OPINION

ขวานผ่าซาก ได้แต่ซาก : เรื่องของ system approach,invisible hands,Charles Darwin

สุรพร เกิดสว่าง
23 ก.ย. 2562
เมื่อคนเราเจอปัญหารำคาญใจ สิ่งแรกที่ห้ามใจไว้ไม่ค่อยได้ คือ “ลุย” ทันที ในลักษณะของการ แทรกแซง-บังคับ-จับเปลี่ยน แบบ “ขวานผ่าซาก” ซึ่งเป็นไปตามสัญชาติญาณดิบในการตอบโต้ เพื่อขจัดอุปสรรคออกไปโดยเร็ว พร้อมกับตามมาด้วยความรู้สึกดีว่าได้ take action อันเป็นการปลดปล่อยความเครียดไปในตัว
 
แต่แนวคิดใหม่ (หรือบางคนอาจมองว่าไม่ใหม่) ที่มองว่า สรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ดำเนินไปภายใต้ระบบที่ดูแลตัวของมันเองอย่างมีแบบแผน หรือ มีกลไกที่ปรับตัวของมันเอง self-adjusting สู่ความสมดุล ทำให้การมองการบริหารจัดการ รวมถึงการแก้ไขปัญหาเปลี่ยนไป
 
จากวิธีเดิมๆ ที่เมื่อใดที่เกิดปัญหา เรามักคิดเข้าไปจัดการโดยตรงแบบขวานผ่าซาก กลายเป็นไปแบบค่อยๆพิจารณาตัวแปรบางตัว และปรับ หรือ adjust ตัวแปรนั้น จากนั้น รอให้กลไกของระบบค่อยทำงานต่อด้วยตัวของมันเอง โดยหวังว่า การทำงานของระบบต่อจากนี้ จะให้ผลไปในทางที่เราต้องการ
 
อาจเรียกวิธีนี้อย่างไม่เป็นทางการว่าเป็นการมองโลกแบบ “system approach”
 
คำว่า “ระบบ” นั้นหมายถึง สรรพสิ่งหลายต่อหลายอย่างรอบตัวเรา ตั้งแต่ระดับประเทศลงมาจนถึงระดับสังคม มวลชน องค์กร กลุ่ม แก๊ง ทีม ห้องเรียน ครอบครัว รวมถึง ฝูงสัตว์ สังคมสัตว์ และรวมถึง ระบบนิเวศในธรรมชาติอย่าง ป่า แหล่งน้ำ ท้องฟ้า หรือแม้กระทั่งระบบในร่างกายของเราเองอย่าง แบคทีเรียในกระเพาะอาหาร เซลล์มะเร็งในก้อนเนื้องอก ไปจนถึงสิ่งไร้ชีวิต อย่างพฤติกรรมของโมเลกุลหรืออะตอมในสภาวะต่างๆ 
 
สรรพสิ่งเหล่านี้ มีกลไกที่ดูแลตัวของมันเองอยู่โดยไม่มีใครมาจัดการ และเป็นกลไกที่ค่อยๆพัฒนาขึ้นเองโดยธรรมชาติ ทำนองเดียวกับที่ Adam Smith บิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “invisible hand’ หรือ มือที่มองไม่เห็น 
 
Invisible hand ในที่นี้ มาจากการลองผิดลองถูก เพื่อให้ต่างคนต่างได้ประโยชน์ร่วมกันมากที่สุดเท่าจะทำได้ ภายใต้อำนาจต่อรองหรือพลังที่ต่างกัน มีชนะ มีแพ้ หลายรอบ จนเรียนรู้ว่าแต่ละคนควรจะวางตัวอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด กลไกนี้ไม่อยู่นิ่งและจะดำเนินไปเรื่อยๆจนกระทั่งระบบเกิดจุดสมดุล ที่ไม่สามารถไปต่อให้ดีกว่านั้นได้
 
เมื่อนั้น ระบบจะอยู่ในสภาพเสถียร ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในอีก จนกระทั่งมีปัจจัยภายนอกมากรบกวน ถึงจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อปรับตัวระบบให้เข้าสู่จุดสมดุลอีกครั้ง
 
แนวคิด system approach บอกว่า การไปรบกวนระบบที่กำลังทำงานปกติของมันสู่ความสมดุล เพื่อให้เป็นไปตามที่เราต้องการ ด้วยการแทรกแซง-บังคับ-จับเปลี่ยน อาจจะยิ่งทำให้เกิดผลต่อเนื่องที่ไม่พึงประสงค์ตามมาอย่างไม่อาจคาดคะเนได้ ทำให้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ เพิ่มความซับซ้อนยุ่งยากมากขึ้นไปอีก บานปลายจนแก้ไขอะไรไม่ได้ ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา
 
