OPINION

ตามหาฝัน กับ ทางตัน

สุรพร เกิดสว่าง
28 พ.ค. 2561
 “Then I was young and unafraid
And dreams were made and used and wasted..”
 
..Now life has killed the dream I dreamed.”
 
เพลง I Dream a Dream ใน Les Miserable  เนื้อร้องโดย  Alain Boublil / Herbert Kretzmer (Eng translation) พรรณาเหมือนกับคำพูดที่ว่า การเป็นผู้ใหญ่ คือการยอมรับความจริงว่า ความฝัน หรือ “เป้าหมายในชีวิตที่ต้องการไปถึง” นั้น มันเป็นจริงไปไม่ได้
 
ความรู้สึกเช่นนี้ มักค่อยๆเกิดจากการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ และซึมซาบไปเองว่า ในโลกที่มีข้อจำกัดมากมายนั้น อะไรที่เคยอยากได้ ก็จะไม่มีทางได้ครบหมดตรงตามที่ต้องการ บางครั้ง สิ่งที่ได้ ก็ห่างไกลเสียเหลือเกินจากความคาดหมายที่เคยมีมานานแสนนาน หรือ ไม่ก็ตรงกันข้ามด้วยซ้ำไป
 
นักพูดปลุกใจ อาจจะบอกว่า จะไปยอมรับสภาพเช่นนั้นไม่ได้ คนเราต้องตามความฝันนั้นให้ได้ ต้องทุ่มเทอย่างแน่วแน่ มิเช่นนั้นชีวิตจะไร้ความหมาย เสมือนว่าอยู่ไปเรื่อยวันๆ  อย่า”ยอมแพ้”เด็ดขาด
 
แต่นักจิตวิทยามองตรงข้าม โดยบอกว่า หากทำอย่างนั้น ดีไม่ดี จะไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย อีกทั้งเป็นการอันตรายหากคนเรายืนยันที่จะ “follow your dream” อย่างแน่วแน่เด็ดขาด นักจิตวิทยาอย่าง Gregory Miller แห่ง University of British Columbia  และ Carsten Wrosch แห่ง Concordia University ที่ Quebec บอกว่า คนที่ยื้อต่อสู้กับความฝันอย่างเอาเป็นเอาตายจะมีความเสี่ยงสูงเรื่องสุขภาพกายและจิตใจ
 
อีกทั้งในคนที่ได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จนั้น เราไม่มีทางรู้จริงๆว่า สิ่งที่เขาบรรลุเป้าหมายนั้น เป็นไปตามความฝันอย่าง original ที่เคยมีมาจริงๆอย่างที่พูดไว้หรือเปล่า เขาอาจจะเปลี่ยนความฝันมาหลายครั้งก็ได้ ไม่มีใครรู้  
 
และเรื่องของความสำเร็จ ยังอาจเป็นเป็นเรื่องที่ทางสถิติเรียกว่า selective bias อีกด้วย นั่นคือ เราได้เห็นเฉพาะเรื่องดีๆที่จบแล้ว ก็เลยคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่หากใครๆทำได้ เราก็ควรทำได้เหมือนกันหากพยายามพอ  แต่ที่จริงแล้ว เรายังไม่เห็นเรื่องของคนอื่นอีกมากมายที่พยายามเท่าไหร่ ก็ยังไม่สามารถวิ่งตามความฝันตนเองได้
 
ถ้าอย่างนั้น หมายความว่า เราไม่ควรมีความฝันหรือไม่?
 
ถ้าจะให้ชีวิตมีความหมาย ยังไงคนเราก็ต้องมีความฝัน เหมือนอย่างที่ Hammerstein เขียนไว้ในบทเพลงของละคร South Pacific ว่า “If you don’t have a dream, how can you make the dream comes true?”
 
แต่ประเด็นอยู่ที่ ความฝันนั้น ต้องตั้งอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่โลกสวย
 
Gran Hoverson จาก Columbia University ผู้เขียนหนังสือดัง “Succeed, How we Can Rech Our Goal” บอกว่า ถ้าพบว่าความฝันนั้นไม่ work แล้วละก็ ถอยดีกว่า
 


Hoverson อธิบายว่า ทุกวันนี้เราถูกสอนมาว่า ให้พยายามถึงที่สุด ประเภท “never say never” ซึ่งที่จริงแล้ว เราควรจะถามตัวเองตลอดเวลาว่า ทีเรากำลังทำอยู่นั้น เรารู้สึกว่ามีทั้ง “sense of purpose AND progress” หรือไม่  ถ้ามีแค่ ความปราถนา แต่ไปๆมาๆแล้ว ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าเสียที ก็อาจแสดงว่า ความฝันที่มีอยู่นั้น ชักจะไม่ work เสียแล้ว จึงควรปรับเปลี่ยนเป้าหมายเสียใหม่ และจะเป็นวิธีืที่ดีกว่าสู้แบบเอาเป็นเอาตาย หรือ  “do or die trying” เหมือนอย่างทีพูดปลุกใจกัน 
 
