OPINION

กบฎ : เรื่องของการเป็น “Rebel”

สุรพร เกิดสว่าง
20 ส.ค. 2561
ท่ามกลางผู้ที่มาร่วมการประชุมนานาชาติเกี่ยวกับ IT กับการพัฒนาประเทศโลกที่สาม นอกจาก slides ที่ฉายอยู่บนจอแล้ว สายตาผมอดไม่ได้ที่จะไปสะดุดอยู่ที่ผู้ฟังคนหนึ่งที่นั่งข้างหน้า เขาดูแปลกแยกจากคนอื่น ด้วยชุดกางเกงยีนส์ขาดๆกับ t-shirt มอมแมม ผมยาวประบ่านั้นยุ่งเหยิง ไม่ต่างจากหนวดเคราบนใบหน้า แต่นั่นยังไม่เท่ากับกางเกงสีสดในลายการ์ตูน The Simpsons ที่โผล่ออกมาอย่างเด่นชัดจากขอบกางเกงทรงเอวต่ำ ทุกอย่างผิดแผกขัดแย้งไปจากคนอื่นที่อยู่ในชุดทำงานเรียบร้อย
 
เมื่อการบรรยายจบลง ชายหัวรุงรังผู้นั้นเหลียวหลังหันมากวาดสายตา และแล้วเขาก็ลุกขึ้นเดินตรงมาที่ผม กล่าวต้อนรับ ยื่นมือให้จับ พร้อมแนะนำตัว
 
ในวินาทีนั้น ผมถึงรู้ว่า ชายฮิปปี้กับกางเกงในสีแสบลายการ์ตูนคนนั้น ที่จริงคือโปรเฟสเซอร์ชื่อดังระดับพระกาฬผู้มีผลงานมากมาย เขาเป็นคนหลักในการจัดการประชุมนี้เอง และเป็น keynote speaker ในวันนี้ด้วย เขาคงจำรูปถ่ายของผมได้ ส่วนผมถึงเคยเห็นรูปเขามาแล้ว ก็ไม่นึกว่าจะตัวจริงจะเป็นในเวอร์ชั่นนี้.... 



คนที่เป็นพวกแหกกฎ กบฎ หรือ rebel ถือเป็นชนกลุ่มน้อยที่ทำให้อะไรใหม่ๆเกิดขึ้น และระบบขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ แต่มีข้อแม้สำคัญว่าต้อง rebel ในเรื่องที่สมควรจะ rebel ไม่ใช่ทำตัวขวางโลกแบบ by default หรือลุกขึ้นค้านไปเกือบทุกเรื่องแบบขอให้ได้แย้งเป็นพอ
 
ในสังคมที่ค่อนข้างเปิดใจ การทำตัวเป็น rebel อ่อนๆมักจะเกิดผลบวกต่อคนนั้น หากเลือก target audiances หรือเป้าหมายคนดูที่เหมาะสม
 
Francesca Gino เขียนใน Harvard Business Review เล่าผลสรุปงานศึกษาของเธอว่า อาจารย์ที่แต่งตัวต่างไปจากจารีตนิยม เช่น ใส่ t-shirt กางเกงยีนส์ ไม่โกนหนวด ได้รับผลการประเมินจากนักศึกษาว่าด้วยความน่าเชื่อถือที่ดีกว่าอาจารย์ที่แต่งตัวเรียบร้อย เช่นเดียวกับ ที่พบว่า พนักงานในร้านขายของแพงที่เมืองมิลาน อิตาลี มักจะให้ความสำคัญกับลูกค้าที่ใส่ชุด workout จากยิม มากกว่าลูกค้าที่แต่งตัวหรูหรา
 
ทั้งนี้รวมไปถึงเรื่องการทำงานด้วย เช่น ในการ make presentation ให้กับ venture capital ที่มหาวิทยาลัย MIT ผู้ที่ไม่ใช้ background slide ใน format ของ MIT กลับจะได้รับความเชื่อถือมากกว่า
 
สำหรับตัวเธอเอง Gino สรุปอย่างขำๆว่า เธอเป็นอาจารย์ที่นักเรียนชอบ ก็เพราะเธอใส่รองเท้าผ้าใบสีแดงนั่นเอง ซึ่งจากงานวิจัยของเธอเองก็บอกว่า ส่วนหนึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
 
Gino อธิบายเหตุผลว่า นั่นเป็นเพราะ คนเราคาดหมายว่า คนทั่วไปจะต้องเดินตามจารีตหรือ conform ยกเว้นคนสำคัญที่ไม่จำเป็นต้องเดินตามกฏ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ถ้าคนไหนกล้าแหกกฎ ก็คงหมายความว่า เขาเป็นคนสำคัญถึงกล้าทำ ดังนั้น ถ้าคนไหนกล้าทำในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ก็จะได้ผลดีไปสบายๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องการเดท
 
แต่จุดสำคัญหรือ bottom line อยู่ที่ “กล้าหรือไม่” เพราะในที่สุด คนส่วนใหญ่ก็ไม่กล้าทำอยู่ดี และเลือกที่จากหลีกเลี่ยงความยุ่งยากและความเครียดในการออกจาก comfort zone ด้วยการยอมทำตามจารีต ซึ่งแน่นอนว่าง่ายกว่าเป็นไหนๆโดยเฉพาะในด้านจิตใจ
 