ที่ดีกว่าคือ พยายามเข้าใจว่า ระบบนั้นทำงานอย่างไรให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วใช้ความรู้นี้ มาหาทางปรับเปลี่ยนจุดเล็กๆเพื่อให้เกิดผลกระทบแบบโดมิโนเป็นลูกโซ่ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่โตไปในทางที่เราหวัง  ซึ่งแน่นอนว่า ต้องใช้เวลา แต่ผลคือ น่าจะได้ผลดีกว่า ปลอดภัยกว่า และต้นทุนต่ำกว่า เพราะอาศัยกลไกที่มีอยู่แล้วให้ทำงานให้ และที่สำคัญสามารถค่อยๆปรับไปได้เรื่อยๆ
 
การที่สหรัฐเข้าไปทำสงครามกับ อิรัก และ อัฟกานิสถาน ไม่ได้ทำให้ประเทศทั้งสองมีสันติภาพ กลายเป็นประชาธิปไตยหรือกลายเป็นพันธมิตรที่ดีของสหรัฐอย่างที่ต้องการ  แต่กลับยิ่งมีส่วนทำให้เกิดสุญญากาศทางอำนาจ เกิดการเติบโตอย่างรวดเร็วของกลุ่มหัวรุนแรงต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่ม ISIS ส่งผลทำให้ภูมิภาคไร้เสถียรภาพ จนส่งผลต่อเนื่อง คือสงครามอันยืดเยื้อในประเทศซีเรีย ผู้คนเสียชีวิตอีกมหาศาล ยุโรปต้องพบกับสถานการณ์ผู้อพยพ รัสเซียสามารถเข้ามามีอำนาจมากขึ้นในภูมิภาค ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐย่อมไม่ต้องการเลย
 
เป็นไปได้ว่า การปกครองแบบเผด็จการใน อิรัก อัฟกานิสถาน หรือ ลิเบีย ก่อนสงคราม ไม่ใช่สิ่งที่ผู้นิยมประชาธิปไตยชื่นชอบ แต่ก็เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมาด้วยตัวของมันเองจากกลไกของประวัติศาสตร์ และเป็นระบบปกครองที่มีความเสถียรในระดับหนึ่งสำหรับสภาพสังคมที่ขัดแย้งเช่นนั้น การแทรกแซงโดยสงครามและการล้มอำนาจอย่างรุนแรง อาจทำลายรัฐบาลเผด็จการได้ก็จริง แต่ก็ตามมาด้วยสงครามกลางเมือง ประเทศเต็มไปด้วยขุนศึก warlords ต่างๆ ไร้เสถียรภาพ ไร้ความสงบ และก็ไม่ได้เป็นสังคมประชาธิปไตยอยู่ดี
 
นอกจากเรื่องระดับการเมืองโลกแล้ว ในร่างกายของมนุษย์ก็ไม่ต่างกัน
 
ปกติแล้วการให้เคมีบำบัดหรือ chemotherapy ที่เรียกว่า “ให้คีโม” นั้น มุ่งหวังที่จะทำลายเซ็ลล์มะเร็งให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในระยะหลังพบว่า ในบางเคส การให้คีโมแบบปกตินั้นยิ่งทำให้มะเร็งกลับมารุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะในระหว่างเซลล์มะเร็งด้วยกันเอง ก็มีทั้งเซลล์ที่แข็งแรงและเซ็ลล์อ่อนแอ ซึ่งต่างก็แย่งอาหารกันเอง การให้คีโมหวังผล ทำให้เซลล์มะเร็งที่อ่อนแอตายไป แต่พวกที่แข็งแรงรอด และสามารถ mutate หรือปรับเปลี่ยนพันธุกรรมใหม่ให้ต้านยาคีโมได้ดีขึ้นกว่าเดิม กลายเป็นเซ็ลล์มะเร็งรุ่นใหม่ที่รักษายากขึ้น
 
วิธีใหม่เรียกว่า “adaptive treatment” คือเปลี่ยนมาเป็นให้คีโมเฉพาะเมื่อ tumor หรือก้อนเนื้อร้าย โตขึ้น ถ้า tumor ไม่โตมากไปกว่าเดิม ก็พักการให้คีโม ทั้งนี้ มีจุดประสงค์ว่า ต้องการเพียงให้ขนาด tumor คงที่ และไม่มุ่งหวังกำจัดมะเร็ง ผลที่คาดหวังคือ มะเร็งไม่หาย แต่ก็ไม่ลุกลาม และกลายเป็น chronic decease หรือโรคเรื้อรังที่หวังว่าจะควบคุมได้  
 
