OPINION

ดูหนัง Darkest Hour เมื่อโวหารช่วยชาติในชั่วโมงหม่นหมอง และประเทศสแตนดี้

ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์
15 ม.ค. 2561
ในประเทศที่เราพากันปิดทีวีหนีการปราศรัย (รวมทั้งไม่อยากได้ยินเสียง) นายกฯ ทุกเย็นวันศุกร์ คนไทยคงนึกไม่ออกหรอกว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้วสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของประเทศอังกฤษสามารถหว่านล้อมและสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนและนักการเมืองด้วยกัน ให้มีใจสู้ศัตรูที่เหนือกว่าชนิดเทียบไม่ติดได้ พลิกเกมให้อังกฤษหลุดจากไก่รองบ่อน มาเป็นผู้ชนะด้วยความอึดระดับตำนาน
               
Darkest Hour คือหนังซึ่งเพิ่งเข้าโปรแกรมไปเมื่อวันพฤหัสที่ 11 มกราคม แกรี โอลด์แมน เพิ่งได้โกลเดนโกลบไปจากบทนายกรัฐมนตรีในตำนาน วินสตัน เชอร์ชิล ก่อนหน้านี้มีดาราอื่นรับบทรัฐบุรุษตัวแสบคนนี้กันไปหลายคน พูดเลยว่าแกรี โอลด์แมนเป็นเชอร์ชิล ที่ดูแล้วเชื่อสนิทใจ ทั้งรูปร่างหน้าตาท่าทางอินเนอร์และน้ำเสียง รักโบว์ไทลายจุดของแกมาก (ใครดูฉากในรถใต้ดินแล้วไม่ซึ้งก็ให้มันรู้ไป)
               
หนังเดินเรื่องในช่วงสองสามสัปดาห์ในระยะต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนนั้นกองทัพเยอรมันนาซีของฮิตเลอร์อันแข็งแกร่งบุกยุโรปอย่างสายฟ้าแลบ ทุกประเทศตั้งแต่โปแลนด์ยันเบลเยี่ยมแพ้ย่อยยับ ฝรั่งเศสกำลังจะเป็นรายต่อไป อังกฤษเองเคยเป็นมหาอำนาจแต่ตอนนั้นไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมจะทำสงคราม ต่างกับเยอรมนีซึ่งเตรียมกำลังมาตีชาวบ้านเต็มที่ นายกฯ อังกฤษ เนวิล เชมเบอร์แลนด์ซึ่งใช้นโยบายรอมชอมกับฮิตเลอร์มาตลอดลาออก ต้องหานายกคนใหม่มาเป็นผู้นำรัฐบาลผสมระหว่างพรรคอนุรักษ์นิยมและพรรคแรงงาน และเชอร์ชิลก็เป็นสส.อำมาตย์คนเดียวที่พวกฝ่ายค้านหรือพรรคแรงงานยอมรับ
               
เชอร์ชิลผู้เป็นหมาหัวเน่าในหมู่อภิสิทธิ์ชนด้วยกัน เป็นนักการเมืองคนเดียวในไม่กี่คนที่เล็งเห็นภัยอันตรายของเยอรมันนาซี หนัง Darkest Hour ยังเน้นความสามารถในฐานะนักปาฐกถาของเชอร์ชิล
               
ในหนังเรื่องนี้มีพระเจ้าจอร์จที่หกซึ่งเป็นพระบิดาของพระราชินีอลิซาเบทที่สองอยู่ด้วย ตอนนั้นเพิ่งครองราชย์ จำพระเจ้าแผ่นดินติดอ่างใน The King’s Speech ได้ใช่ไหมครับ ในหนังเรื่องนี้พระเจ้าจอร์จก็โดนพวกนักการเมืองละ...ละ...ละ...ล้อลับหลังเรื่องที่ทรงติดอ่างอย่างมันปาก น่าสังเกตว่าในหนังเรื่อง The King’s Speech สุนทรพจน์หรือในที่น่าจะเรียกว่าพระราชดำรัส มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก คือไม่ใช่เป็นแค่คำพูดเท่ๆ หรือเป็นส่วนหนึ่งของพิธีการ แต่คือพระราชดำรัสซึ่งบรรจุไว้ด้วยสาระสำคัญ มีจุดประสงค์ต้องการจะสื่อถึงจิตและใจของประชาชน พระราชดำรัสของพระองค์มีส่วนช่วยให้พสกนิกรเตรียมตัวเตรียมใจว่าบ้านเมืองจะต้องเข้าสู่สงครามอีกแล้ว
               
