อหนังเก่าที่ Ingrid Bergman เล่น สมัยปี 1944 ที่สามีทำให้ภรรยาสูญเสียความมั่นใจ จนใกล้บ้า เพราะต้องการควบคุมเธอ”
หญิงสาวหยุดพูดพลางยื่นที่มาสคาร่าปัดขนตาให้ แต่เพื่อนหญิงของเธอส่ายหัว เธอแตะแขนเพื่อนเชิงปลอบและพูดต่อ “และเธอเคยเล่าให้ฉันฟังว่า ไม่ว่าเธอจะขยับทำอะไร ในสายตาเขาไม่เคยดูดี นอกจากทำอย่างที่เขาบอก เท่านั้นเขาถึงจะว่าดี พอเธอจะหนีออกมา เขาก็ทำตัวน่าสงสาร ร้องไห้จนเธอใจอ่อนและรู้สึกผิด พอกลับเข้าไปใหม่ ก็เข้าสู่ pattern เดิมๆอีก คือ เขาสำแดงอำนาจขึ้นมาทันที พร้อมกับ say no เกือบทุกอย่างที่เธอคิดและทำ และเธอก็ยอม”
“และก็หนีออกมา และก็กลับไปใหม่ วนไม่รู้จบ” เพื่อนหญิงของเธอต่อประโยค พลางหัวเราะ แต่ด้วยเสียงสั่น น้ำตาคลอ

Gaslighting เป็นวิธีการ manipulation หรือ การบีบบังคับให้เป็นไปตามต้องการ ที่พบได้ทั้งในชีวิตคู่ไปจนถึงที่ทำงาน เป็นวิธีการทำลายความมั่นใจในตัวเองของเหยื่อด้วยวิธีต่างๆ ทำให้เหยื่อรู้สึกว่าตัวเองไร้ความสามารถ ด้วยการด่าว่าซ้ำๆ จนในที่สุดเหยื่อถูกกดดัน ไม่มีทางออก ต้องหันมาพึ่งพา “คำแนะนำ” จากผู้นั้นเสมอ พร้อมกับรอคอยการยอมรับที่จะหยิบยื่นให้ โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องเชื่อฟังในทุกประการเสียก่อน ถึงจะเป็น “คนดี” ได้
ในแง่ game theory วิธี gashlighting เป็นวิธีการที่น่ากลัวยิ่ง เพราะแฝงกายมาในรูปของความหวังดี นัยว่าเป็นเป็นการเล่น cooperative strategy แต่ที่จริงแล้ว คือการเอาชนะอย่างเด็ดขาด หรือใช้ dominant strategy อย่างลับๆ
ด้วยความที่เหยื่อเข้าใจว่า อีกฝ่ายเสนอ cooperative strategy ฉันมิตรมา และเหยื่อเองก็ต้องการอยู่แล้วที่ให้ความสัมพันธ์ยืนยาว จึงทำให้เหยื่อเล่น cooperative strategy ตอบ โดยหารู้ไม่ว่า ที่จริงแล้ว อีกฝ่ายกำลังเล่น dominant strategy อยู่ ซึ่งตามหลัก game theory นั้น หาก ผู้เล่น cooperative strategy ไปเจอกับผู้เล่น dominant strategy เมื่อใด ผู้ที่เล่น cooperative strategy ย่อมจะพ่ายแพ้เสมอ
เป็นไปได้ว่า ผู้ที่กำลังใช้วิธี gashlighting อาจไม่รู้ตัวเลยก็ได้ เช่นเดียวกับเหยื่อก็ไม่เคยคิดว่าตนกำลังถูก gaslight และที่น่าสนใจไปกว่านั้นอีกก็คือ ต่อให้เหยื่อรู้ว่ากำลังถูกกระทำ ก็ยังยอมให้ทำต่อไปเรื่อยๆ
ทำไมเหยื่อ gaslighting ถึงยอม? พวกเขาไม่รู้ และอ่านเกมไม่ออกเลยหรือ และถึงรู้ ทำไมยังยอมอยู่ได้ ?