ความคิด adaptive treatment นี้ มาจาก Robert Gatenby แพทย์ที่มีความสนใจทฤษฎีวิวัฒนาการของ Charles Darwin มานานตั้งแต่เรียนหนังสือ และเอาแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้
 
จึงไม่น่าประหลาดใจว่า แนว system approach นี้บางทีเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “Dawinian approach” เพราะถือเป็นการเอาแนวคิดทางทฤษฎีวิวัฒนาการของ Charles Darwin มาใช้ นั่นคือ สรรพสิ่งทั้งหลายดำเนินไปตามกฎของการวิวัฒนาการ คือมีการคัดเลือก แข่งขัน หรือ ร่วมมือกัน และจัดระเบียบในกลุ่มด้วยตัวของมันเอง ดังนั้น “จะคิดเปลี่ยนแปลง คิดถึง Darwin ก่อน”   
 
ความเป็น Dawininan เห็นได้ชัด อย่างในเรื่องการใช้ antibiotic ที่ทำให้เชื้อแบคทีเรียวิวัฒนาการใหม่จนเกิดการดื้อยา และเป็นปัญหาใหญ่ของโลกทุกวันนี้ (และในอนาคต) โรคต่างๆ อย่างเช่น ปอดบวม วัณโรค ที่เคยรักษาง่ายก็รักษายากขึ้น แนวคิดใหม่เชิง Dawinian คือ ใช้ antibiotic เท่าที่จำเป็น เช่น ถ้าหากสภาพร่างกายไม่ได้อยู่ในภาวะอันตราย ก็อาจปล่อยให้กลไกของร่างกายจัดการกับเชื้อโรคเอง พร้อมกับดูแลสภาพร่างกายระหว่างป่วยให้ดี พักผ่อนให้พอ โดยไม่ต้องพึ่ง antibiotic เหมือนยุคที่ผ่านมา
 
เช่นเดียวกับกรณีของ ยาฆ่าแมลงอย่าง DDT ที่ทำให้แมลงดื้อยาในที่สุด ทำให้ต้องหันไปใช้วิธีใหม่ที่เรียกว่า IPM หรือ integrated pest management คือ ใช้ยาฆ่าแมลงให้น้อยลง ผลัดเวียนไปตามชนิดของพืช ไม่ได้ใช้ตลอด ทั้งนี้ควบคู่ไปกับการวิธีการดูแลรักษาพืช แทนที่จะมุ่งเป้ากำจัดแมลงให้หมดสิ้นไปเหมือนแต่ก่อน  
 
หรือในเรื่องของคนในองค์กร ที่บางแห่งคนดีๆเข้าไปอยู่ก็กลายพันธุ์เป็นคนขี้โกงในเวลาไม่นาน จนกลายเป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยการฉ้อโกง เพราะนั่นเป็นวิธีเดียวที่พวกเขาจะอยู่รอดในสังคมนั้นได้ วิธีแก้ย่อมไม่ใช้การรณรงค์สร้างสำนึกจริยธรรม และไม่ใช่วิธีขวานผ่าซาก โดยการส่งมือปราบคอร์รับชั่นเข้าไป เพราะอาจทำให้แต่ละคนหันมาจับมือกัน ผนึกกำลังต่อต้านและปิดบังข้อมูลเพื่อความอยู่รอด
 


เนื่องจาก “การแบ่งก๊ก” เป็นบุคลิกปกติขององค์กรเสียๆหรือ rogue organization อยู่แล้ว วิธีที่ดีกว่าคืออาจส่ง agent ในนามของ ที่ปรึกษา หรือ consultant เข้าไป “ศึกษาวิเคราะห์ปัญหา” เฉพาะบางจุดที่อ่อนไหว ซึ่งอาจเป็นการเปิดโอกาสให้ก๊กต่างๆที่ไม่ถูกกัน แอบเอาข้อมูลมากระซิบให้ฟังก็ได้
 
และนี่คือวิธีที่อาศัยกลไกที่มีอยู่แล้วว่าด้วย  “หลักการคัดเลือกตามธรรมชาติ” หรือ “Law of Natural Selection” ตามทฤษฎีวิวัฒนาการ ที่ต่างฝ่ายต่างแข่งขันกันอยู่แล้วเพื่อความอยู่รอด และผู้ที่แข็งแรงกว่าคือผู้ชนะ มาใช้ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งก็แทบไม่ต่างจากเรื่องของ การรักษามะเร็งแบบ adaptive, การใช้ anibiotic หรือการใช้ยาฆ่าแมลง
 