ผู้เขียนเลยลองแปลมาเตือนความจำกันนิดนึง
               
“ในช่วงเวลาวิกฤติ ซึ่งจะชี้ขาดชะตากรรมของประเทศอังกฤษคราวนี้ ข้าพเจ้าขอส่งสารสู่ราษฎรของข้าพเจ้า ทั้งที่อยู่บ้านเกิดเมืองนอนและที่อยู่ต่างแดน ด้วยน้ำเสียงและถ้อยคำจากใจ ราวกับว่า
ข้าพเจ้าสามารถก้าวเข้าไปกล่าวถ้อยคำนี้ต่อหน้าท่านทั้งหลายในบ้านเรือนของท่านเอง

ว่าสำหรับพวกเราส่วนใหญ่แล้ว นี่จะเป็นครั้งที่สองที่ประเทศเราเข้าสู่ภาวะสงคราม...”

ช่วงที่มีพระราชดำรัสว่าด้วยการเข้าสู่สงครามของอังกฤษเป็นเวลาไล่เลี่ยกันกับสุนทรพจน์ของวินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีผู้มารับตำแหน่งในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน ขณะเดียวกันเขาก็เป็นคนใจสู้กัดไม่ปล่อยจนคนชอบเปรียบเปรยเขากับหมาบุลด๊อก สุนทรพจน์ในรัฐสภา (ไม่ได้ถ่ายทอดผ่านวิทยุบีบีซีเหมือนพระราชดำรัสของพระเจ้าจอร์จ แต่มีรายการข่าวอย่างละเอียดภายหลังในวันเดียวกันนั้น) เป็นการเตรียมใจคนอังกฤษทั้งประเทศให้พร้อมรบ ซึ่งตอนนั้นประชาชนยังเห็นสงครามในยุโรปเป็นเรื่องไกลตัว นิธิ เอียวศรีวงศ์พูดถึงสุนทรพจน์นี้ของเชอร์ชิลว่า “...ในยามวิกฤติของชาติ เชอร์ชิลใช้วาทศิลป์ของตนเพื่อปลุกคนอังกฤษที่กำลังสิ้นหวังในสงคราม ให้กอดคอฝ่าฟันความยากลำบาก จนนำไปสู่ชัยชนะ...”

ท่อนสรุปอันเร้าใจของสุนทรพจน์ซึ่งเป็นฉากสำคัญใน Darkest Hour คือ “... เราจะสู้จนถึงที่สุด เราจะสู้ในประเทศฝรั่งเศส เราจะสู้ในท้องทะเลและมหาสมุทร เราจะสู้บนฟากฟ้าด้วยความองอาจและแสนยานุภาพซึ่งทวีความแข็งแกร่ง เราจะปกปักรักษาเกาะของเราไว้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม เราจะสู้บนหัวหาด เราจะสู้ที่ลานบิน เราจะสู้ทั้งในทุ่งนาและตามท้องถนน เราจะสู้ตามป่าเขา และเราจะไม่มีวันยอมแพ้...”

การใช้สุนทรพจน์ระดมความเป็นหนึ่งเดียวในชาติดูจะเป็นธรรมเนียมของประเทศตะวันตกสายประชาธิปไตย สุนทรพจน์คือศาสตร์และศิลป์ซึ่งพัฒนาและเติบโตมากว่าสองพันปีตั้งแต่สมัยกรีกและโรมัน มีซิเซโร นักปาฐก นักกฎหมาย นักการเมืองระดับตำนานเมื่อสองพันปีก่อน เป็นครูใหญ่ ซิเซโรเป็นเจ้าของสำนวนอย่าง “ปุถุชนพลาดกันได้ แต่คนผิดซ้ำซากนี่คือปัญญาอ่อน” และ “เสรีภาพนั้นหรือ คืออำนาจที่เอื้อให้บุคคลใช้ชีวิตได้อย่างที่ต้องการ”

