เขาก็บอกว่า เรื่องราวของคุณน่าสนใจนะ แต่คุณผิดเงื่อนไขหลายอย่างต้องนำกลับไปแก้ไขแล้วค่อยส่งมาใหม่ เช่น
1. คุณต้องตั้งชื่อเรื่องมาด้วย
2. เราไม่รับต้นฉบับเป็นลายมือคุณต้องพิมพ์มาเท่านั้น
3. คุณต้องมีชื่อบทแต่ละบทมาด้วย
พอฟังว่าต้องแก้นู่นนี่นั่น ฉันก็ถอดใจขอไม่ส่งงานเข้าประกวด เขาถามกลับมาว่าทำไมล่ะ? ฉันนตอบไปว่า ก็ฉันพิมพ์
งานไม่เป็น เขาจึงแนะนำให้ฉันไปจ้างคนพิมพ์ก็ได้ จัดว่าเป็นความคิดที่ดี แต่ปัญหาคือฉันไม่มีเงินไปจ่ายค่าพิมพ์หรอก
ตั้งหลายพันบาท และรู้สึกว่าทำไมเงื่อนไขมันช่างยุ่งยากอย่างนี้วะ
แต่ฟังจากน้ำเสียง เหมือนว่าเขาต้องการให้ฉันส่งผลงานนี้ให้ได้ ฉันจึงตัดสินใจไปขอเงินเดฟมา 5 พันบาท เป็นค่าพิมพ์
งานด่วน 4,000 บาท จากนั้นก็ตั้งชื่อบทแต่ละบท โดยคิดอะไรได้ก็ตั้งไปมั่วๆ แล้วก็ตั้งชื่อหนังสือว่า
"ฉันคือเอรี่ กับประสบประการณ์ข้ามแดน"
สาเหตุที่ตั้งชื่อนี้ก็เพราะว่า ไอ้ป๊ายากูซ่าที่ฉันไปอยู่ด้วย เป็นผู้ตั้งชื่อนี้ให้ฉัน เขาบอกว่าชื่อนี้หมายถึงผู้หญิงที่สมบูรณ์
เพียบพร้อม ประมาณว่ามั่งคั่งร่ำรวยอะไรแบบนี้ แต่ตลอดเวลา 20 กว่าปีที่ฉันใช้ชื่อนี้ก็ไม่เห็นว่าจะเป็นอย่างที่ไอ้ป๊าบอก
ก็เลยตั้งไปด้วยความประชดประชัน
จากนั้นก็ส่งผลงานกลับไปอีกครั้ง ซึ่งเป็นวันสุดท้ายพอดี หากต้องให้กลับมาแก้อีก ฉันคงไม่เอาด้วยแล้ว รู้สึกว่า
ทุกอย่างมันช่างยากเย็นเหลือเกิน ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ หลังจากนั้นฉันก็ตั้งตารอผลประกาศรางวัลอีกครั้ง
ระหว่างนั้นฉันได้ข่าวดีจากเดฟว่าให้ฉันไปเที่ยวญี่ปุ่น เพราะเดฟไปประจำการอยู่ที่นั่น 1 เดือน ฉันบอกว่า
คงไปไม่ได้หรอก เพราะฉันไปสร้างวีรกรรมไว้เยอะมาก ติดคุกอีกตั้ง 2 รอบ เขาคงไม่ให้ฉันเข้าประเทศ
เดฟบอกว่าก็ลองไปขอวีซ่าดูก่อนสิ แล้วเขาจะการันตีและออกค่าใช้จ่ายให้ทุกอย่าง
ฉันทำตามที่เดฟบอกทุกอย่าง แล้วผลปรากฏว่าวีซ่าไม่ผ่านจริงๆ แต่โชคดีที่เขาให้ฉันแก้ตัวกลับไปเขียน
คำร้องมาใหม่ว่าเพราะอะไรถึงอยากกลับไปญี่ปุ่นอีก แล้วฉันก็เขียนระบายนุ่นนี่นั่นไปให้สถานทูตฟัง เพื่อขอความกรุณา
ให้ออกวีซ่าให้ฉันกลับไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง และบอกว่าตอนนี้ฉันเลิกขายบริการมานานแล้ว...ปรากฏว่าวีซ่าผ่านค่ะ
จากนั้นฉันก็แพ็คกระเป๋าเดินทางบินไปหาเดฟทันที ขณะที่กำลังผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง หัวใจฉันเต้นรัวระทึก
คิดในคิดในใจว่า “งานนี้กูเข้าไม่ได้แน่” แล้วเจ้าหน้าที่ก็ขอให้ฉันสแกนนิ้วมือ จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมองฉัน
แล้วกวักมือเรียกเจ้าหน้าที่บริเวณนั้นพร้อมกับหันมาพูดกับฉันว่า
“Go to Office” นั่นไง… กูนึกแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้!!
