OPINION

จากเทปรัดถุงผักสู่ Cost Per Mille

ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์
6 ก.ค. 2560
สำหรับผม เรื่องกวนใจระคายหูระคายตาระดับurban legend ไม่ใช่การใช้ภาษาแบบสะกดผิดสะกดถูก ไม่ใช่พฤติกรรมมนุษย์ป้า ไม่ใช่การให้สัมภาษณ์หรือบทกลอนของผู้บริหารประเทศ แต่เป็นความรู้สึกของผมเมื่อจะต้องแกะถุงผักสดที่ซื้อมาจากซูเปอร์ฯ
 
เคยเจอใช่ไหมครับ แถบเทปกาวสีเขียวๆ ที่เขามัดปากถุงผัดสดมา แกะก็ยาก วันไหนใจร้อนก็ต้องโดนกรรไกร ที่สำคัญคือพอแกะแล้วเราต้องหาของมารัดปากถุงเพื่อเก็บรักษาผักที่เหลือ (ที่บ้านคนอยู่กันไม่กี่คน ไม่เคยใช้ผักสดทีเดียวหมดถุงเลย) โชคดีที่ประเทศไทยของเราอุดมเกลื่อนไปด้วยหนังสติ๊กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 ซม. (จงภูมิใจเถิดเพราะมันเป็นอุปกรณ์ที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในบ้านเมืองอื่น) จึงใช้มัดถุงผักสดไปได้
 
ชีวิตก็ดำเนินต่อไป
 
เรื่องของเรื่องไอ้เทปกาวสีเขียวนี่มันกวนใจผมก็ตรงที่ว่า มันอำนวยความสะดวกให้ผู้ผลิต รวบปากถุงสอดผ่านสล็อตแกร๊กเดียวก็สามารถปิดปากถุงแน่นหนึบได้ในไม่ถึงวินาที แต่ใครเอาไปแล้วจะแกะเปิดยาก จะแกะแล้วปิดปากถุงไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องของผู้ผลิตแล้ว ถือว่างานตัวเองเสร็จแล้วก็แล้วกัน
 
คือว่าอำนาจของผู้ผลิตมีมากเกิน สำนึกก็มีน้อยเกิน ใจร้ายกันไปนิด
 
ความรู้สึกกวนใจแบบเดียวกันก็ยังมีเมื่อจะต้องใช้สันมือกระแทกก้นขวดซอสมะเขือเทศทุกครั้งที่จะเอามาจิ้มเฟรนช์ฟราย ซึ่งเรื่องนี้ต้องอาศัยความชำนาญไม่น้อย ตอนแรกซอสจะไม่ยอมขยับ กระแทกไปอย่างเงอะๆ งะๆ เผลอๆ มันก็พรวดออกมามากมายน่าอายมาก ด้วยเหตุผลนี้จึงมีบางยี่ห้อทำซอสมะเขือเทศแบบขวดพลาสติกบีบออกมาพยายามช่วงชิงพื้นที่บนชั้นในซูเปอร์มาร์เกต
 
มันเหมือนกับว่าทางผู้ผลิตคิดแต่เรื่องการบรรจุซอสมะเขือเทศลงขวด ปิดฝาแล้วก็เป็นอันว่าจบ คนกินจะมีปัญหาในการเทซอสออกจากขวดอย่างไร ไม่ใช่เรื่องของฉันแล้ว เรื่องกระแทกซอสออกจากขวดนี้กลายเป็นฉากระดับไอคอน ถูกนำไปใช้ในหนังบ่อยๆ เพื่อเรียกรอยยิ้มจากคนดูอย่างง่ายๆ ผมลองพิมพ์ How to get ketchup out of a bottle ในกูเกิ้ลก็ได้ออกมามากมายกว่าหกแสนผลลัพธ์
 