ซิเซโรใช้ปากของตนเป็นอาวุธ เขากล่าวสุนทรพจน์ในสภาซึ่งจัดมาเป็นชุดทั้งหมดห้าตอนราวกับซีรีส์ บี้นักการเมืองซึ่งมีแผนร้ายจะยึดอำนาจ จนกรุงโรมรอดจากทรราชมาได้ เขาบอกด้วยว่าสุนทรพจน์ไม่ใช่แค่การตีฝีปาก แต่ผู้พูดควรพัฒนาจิตใจให้สูง แล้วคำพูดของตนก็จะมีประโยชน์แก่คนฟัง และบรรลุตามเป้าหมายของผู้พูดเอง

ฟังดูสูงส่งไม่ใช่เล่น แต่ก็เป็นเรื่องที่มีคนทำสำเร็จมาแล้ว บ่อยครั้งด้วย

พอดูหนังจบ ผู้เขียนก็มานึกๆ ดูว่าในประวัติศาสตร์แล้วมีนักการเมืองหรือผู้นำไทยคนไหนเคยใช้สุนทรพจน์เพื่อบอกข้อมูลสำคัญอย่างตรงไปตรงมา และเพื่อหว่านล้อมจิตใจของชาวบ้านให้พร้อมทำอะไรให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แบบเชอร์ชิลหรือพระเจ้าจอร์จที่หกในหนังบ้างไหม แต่ว่าหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เข้าใจนะว่าสุนทรพจน์ไม่ใช่ธรรมเนียมไทย เรามักมองบรรดานักพูดว่าเป็นพวกเก่งแต่ตีฝีปาก อย่าไปเอานิยายอะไรกับคนพวกนี้ ซึ่งก็ดูจะไปกันได้ดีกับความเชื่ออย่าง ‘คนพูดไม่ทำ คนทำไม่พูด’ นอกจากนั้นการสื่อสารจากรัฐมายังประชาชนจะเป็นคำสั่งมากกว่าที่จะเป็นการขอความร่วมมือ พรรคการเมืองที่มีมือปราศรัยเก่งๆ ก็ถูกมองว่าเป็นเข่งใส่พวกดีแต่พูด ไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ในประเทศที่เราบอกว่าคนกะล่อนอย่างศรีธนชัยเป็นแค่ฮีโร่ในด้านการเอาตัวรอด สุนทรพจน์ถูกมองว่าเป็นแค่การตีฝีปาก ซึ่งฝรั่งบางพวกก็มองแบบนี้ ยกตัวอย่างพรรคอนุรักษ์นิยมซึ่งไม่ถือหางเชอร์ชิล ประณามว่าเขามีแต่ลมปาก จะเอาอะไรไปสู้เยอรมันซึ่งติดอาวุธมาอย่างพร้อม ในหนังรัฐมนตรีฮาลิแฟกซ์เองยังเปรยขึ้นมาหลังคำปราศรัยเลยว่า “เชอร์ชิลเพิ่งติดอาวุธให้ภาษา แล้วส่งไปรบ”

เราอยู่ในประเทศซึ่งประชาชนตั้งตารอฟัง ‘ประกาศคณะปฏิวัติ’ ฟังให้รู้ว่าใครยึดอำนาจแล้วก็เราต่างคนต่างก็แยกย้าย เป็นแบบนี้มานับสิบๆ ปีแล้ว
ประกาศตูมเดียวจบ ไม่ต้องมาใช้โวหารหว่านล้อมให้เมื่อยปาก
เราคุ้นกับประกาศ มากกว่าคำปราศรัย

เราอยู่ในประเทศที่ คำขวัญสั้นๆอย่าง “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” ของจอมพลป. พิบูลสงคราม (ผู้ริเริ่มธรรมเนียมยืนตรงเคารพธงชาติทุกแปดโมงเช้า) ประกอบกับกระบวนการใช้อำนาจรัฐ สามารถเปลี่ยนนิสัยคนทั้งประเทศในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยที่หลายเรื่องก็ยังตกทอดมาจนทุกวันนี้ ราวห้าสิบปีก่อน เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ล้มกระดานทางการเมืองรวมทั้งยกเลิกพรรคการเมือง ผลักเมืองไทยเข้าสู่ระบอบเผด็จการเต็มรูปแบบ เราจำได้แต่คำประกาศอย่างลูกผู้ชายของท่านจอมพลว่า “ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว” ทุกวันนี้ก็ยังมีหลายคนอาลัยอาวรณ์นักการเมืองมาดลูกผู้ชายอย่างจอมพล สฤษดิ์อยู่