จากการสแกนนิ้วมือ เจ้าหน้าที่ ต.ม. พบประวัติว่า เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ฉันเคยมาค้าบริการทางเพศที่นี่และเคยติดคุก 2 รอบ
แล้วถูกส่งตัวกลับไป พระเจ้าจ๊อด...ขนาดผ่านไป 20 ปีแล้วแม่งยังตรวจประวัติกูเจออีก กูไม่อยากเชื่อเลยอ่ะ!!
4 ชั่วโมงเต็มๆ ที่ฉันถูกสอบปากคำอยู่ในออฟฟิศสนามบินนาริตะโดยที่เดฟนั่งรออย่างใจจดจ่ออยู่ด้านนอก วันนั้นฉันได้เห็น
ความพยายามของเดฟที่เขาพร้อมจะแสดงความรับผิดชอบต่อเจ้าหน้าที่เพื่อพาฉันนเข้าญี่ปุ่นให้ได้...แล้วเดฟก็ทำสำเร็จจริงๆ
2 อาทิตย์ที่ฉันเข้าไปอยู่ในเบส ค่ายทหารอเมริกาที่เมืองโยโกสุกะ ฉันมีความสุขมากๆ ได้พาเดฟนั่งรถไฟไปเที่ยวสถานที่เก่าๆ
ในเมืองโตเกียวที่ฉันเคยมาใช้ชีวิตอยู่ถึง 7-8 ปี ตั้งแต่ชินจูกุ โร๊ปป๊งยี่ กินซ่า ฮาราจูกุ ฯลฯ ตอนนั้นฉันน่าจะเป็นรุ่นสุดท้าย
ของคำว่า “มาขุดทอง” แต่จริงๆ แล้วแทบจะไม่เหลือเศษทองให้ขุด
และที่จะพลาดไม่ได้ต้องพาเดฟมาให้ได้คือเมืองโยโกฮามา เพราะที่นี่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของชีวิตฉัน ที่เคยไปเป็น
เด็กเสิร์ฟอยู่ในไชน่าทาวน์ แล้วพาเดินเที่ยวดูพื้นที่เดิมๆ ที่เคยมาหากิน และฉันก็เป็นคนแรกที่มาบุกเบิกเดินจับแขกในย่าน
ริมคลองซากุระคิโจ
เหตุที่มาเดินก็เพราะเมาโดมิคุ่ม จนเป็นที่มาของผู้หญิงหลายชาติพากันจับแขกมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหตุให้พวกยากูซ่าขาใหญ่มาเดิน
เก็บค่าคุ้มครองจากพวกเราคืนละ 5,000 เยน (แต่ไม่เคยคุ้มครองเชี้ยอะไรเลย)
ตอนนั้นถึงแม้พื้นที่ตรงนี้จะเปลี่ยนแปลงไปมาก มีตึกรามบ้านช่องผุดขึ้นเต็มไปหมด แต่ก็ยังพอเห็นเค้าโครงเลือนรางของสถานที่เดิมๆ
อยู่บ้าง ฉันยืนมองดูจุดเดิมๆ แล้วภาพเก่าๆ ก็วิ่งเข้ามาในสมอง มันคือภาพตัวฉันกำลังเมายาโดมิคุ่มแล้วเดินตากฝน ตากหิมะเพื่อ
หาลูกค้าให้มาใช้บริการ ไม่อยากเชื่อเลยว่า ผ่านไปแล้ว 20 ปี วันนี้จะได้กลับมายืนตรงจุดนี้อีกครั้ง วันนั้นยังจำคำพูดของเดฟได้ไม่เคยลืม
เขาเข้ามากอดฉัน แล้วพูดว่า
“มันผ่านไปแล้ว... ตอนนี้เธอคือฮีโร่!”
เดฟทำให้ฉันยิ้มออกถึงกับขำก๊าก ฮีโร่กับงานขายตัวเนี่ยนะ!?