กะอิแค่จะเทซอสออกจากขวดเนี่ยนะ
 
เมื่อออกนอกบ้านความรู้สึกกวนใจแบบเดียวกันก็ตามมา ทุกครั้งที่ล้อรถกระแทกพื้นถนนในซอยที่บรรจงลดระดับลง ณ ตำแหน่งที่มีฝาท่อระบายน้ำ (เข้าใจว่าผู้รับเหมาเขามอบงานกันได้แบบนี้ ถือว่าวางฝาท่อแน่นแล้ว โช้คฯ ของคนทั้งเมืองจะพังก็เป็นเรื่องของเจ้าของรถ ผู้รับเหมาและคนรับมอบงานไม่เกี่ยว)
 
คือกะอิแค่วางฝาท่อระบายน้ำให้เสมอได้ระดับกับพื้นถนน ทำไมจึงไม่ยอมทำหนอ
 
เราเดินบนทางเท้าก็ต้องระวังแผ่นคอนกรีตปูพลิกได้ซึ่งเผลอๆ ก็ปรี๊ดน้ำขังออกมาจนกลายเป็นปรากฏการณ์ฮาๆ ของการเดินถนนในเมืองหลวง สะพานลอยข้ามถนนซึ่งคนแก่ต้องแหงนหน้ามองขั้นบันไดสูงๆ เพื่อทำใจแล้วถอนใจเฮือกก่อนจะค่อยๆ เดินขึ้นเพราะไม่มีทางเลือก รถเมล์ที่เรายืนถูกป้ายแล้วแต่เขาก็ไม่ยอมจอด แท็กซี่ซึ่งเราเรียกอย่างถูกกติกาแต่เขานึกจะไม่รับก็คือไม่รับ รัฐอยากให้ประชาชนรับข่าวสารก็ใช้โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ฯลฯ
 
ทั้งหมดนี้สรุปออกมาได้ประโยคเดียวว่า การทำอะไรตามความสะดวกของผู้ประกอบกิจการคือมาตรฐานของบ้านเรา เอนด์ยูเซอร์จะไม่สะดวกอย่างไร ไม่เกี่ยวกับฉันแล้ว
 
แต่จะบอกว่าภาพรวมของชีวิตทุกวันนี้มันไม่ได้ชวนให้หดหู่ขนาดที่เขียนมาหรอกครับ เพราะฟ้าประทานอินเตอร์เน็ตมาให้เรา
 
ผมจะขอข้ามเรื่องการเปิดกว้างของข้อมูลข่าวสารและอิทธิพลของอินเตอร์เน็ตที่มีต่อชีวิตประจำวัน เศรษฐกิจและการค้าขาย ไปพูดเรื่องความสะดวกในการใช้งานเลย เด็กๆ หรือคนหนุ่มสาวใช้แอปและแพลตฟอร์มต่างๆ อย่างลื่นไหลน่ะมันเรื่องธรรมดา จะแปลกอะไรเพราะเขาโตมากับสิ่งเหล่านี้ แต่ไอ้ที่ลุงๆ ป้าๆ ยุคเบบี้บูมเมอร์ รวมทั้งรุ่นใหญ่กว่าใช้งานสิ่งต่างๆ ในอินเตอร์เน็ตกันอย่างเมามันนี่มันน่าสนใจ ที่ว่าน่าสนใจเพราะเขาคิดออกมาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่านี่จะเป็นระบบที่ใช้งานง่ายที่สุด พวกมือใหม่ลองเขี่ยๆ มั่วๆ คลำๆ สักพักก็พอจะไปถูกทางใครๆ ก็ใช้เป็นใครๆ ก็อยากเล่น คนแก่ต้องใส่แว่นอ่านหนังสือก็หมกมุ่นกับกรุ๊ปไลน์กันตั้งแต่ตื่นนอน เพราะอุปกรณ์แก้เหงาใหม่นี้มันใช้งานง่ายดาย
 