คือทหารสมัยก่อนจะเป็นโวหารแมนๆ ห้วนๆ แบบนั้น
ทหารสมัยนี้ก็คงได้แค่ “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี”

ก่อนหน้าลุงตู่ (ซึ่งเขาว่ากันว่าเป็นคนตลก) เราก็มีนายกฯ ซึ่งเคยได้รับฉายาว่าตลกหลวง เขาคือนายควง อภัยวงศ์ ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งต่อจากจอมพล ป. ในช่วงท้ายของสงคราม เมื่อจะต้องลงสนามเลือกตั้งแข่งกับนายวิลาส โอสถานนท์ นายควงก็ปล่อยมุกให้สัมภาษณ์ว่า “เหล็กวิลาสหรือจะสู้ตะปูควง”

แล้วนายควงก็ชนะการเลือกตั้ง
อันนี้ตลกจริง
               
เราอยู่ในประเทศที่ปกครองโดยนักการเมืองซึ่งเคยเป็นทหาร ผู้ซึ่งไม่เคยหยุดคิดหรือชั่งใจใดๆ ก่อนจะแหย่นักข่าว พร้อมชี้ไปที่สแตนดี้คัดเอาต์รูปคนเอง แล้วพูดว่า “จะถามเรื่องการเมือง ถามกับคนนี้” (ถ้าท่านยิ้มสักนิดตอนพูด เรื่องมันจะต่างจากที่เป็นอยู่มาก) เมื่อก่อนนี้พอโดนซักมากๆ เข้าลุงตู่ก็ทำเป็นโมโหแล้วหยอกว่า “เดี๋ยวก็ทุ่มด้วยโพเดียมเสียเลย”
               
เราอยู่ในประเทศแบบนี้ มีผู้นำซึ่งใช้คำพูดหล่นเรี่ยราด กลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีของสำนักข่าวต่างประเทศ เรื่องสแตนดี้นี่ มีทั้งเอพี, หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนและสำนักข่าวเอ็นบีซี เอาไปเล่นข่าวได้อย่างสนุก

หยอกกันในฐานะนายกรัฐมนตรีแบบนี้ คนที่รักเขาคงเอ็นดูแล้วบอกว่าท่านเป็นคนตลก ส่วนคนที่เป็นศัตรูเขาก็เอามาตีข่าวต่อ จนภาพพจน์ของลุงตู่ดูจะตกต่ำไปเรื่อยๆ

เขียนมาถึงตรงนี้ก็เริ่มเบื่อที่ประชาชนอย่างเราๆ ต้องรับบทพลทหารซึ่งต้องคอยนั่งขัดสมาธิในแถว หัวเราะรับมุกสะตึๆ ของนายสิบครูฝึก (คนที่เคยเรียน รด. คงเข้าใจดี) มานานหลายปี
ถ้ามีเวลา จะกลับไปดู Darkest Hour อีกรอบ หนีโลกให้สบายใจดีกว่า

ขอบคุณภาพจาก http://vanityfair.com
About the Author
เคยทำงานสื่อมาหลากหลาย เป็นบรรณาธิการนิตยสาร Esquire ก่อนจะออกมาทำงานอิสระ แปล “การเดินทางของพาย พาเทล”(Life of Pi) สนใจเรื่องการกินดื่มจนรวมตัวกับเพื่อนพ้องบรรณาธิการรุ่นใหญ่ตั้งแฟนเพจสนุกชื่อ SevenUp หลังๆ เริ่มหันมาเขียนคอลัมน์ออนไลน์บ้าง ตามแต่จะคิดอะไรออก
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ปัจจุบันวัฒนธรรมของการทำนาแบบดั้งเดิม ค่อยๆเลือนหายไป เพราะการที่เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ และทางเลือกในปัจจุบันที่มีมากขึ้น
 
เวลาที่นักออกแบบในประเทศสวีเดนจะดีไซน์สิ่งปลูกสร้างอะไรขึ้นมาสักอย่างนึงในประเทศนี้ มันจะต้องอยู่ด้วยกันโดยไม่ทำร้ายกันให้ได้อย่างน้อย 100 ปี!