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่า จะหลุดจากวงจรนี้ได้อย่างไร หากถามว่า ฉันยังรักเขาอยู่ไหม ก็คงต้องบอกว่า ใช่ เธอรู้ไหมว่า ในยามโรแมนติกนั้น เขาเอาใจสุดๆ และเมื่อนึกถึงความพยายามเหล่านั้น ฉันก็จะรู้สึกผิดและเกลียดตัวเองมาก หากจะไม่ยอมทำตามที่เขาต้องการ... “
“เฮ้อ นั่นแหละปัญหา” หญิงสาวแย้ง “เธอรู้สึกผิดก็เลยยอมให้ตัวเองไม่มีความสุข หรือไม่ก็ เธอต้องการ moment สั้นๆ เวลาเขาดีด้วย เพื่อแลกกับความทุกข์ทั้งวัน รู้มั้ย นี่มันเคสแบบคลาสสิกของ emotional blackmail ของพวก nacissism เลยหละ แถมบวก gaslighting เข้าไปอีก นั่นก็คือ เธอรู้สึกว่าจะมีตัวตน เป็นคนที่ยอมรับได้ ก็ต่อเมื่อเขา approve ก่อนเท่านั้น”
เพื่อนของเธอนิ่งไป ใช่ มันถูกทุกอย่างที่หญิงสาวพูดมา เธอเองก็รู้ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร คงไม่ต่างจากคนที่รู้ว่ายาเสพติดไม่ดี แต่ก็ติดไปแล้ว
Emotional blackmail เป็นคำที่นักจิตวิทยา Dr. Susan Forward นำมาใช้กับหนังสือ best seller ในทศวรรษ 1990s ของเธอ ว่าด้วยเรื่อง การเตือนถึงการตกเป็นเหยื่อของวิธีการทำให้ผู้อื่นรู้สึก 1.กลัว 2. เป็นหน้าที่ หรือ 3. รู้สึกผิด ( “FOG” Fear-Obligation-Guilt) จนเหยื่อต้องยอมทำตามความต้องการ
emotional blackmail เป็นสิ่งพบได้ในชีวิตประจำวัน ทุกคนเคยเจอและเคยใช้ แต่สำหรับบางคนนั้นกลายเป็นนิสัยประจำติดตัว จนแนบแน่นเป็นบุคลิกของคนนั้นไป เมื่อ emotional blackmail ถูกใช้ควบคู่ไปกับ gaslighting ผลที่ได้คือ เหยื่อถูก locked ปิดกั้นทั้งสองทาง ด้วย 1. ด้าน fear-obligation-guilt และ 2. ด้าน การสูญเสียความมั่นใจในตนเอง จนไม่มีทางอื่นใด นอกจากต้องพึ่งพาผู้กระทำ ซึ่งทำให้ยิ่งง่ายต่อการถูก emotional blackmail หนักขึ้น จนวนเป็น loop ที่แก้ยากขึ้นเรื่อยๆ
นักจิตวิทยาบอกว่า คนที่นิยมใช้ gaslighting + emotional blackmail นั้น มักเป็น พวกหลงตัวเอง หรือ nacciscist ซึ่งโดยธรรมชาติ คือคนที่ไม่มีความมั่นใจในตนเองอย่างสูง และ กระหายการยอมรับจากสังคมอย่างแรง โดยแสดงออกด้วย 1. การ อวดหรือ show off ต่างๆ หรือไม่ก็ 2. เก็บความรู้สึกนี้ไว้เงียบๆ โดยพยายามจำกัดชีวิตให้อยู่แต่ใน comfort zone ที่ตนยังดูดีอยู่
จุดอ่อนอันเปราะบางของ naccisiscist ก็คือ การถูกปฎิเสธการยอมรับ ทำให้วิธี gaslighting มาตอบสนองได้เป็นอย่างดี เพราะ จุดประสงค์สูงสุดของวิธี gaslighting คือ ต้องการให้เหยื่อยอมรับอย่างราบคาบ
ยิ่งใน nacissicist ที่ชีวิตจริงไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ไม่ค่อยมีเพื่อน ก็ยิ่งจะมีความต้องการเหยื่อแบบ exclusive หรือ เฉพาะส่วนตัว มากขึ้นเท่านั้น เพราะทำให้พวกเขาสบายใจว่า อย่างน้อย ก็ยังมีคนที่ยอมรับและภักดีในตัวเขา ทำให้พวกเขาสามารถรักษาความมั่่นใจตนเองไว้ได้ในระดับหนึ่ง และประคับประคอง ego อันเปราะบางไว้พอได้
ที่จริงแล้ว nacciscist ที่ใช้วิธี gaslighting นั้น มีความต้องการเหยื่อ มากกว่า ที่เหยื่อต้องการพวกเขาเสียอีก และนี่คือ กุญแจดอกแรก ที่อาจทำให้เหยื่อสามารถหลุดพ้นออกจากการถูก gaslighting ได้ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว อำนาจการต่อรองที่เหนือกว่า อยู่ในมือเหยื่อต่างหาก
กุญแจดอกที่สอง ก็คือ การตระหนักว่า คนที่ใช้วิธี gashligting นั้น ไม่ได้ทำเพราะรักจริง ถึงแม้ว่าความรักจะถูกยกมาเป็นข้ออ้างอยู่ตลอดเวลาก็ตาม เพราะที่จริงแล้ว ผู้ที่ gaslight ต้องการเหยื่อมาครอบครองเพื่อประโยชน์สำหรับตัวเขาเอง เพื่อชดเชยความไม่มั่นใจในตนเองอย่างรุนแรงเสียมากกว่า--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
“เธอแนะให้ฉัน กล้าปฏิเสธเขาน่ะเหรอ แล้วถ้าเขาเสียใจอีกล่ะ ฉันก็จะรู้สึกผิดอย่างบ้าบอ อีกอ่ะดิ ”
หญิงสาวนิ่งไปชั่วอึดใจ มองตาเพื่อนอย่างซีเรียส และพูดต่อ
“เอางี้ ถ้าเขารักเธอจริง เขาก็ต้องอยากให้เธอมีความสุขได้ด้วยตัวของเธอเอง ยืนได้ด้วยตัวเอง และมีชีวิตอย่างที่เธอเคยฝันไว้ เธอจะกล้าพิสูจน์ไหมล่ะ? ”
อาหารมื้อนั้นผ่านไป หญิงสาวรู้ดีว่า การบ้านที่เพื่อนสาวเธอต้องเอาไปขบคิดนั้นหนักหน่วงเพียงใด และรู้ดีว่า แค่ชั่วโมงกว่าของมื้อเย็น คงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ทันที
เธอเดินออกจากร้านอาหารด้วยความรู้สึกปนเศร้าแทนเพื่อน เสียงเพลงเดิมตอนที่เธอเดินเข้ามาในร้าน วนกลับมา replay อีกครั้ง
“This can't be love, because I feel so well…”
ใช่ละ มันไม่ใช่ความรักแน่ ถ้ามันจะรู้สึกดีเว่อปานนั้น เธอคิด ว่าแล้วก็ยิ้มให้กับชีวิตโสดอิสระของเธอ หลังจาก หลุดพ้น gaslighting มาแล้วสองปี