2 อาทิตย์ผ่านไป ได้เวลาที่ฉันต้องกลับเมืองไทยตามสัญญาที่ให้ไว้กับเจ้าหน้าที่ ต.ม ว่าอนุญาตให้ฉันอยู่ได้แค่นี้
1 เดือนต่อมา ฉันก็ได้รับโทรศัพท์จากผู้ชายคนเดิม “ขอแสดงความยินดีด้วย คุณได้รางวัล ติด 1 ใน 3 ต้องมารับรางวัลด้วยตัวเอง”
ตอนนั้นฉันต่อรองกับเขาว่าให้ญาติไปรับแทนได้ไหม เพราะฉันกำลังจะเดินทางไปทำงานต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เขาบอกว่าไม่ได้
ต้องมารับด้วยตัวเองเพราะมันสำคัญกับคุณมาก
ที่ฉันตัดสินใจไปทำงานต่อที่สวิส เพราะรอฟังผลประกาศมานานหลายเดือนแล้ว แต่ก็ไม่ประกาศสักที ยิ่งอยู่ไทยนานไปก็ยิ่งจะ
ไม่มีเงินกินใช้ ถึงแม้เรียนแต่งหน้าจบมาแล้วแต่ก็ยังหางานทำไม่ได้ เพราะสถานที่ๆ ฉันไปสมัครแต่งหน้าส่วนใหญ่จะยอมรับฝีมือ
จากช่างสาวประเภทสอง ก็เลยตัดสินใจไปสวิต ต้องใช้แท็กอีก 1 ล้านบาท โดยที่ไม่บอกให้เดฟรู้ เพราะไม่อยากให้เขาเสียใจ
ในที่สุดฉันก็ต้องไปรับรางวัลตามคำเชิญ ฉันทำใจไว้ว่างานนี้ได้ที่ 3 ก็พอใจแล้ว แค่นี้ก็ถือว่าดีมากสำหรับคนที่ไม่เคยเขียนหนังสือ
มาก่อนในชีวิต เพราะฉันแค่อยากใช้หนี้จอยให้จบๆ กันไป จากนั้นก็จะเดินทางไปทำงานต่อที่สวิสสักที
วันที่ไปรับรางวัล ฉันไปกับพี่สาวและเพื่อนที่เรียนแต่งหน้ามาด้วยกัน รู้สึกตื่นเต้นดีใจมาก แต่พอมาเห็นงานแล้วก็ต้องเป็นซุปเปอร์
ตื่นเต้นเพราะมีคนมาในงานนี้เป็นร้อย แถมยังจัดในแบงค์กรุงเทพ สำงานงานใหญ่อย่างหรูหรา มีนักข่าวจากหลายสำนักสะพายกล้อง
อีกเพียบ ฉันนึกในใจว่าทำไมงานมันใหญ่โตอลังการอย่างนี้วะ
ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่า นี่คนในงานทั้งหมดจะต้องเห็นหน้ากู และรู้ว่ากูเคยขายตัว เคยติดคุกอีกต่างหาก…. “ตาย ตาย ตาย!!!
น่าอับอายฉิบหาย...กูจะทำยังไงดี!!?”
ผลการประกาศรางวัลอันดับ 3 และอันดับ 2 ผ่านไปคราวนี้ เป็นพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ขึ้นมาประกาศรางวัล พอท่านพูดว่า
“รางวัลนี้เป็นของผู้หญิงขายบริการและเคยผ่านชีวิตอยู่ในเรือนจำมาหลายแห่ง”
ฟังแค่นี้ฉันก็น้ำตาแตก... กูแน่ๆ กูแน่ๆเลย!!!
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาชีวิตฉันก็เปลี่ยนไปเพียงชั่วข้ามคืน เพราะมีรายการทีวีแทบทุกช่องเชิญฉันไปให้สัมภาษณ์ โดยเฉพาะรายการเจาะใจ
ซึ่งเป็นรายการแรกที่ให้เกียรติเชิญฉันไปให้สัมภาษณ์ จนคนทั้งประเทศรู้จักหนังสือฉันมากขึ้น
5 ปีที่ผ่านมา ฉันกลายเป็นนักเขียนวนเวียนอยู่ในเส้นทางน้ำหมึกมาจนถึงปัจจุบันนี้ และไม่เคยคิดหวนกลับไปขายบริการต่อไป
และยังคงเดินสายเป็นวิทยากรให้แก่โรงเรียนและมหาลัยหลายสถาบันด้วยกัน เรื่องราวของฉันยังถูกตีลงหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ
รวมทั้ง Bangkok Post และหนังสือพิมพ์ต่างชาติอย่าง AFP ฝรั่งเศส
นอกจากนี้ฉันยังได้รับโอกาสไปขึ้นเวทีงานสัปดาห์หนังสือโลกที่ แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมัน (ดูบทสัมภาษณ์นี้ได้ใน YouTube)
หนังสือ ฉันคือเอรี่ I'm Eri ยังได้รับการแปลไปอีกหลายภาษา จีน เวียดนาม อังกฤษ มาเลเซีย และมีนักศึกษาจากหลายสถาบัน
ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศนำไปทำวิทยานิพนธ์ เพื่อการศึกษาของคนรุ่นใหม่หลังต่อไป...


จากหนังสือ “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” ยังทำให้ฉันได้รับโอกาสอันสูงสุดในชีวิตคือ ได้เข้าเฝ้าพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา
สำหรับผลงานล่าสุดที่ฉันได้รับรางวัลชมนาดอันดับหนึ่งอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 2 คือเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2559 จากผลงาน “ขังหญิง”
ท้ายนี้ต้องขอกราบขอบพระคุณทุกท่านนะคะ ที่ติดตามเรื่องเล่าของ...เอรี่
ทุกวันนี้ฉันมีคำถามมากมายกับตัวเองมาตลอด ว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตกูวะ?....แล้วพบเรื่องราวของฉันอีกครั้ง
กับการทำงานอย่างมหาโหดที่ประเทศฮ่องกง….