เพราะในชีวิตจริง มีข้อจำกัดอย่างมากมายที่เกิดขึ้นระหว่างชีวิตที่ผ่านไป บางอุปสรรคที่โผล่มาเป็นสิ่งที่ไม่มีทางคาดหมายได้ล่วงหน้า อีกทั้งสภาพแวดล้อมในแต่ละปีก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ  ดังนั้น ในเมื่อเราเป็นผู้กำหนดความฝันนั้นเอง มิใช่ใครที่ไหน เราจึงควรมีสิทธิ์ที่จะปรับเปลี่ยนความฝันได้ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริง อีนถือเป็นการ “update ความฝัน” ให้เป็นไปได้มากที่สุด ไม่ใช่การ “ยอมแพ้” แต่อย่างใด
 
Seth Godin ผู้เขียนหนังสือระดับ best sellers 18 เล่ม บอกว่า ที่จริงแล้ว “ผู้ชนะคือคนที่ยอมแพ้อยู่บ่อยๆ” ต่างหาก พวกเขาเก่งกว่าคนอื่นตรงที่รู้ดีว่า เมื่อไหร่ควรจะยอมแพ้ เพราะการยอมแพ้ครั้งหนึ่ง ย่อมหมายความว่า ได้รับรู้ความผิดพลาดและเรียนรู้ ในทางตรงข้าม การไม่ยอมแพ้เลย โดยยึดคติว่า “Winners never quit” เป็นการปฏิเสธการเรียนรู้อย่างหัวชนฝา และผลท้ายสุด ก็นำไปสู่การพ่ายแพ้อยู่ดี แถมคราวนี้ ไม่ได้มาจากความสมัครใจเองด้วย   
 
สิ่งที่ควรให้ความสำคัญกว่าความฝันนั้น ก็คือ passion เพราะ passion เป็นพลังขับเคลื่อนความฝันให้เกิดขึ้น Passion เป็นเรื่องที่อยู่ๆจะสร้างขึ้นมาไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองจากการได้ไปสัมผัสเรื่องต่างๆ
 
ปัญหาคือ เรามักสับสนระหว่าง passion กับ dream ที่มีความแตกต่างอยู่ตรงว่า passion นั้น เปลี่ยนเองไม่ได้ มันจะเกิดขึ้นหรือดับไปเอง เราไม่มีทางบังคับได้ หาก passion ตาย ความฝันก็ตายไปด้วย
 
ส่วน ความฝัน นั้น เราเปลี่ยนมันได้ โดยเฉพาะเราสามารถเปลี่ยนเพื่อหาทางเพื่อให้สิ่งที่เป็น passion ของเรานั้น ได้รับการตอบสนองหรือ fulfil ให้ได้
 
เช่น บางคนอาจจะมี passion เรื่องพิชิตยอดเขาให้ได้ และมีความฝันว่าจะไปถึง Everest แต่ถ้าหากทำไม่ได้ ก็เปลี่ยนความฝันนั้น หันไปพิชิตยอดเขาอื่น ก็ยังทำให้ passion นั้นได้ fulfil หรือ คนที่มี passion ในเรื่องช่วยเหลือคน ก็ย่อมมีความฝันได้หลายวิธี และสามารถเปลี่ยนได้หากความฝันนั้นไม่ work
 
เพราะที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือ การสนอง passion ส่วนความฝันในชีวิตนั้น เป็นเพียงเป้าหมายที่ปรับเปลี่ยนได้ เพื่อมารับใช้ passion เท่านั้น ถ้าฝันนี้จะสลาย ก็เปลี่ยนใหม่ได้ หากฝันนั้นจะพัง ก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่ passion ยังอยู่
 
การแยกออกว่า อะไรคือ passion อะไรคือความฝัน คือการไม่หลงประเด็นไปยึดติดจนเสียใจมากมายเมื่อความฝันนั้นไปไม่ถึง เพราะจริงๆแล้วเราฝันแบบอื่นก็ได้อีกมากมายหลายทาง เพื่อให้ passion นั้นได้รับการ fulfil  
 
เรื่องของความฝัน ยังเป็นได้ทั้งความฝันแท้ๆ และ ความฝันแบบหลอกๆ โดยที่เจ้าของเองก็อาจไม่รู้ว่า นั่นคือความฝันแบบหลอก และใช้เวลาทั้งชีวิตวิ่งตาม เพียงเพื่อที่จะพบว่า เมื่อถึงตรงนั้นแล้วกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด  
 