แม้ในเรื่องของคนสองคน  เมื่อเกิดการไม่พอใจกัน คติที่บอกต่อๆกันมาคือ “ต้องพูดกันตรงๆ” แต่ในโลกที่เป็นจริง มีมนุษย์ไม่กี่คนที่รับกับการพูดตรงๆได้อย่างแท้จริงได้โดยไม่มีปฏิกิริยาในใจ อีกทั้ง “การพูดตรง” ก็ใช่ว่าสิ่งที่พูดคือความถูกต้อง เพราะต่างฝ่ายยังไม่ได้เริ่มเข้าใจประเด็นตรงกันเลย
 
แต่ถ้าใช้ system approach เช่น ใช้หลัก “tit-for-tat” ตาม game theory ที่ว่า ใครดีก็ดีด้วย แย่ก็แย่กลับไป ทั้งนี้เพื่อเป็นการ feedback และมีข้อแม้สำคัญว่า “no memory” คือต้อง “จบแค่นั้น” ในรอบเดียว ไม่มีการเก็บความแค้นไว้ระบายในเคสต่อไปอีก  ก็จะทำให้ทั้งคู่เกิดการเรียนรู้ ปรับตัวเข้าหากันเรื่อยๆเข้าสู่จุดสมดุล และนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดเป็นภาวะที่เสถียรสำหรับทั้งสองฝ่าย 
 
แน่นอนว่า วิธีเหล่านี้ใช้เวลา และอาจไม่ใช่วิธีแรกที่รี่เข้ามาในสมองหลังจากคนเราเจอกับปัญหา อีกทั้งยังดู “ไม่สะใจ” สำหรับคนดูที่เฝ้ามองอยู่ ผู้นำองค์กรไปจนถึงนักการเมือง ที่ใช้ system apprach มักถูกมองว่า ไม่เอาจริง ไม่เข้มแข็ง ใจไม่ถึง ไม่ทันใจ หรือแม้กระทั่งขี้เกียจ ในยุคแห่งโลกโซเชียลที่เน้นความผิวเผิน และ fake news ที่ทำให้เกิดการแบ่งข้างหรือ polarization ทำให้คนที่มาแบบ system approach ไม่ค่อยจะได้แจ้งเกิด
 
เพราะวิธี “ขวานผ่าซาก” แทรกแซง-บังคับ-จับเปลี่ยน พอเริ่มทำก็เท่ากับประกาศให้โลกรู้ทันที ทำให้ คนดูมีความรู้สึกว่า ปัญหากำลังถูกจัดการแก้ไขในทันใด ต่างกับวิธี system approach ที่เริ่มต้นหรือจบก็เป็นไปอย่างเงียบๆ บางครั้งแทบไม่รู้สึกว่า มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาอยู่
 
เราถึงเห็นว่า การทำสงครามถึงมักเรียกคะแนนนิยมผู้นำได้ดี อย่างน้อยก็ในระยะสั้น หรือ คนไข้ใจร้อนอาจรู้สึกว่าได้รักษาไม่เต็มกับ adaptive treatment หรือ ผู้บริหารที่ทุบโต๊ะประกาศลุย ก็จะดูเหมือนเป็นผู้นำพึ่งได้ มากกว่าผู้บริหารที่ใช้ system approach
 
อย่างไรก็ตาม ในยุคที่ทัศนะการบริหารจัดการในการแก้ปัญหากำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไป ด้วยสาขาวิชาการต่างๆอย่าง วิชา Complexity ที่เกิดมาสนับสนุน พร้อมกับบทเรียนที่ซ้ำซากครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ทำให้ system approach มาแรงขึ้นเรื่อยๆ
 
พร้อมกับคนเราก็จะแยกออกได้ดีขึ้นว่า ใครเป็นเพียงผู้แสดง หรือ ใครเป็นผู้ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ในโลกสมัยใหม่ ที่คนเราสามารถดูแลตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งชีวิตคู่ ความรักจึงเป็นสิ่งที่ถูกเลื่อนขึ้นมาวางไว้บนยอดปีรามิดของ Maslow จากเดิมที่เคยวางอยู่กึ่งกลางตัวปิรามิดดังแต่ก่อน
ลองดูสิว่าคำทักทายใด ที่ดูไม่สร้างสรรค์ เลี่ยงได้ควรเลี่ยง