ที่อินเตอร์เน็ตประสบความสำเร็จนั้นส่วนหนึ่ง (ส่วนสำคัญด้วยนะ) เป็นเพราะเขาคิดสิ่งนี้ขึ้นมาเพื่อให้ใช้งานง่าย ไม่ได้คิดขึ้นมาตามใจโปรแกรเมอร์ แต่เพื่อแข่งกันคิดว่าทำอย่างไรจึงจะได้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ง่ายใช้เพลิน โดนใจคนใช้งาน ถามว่าถ้ามันถูกออกแบบเพื่อใช้งานแบบเล่นตัวแบบเทปรัดปากถุงหรือซอสมะเขือเทศในขวดแก้วหรือโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ก็คงไม่มีใครเขาเอาอินเตอร์เน็ตหรอกจ้ะ
 
ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับสิ่งเส็งเคร็งต่างๆ ที่เล่ามาในช่วงต้นบทความ
ตอนนี้เราอยู่ในโลกสองมาตรฐาน มาตรฐานแรกคือเราใช้งานข้าวของและบริการที่ถือความสะดวกของผู้ผลิตเป็นสำคัญ ไม่มีใครเห็นหัวคนใช้งานและจ่ายเงินทว่าตอนนี้มาตรฐานที่สองอันแสนสะดวกได้ซึมซาบอยู่ในชีวิตของเราเรียบร้อยแล้วคือโลกออนไลน์ ซึ่งออกแบบมาเพื่อผู้ใช้งานอย่างแท้จริง ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามาตรฐานที่สองจะแซะมาตรฐานแรกเมื่อไหร่ และจะสำเร็จไหม
 
แต่ถ้าถามว่าทำไมอินเตอร์เน็ตต้องเอาอกเอาใจผู้ใช้งานกันขนาดนั้น หนึ่งในคำตอบคือโลกออนไลน์มันเป็นเรื่องของเงินครับสมัยนี้คนเขาหันไปขายของ โปรโมตสินค้าอะไรต่อมิอะไรกันทางออนไลน์หมดแล้ว (สื่อหลักสมัยก่อนอย่างสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ OTT (Over the Top ซึ่งเราต้องคอยดูรายการตามโปรแกรมที่ช่องและสถานีกำหนด ตกต่ำและหมดสมัยจนต้องปรับตัว)
 
เม็ดเงินมหาศาล และความมั่นคง(ของอะไรก็ตามแต่) คือเหตุผลที่รัฐต้องการจับสื่อออนไลน์มาขึ้นทะเบียนมาอยู่ก๊วนเดียวกับสื่อโบราณ คือเงินอยู่ตรงไหนรัฐไทยก็จะไปตรงนั้นครับ
 
ซึ่งการควบคุมสื่อเป็นเรื่องที่ถึงจะถูลู่ถูกังจนทำได้ ก็คงอยู่ไปไม่ได้นาน สักพักก็ต้องหักสะบั้น
 
เพราะโลกออนไลน์ดำเนินการอย่างเป็นระบบ แต่ภาครัฐท่านมีระบบแค่ไหนเราท่านก็ทราบกันดี อย่าไปฟื้นฝอยหาตะเข็บเลยเนอะคือว่าทุกสิ่งที่เกิดในโลกออนไลน์มีระบบมีที่มาที่ไป ใครเปิดดูอะไรบ่อยแค่ไหน โพสต์ไหนมีคนวิวไปเท่าไหร่ วิวกันด้วยลักษณะไหนบ้าง (เช่นเกินสามวินี่จะนับเป็นอะไร เป็น view ได้หรือยัง หรือถ้านานกว่านั้น คนที่เข้ามาดูโพสต์ทำอะไรมากกว่านั้นจะนับเป็น engagement หรือเปล่า แล้วถ้าแชร์ล่ะ ฯลฯ ทั้งหมดวัดผลกันอย่างโปร่งใสตามที่ออกแบบไว้ เพราะในที่สุดแล้วมันต้องเอาข้อมูลมาประมวลเพื่อไปคิดเงินจากลูกค้า อย่างสิ่งที่เราเรียกในวงการว่า cost per mille ไรงิ) ความชัดเจนตรงเผงของข้อมูลสมัยนี้มันผิดกับตัวเลขยอดเคลมของนิตยสารสมัยก่อน (ซึ่งเท่าที่ผ่านมามีแค่สองสามรายจากจำนวนพัน ที่ให้มีการตรวจสอบหรือ audit) เป็นแค่ข้อมูลหลอกๆ ที่สื่อสมัยก่อนใช้เอาตัวรอดไปวันๆ
 