ความแตกต่างระหว่าง ของจริง กับ ของไม่จริง นี้ อยู่ที่ว่า ความฝันนั้นเป็นแบบ “to be” หรือ “to do”
 
เช่น บางคนบอกว่า ในบั้นปลายชีวิตการทำงาน ต้องการเป็นผู้บริหารบริษัทใหญ่ เป็นนักการเมือง เป็นเจ้าของกิจการมีรายได้ xxx ล้านขึ้นไป ซึ่งดูเหมือนว่า เป็นความฝันที่ชัดเจนดี แต่ความฝันเหล่านี้ เป็นเรื่องของสัญญลักษณ์ของความสำเร็จตามมาตราฐานสังคม แต่อาจไม่ใช่สิ่งที่ตัวเราเองต้องการอย่างแท้จริง หากเอาไว้อวดโลกมากกว่า
 
เรียกได้ว่าเรื่องของ “to be” ไม่ใช่ “to do” นั่นคือ เราต้องการ“เป็น”โน่นนี่ แต่ไม่ได้ให้ความสนใจว่าอยาก“ทำ” อะไร 
 
เราฝันแบบ to be ว่า ในอนาคตอยากมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี มีคนยกย่องนับถือให้เกียรติ แต่ไม่ค่อยฝันว่า อยากทำอะไรบ้างเมื่อได้เป็นอย่างที่ว่าแล้ว นั่นเพราะตรงนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ 
 
นักจิตวิทยาบอกว่า ความอยาก “to be” เป็นความปรารถนาที่ต้องการการยอมรับจากสังคมมากกว่าอย่างอื่น นั่นคือ จะมีความสุข หรือเชื่อว่า มีความสำเร็จบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้ ก็ต้องให้สังคม approve เสียก่อน ความฝันแบบ to be จึงเป็นเรื่อง external หรือ เรื่องนอกกาย ที่ต้องขึ้นอยู่กับความพอใจของคนอื่นเป็นหลัก
 
อีกทั้ง ความฝัน to be ที่ว่านั้น บางครั้งก็ไม่ใช่ความฝันของเราเอง เพื่อตัวเราเองเสียทีเดียว บางอย่างเป็นการต้องการความยอมรับจากสังคมมากกว่า บางอย่างเป็นเพียงต้องการชดเชย “ปม” บางประการ หรือบางอย่าง เป็นเพียงการทำตามสิ่งที่คนอื่นอยากให้ทำ
 
ส่วนความปราถนาแบบ “to do” เป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่อง internal  ที่ไม่เกี่ยวกับว่าใครจะคิดอย่างไรเท่าใดนัก จะถือว่าบรรลุเป้าหมายหรือไม่ ไม่ต้องอาศัยสังคมมา approve เพราะเป็นเรื่องของเราเอง ที่เรารู้อยู่แก่ใจ
 
To do จึงเป็นความฝันอย่างแท้ และไม่น่าประหลาดใจว่า คนที่ฝันแบบ to do มักไปถึงสิ่งที่ต้องการได้มากกว่า เพราะภาพในอนาคตที่เขาจินตนาการหรือ visualize นั้น เต็มไปด้วยรายละเอียด เต็มไปด้วย action ที่เป็น “ความอยาก” จริงๆ  โดยมัก focus ว่า เมื่อได้ทำตามที่ปราถนาสำเร็จแล้ว จะได้เกิดผลนั่นนี่อย่างไร และนั่นคือความสุขที่พวกเขาต้องการไปให้ถึง
 
ส่วนคนที่ฝันแบบ to be จะนึกถึงภาพ โดย visualize ว่า เมื่อได้เป็นอย่างที่ต้องการแล้ว จะมีคนชื่นชมอย่างนั้นนี้ และนึกถึงความสุขที่ได้จากความภูมิใจในสถานภาพนั้น   
 
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าประหลาดใจว่า คนที่ฝันแบบ to be มักเจอกับความเจ็บปวดมากกว่า เพราะ ถ้าหากเขาไปไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนความฝันนั้นไปเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร
 
เพราะเป็นความฝันที่ไม่ได้เป็น “passion-base” หรือ ตั้งปักหมุดอยู่บน passion นั่นเอง
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ข่าวลือ สามารถทำให้คนแชร์เกิดความสุขได้ จึงไม่น่าประหลาดใจว่า ทำไมคนถึงชอบแชร์ข่าวลือกันนัก จนบางคนติดเป็นนิสัย
 
ทุกคนย่อมอยากจะรักคนที่เรารักให้นานที่สุด และให้คนที่รัก รักเราต่อไปให้นานที่สุดเช่นเดียวกัน