แต่สมัยนี้มันไม่ใช่แล้วมองไม่เห็นภาพเลยว่ารัฐคิดอะไร  จู่ๆก็สั่งตูมเพื่อบังคับกะการระบบซึ่งทำงานกันเป็นพลวัตอย่างมีเหตุผลแบบนั้น มันจะไหวหรือ
 
แต่ก็เข้าใจรัฐและผู้มีอำนาจนะ เพราะอินเตอร์เน็ตซึ่งนั่งในใจผู้ใช้งานอย่างง่ายดาย กำลังคุกคามอิทธิพลของผู้ผลิตรายใหญ่ซึ่งไม่เคยเห็นหัวลูกค้า (ซึ่งรัดปากถุงใส่ผักสดเสียแน่นลูกค้าจะไปแกะได้หรือไม่ได้ก็ช่าง) หรือแซะอิทธิพลของรัฐซึ่งไม่ค่อยจะเห็นหัวประชาชนที่ไม่ใช่พรรคพวกตน การมาของอินเตอร์เน็ตในแง่นี้ไม่ต่างกับการที่สมัยหนึ่งห้างใหญ่แบบโมเดิร์นเทรดคุกคามร้านโชห่วย ซึ่งบางร้านบางอารมณ์เถ้าแก่ก็ขายของตั้งราคาตามอำเภอใจ อารมณ์ดีก็ดีไป อารมณ์เสียปากก็จะเสียตามอารมณ์ บางแห่งอาจมีความน่ารักสมกับเป็นร้านประจำชุมชน แต่ของเก่ามันก็ต้องหลีกทางให้ของใหม่ (และแข็งแรงกว่า) ในที่สุด
 
บ้านเมืองเรายังไม่ใช่เป็นของชนชั้นกลาง แต่เป็นของใครก็ได้ที่มีเงินมีอำนาจ แต่อินเตอร์เน็ตนี่แหละที่กำลังหนุนนำอำนาจของชนชั้นกลาง การที่ผู้มีอำนาจเขาต้องเดือดเนื้อร้อนใจมากำหนดควบคุมก็เป็นเรื่องปกติ อาจจะเพราะเชื่อจริงๆ ว่าสามารถควบคุมได้ หรือเป็นแค่การเต้าข่าวออกมากลบเกลื่อนเรื่องอื่น ก็ไม่แน่ใจ แค่พูดได้อย่างเดียวว่า คุมยากนะพี่งานนี้
 
แค่รอให้ถึงวันนี้เอนด์ยูเซอร์ของประเทศมาตั้งคำถามถึงมาตรฐานเก่าเท่านั้น
 
About the Author
เคยทำงานสื่อมาหลากหลาย เป็นบรรณาธิการนิตยสาร Esquire ก่อนจะออกมาทำงานอิสระ แปล “การเดินทางของพาย พาเทล”(Life of Pi) สนใจเรื่องการกินดื่มจนรวมตัวกับเพื่อนพ้องบรรณาธิการรุ่นใหญ่ตั้งแฟนเพจสนุกชื่อ SevenUp หลังๆ เริ่มหันมาเขียนคอลัมน์ออนไลน์บ้าง ตามแต่จะคิดอะไรออก
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
สิ่งต่างๆที่อยู่รอบๆตัว หรือ รอบๆใจของเรา เรา “รู้จัก” มันมากน้อยแค่ไหน
ต่อให้เฆี่ยนด้วยหวายลงยาก็ไม่กลัว ต่อให้ควายธนูมัดรวมกันสิบตัวก็ไม่หาย วิญญาณอาฆาตพวกนี้การันตีว่ามีอยู่จริง และคนไทยกลัวมากที่สุด