เพราะถ้าหากพลาด ผิดกลุ่มเป้าหมาย หรือตัวตนจริงไม่ “เจ๋ง” พอ เช่น อาจารย์แต่งตัวประหลาดมาสอนแต่สอนไม่เอาไหน ผลเสียอาจจะมีมหาศาล และติดตัวจนอยู่ในความทรงจำของหลายคนจนเป็น trade mark ประจำตัวไปเลยก็ได้  
 
ความกล้า rebel ที่มีอยู่ในไม่กี่คน และมีได้ในไม่กี่สถานการณ์นี้เอง ทีทำให้ความเป็น rebel มีมูลค่าพรีเมียมเสมอมา เพราะในที่สุดแล้ว คนที่จะกล้าเป็น rebel และได้ผลดีสม่ำเสมอ ก็มักจะมีอะไรดีอยู่ในระดับหนึ่งเช่นนั้นจริงๆ
 
ในสังคมสมัยใหม่ เรามักให้ความชื่นชมกับคนที่เป็น rebel แต่ความชื่นชมนั้น มักเกิดขึ้นหลังจากผล final ปรากฏแล้วว่า การ rebel ของพวกเขานั้นได้ผลในทางบวก แต่ระหว่างที่พวกเขาพยายามเปลี่ยนแปลงหรือเห็นต่างนั้น ไม่แน่ว่าสังคมรอบข้างอาจมองพวกเขาด้วยความแคลงใจหรือไม่ดีนักก็ได้
 
Rebel จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่อยู่ๆใครก็ลุกขึ้นเป็นได้ เพราะอย่างน้อยก็ต้องฝ่า comfort zone ของตนเองก่อน และฝ่าการมองด้านลบจากสังคมรอบตัวไปให้ได้ ซึ่งล้วนแต่มีต้นทุนสูง โดยเฉพาะในเรื่องสำคัญ
 
เงื่อนไขของกลไกการเกิด rebel ในโลกที่เป็นจริงก็คือ rebel จะมีผลดีต่อสังคมก็ต่อเมื่อ rebel เป็นชนกลุ่มน้อยหรือ minority เท่านั้น เพราะหากต่างคนต่างหันมาเป็น rebel กันหมดด้วยแนวของตัวเองต่างๆกัน สังคมนั้นอาจไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยนอกจากความวุ่นวายไร้ทิศทาง กลายเป็นสังคมที่แตกแยกที่หยุดชะงัก ไม่ function  (ส่วนถ้าทุกคนลุกขึ้นต้องการเปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกันหมด ก็ไม่เข้าเงื่อนไขของนิยามว่าด้วย rebel อยู่แล้ว เพราะไม่มีใครคิดต่าง)
 
เปรียบเทียบได้กับการวัฒนาการของเผ่าพันธ์ุ หากมีการผ่าเหล่าหรือ mutate ในยีน จนทำให้เกิดลักษณะใหม่ๆในบางตัวก็อาจเป็นผลดีต่อการวิวัฒนาการ แต่ถ้าทุกตัวเกิด mutate ต่างๆกัน พร้อมกันหมด ก็จะทำให้เผ่าพันธ์ุนั้นอ่อนแอลง ปรับตัวไม่ทันจนสูญพันธ์ุได้ เพราะไม่มีสมาชิกส่วนใหญ่ที่มียีนปกติทำหน้าที่ค่อยๆ absorb ความเปลี่ยนแปลงนั้นให้ค่อยเป็นค่อยไปอย่างราบรื่น
 
เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์โลก ที่เมื่อใดทางการเมืองเกิดกบฎแบ่งแยกเป็นก๊กเป็นเหล่ามากเกินไป ก็จะเกิดความวุ่นวาย จนถูกปราบปรามได้ง่าย หรือหากจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีทิศทางได้ ก็ต่อเมื่อก๊กหรือกลุ่มอำนาจเหล่านั้นสู้กันเองจนล้มหายตายจาก เหลือกลุ่มเดียวที่แข็งแรงที่สุดที่จะมีบทบาท rebel อย่างมีศักยภาพได้    
 
ความเป็น rebel จึงเป็นเรื่องของ irony หรือความขัดแย้งตรงข้าม เพราะ การ rebel จะมีข้อดีไม่เละเทะวุ่นว่ายก็ต่อเมื่อมีเพียงคนบางคนเท่านั้นที่เริ่มคิดจะ rebel ไม่ใช่แข่งกันไปหมด  
 
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ทั้งผู้ที่เป็น rebel และผู้ที่ไม่เป็น ต่างก็มีความสำคัญด้วยบทบาทที่ต่างกัน ดังนั้น จะไปดูแคลนคนที่ไม่กล้าเริ่ม rebel ก็ไม่ถูกนัก เพราะในการเปลี่ยนแปลง ระบบก็ต้องการพวกเขาเป็นฐานสนับสนุน เป็นผู้ตาม
 
นักจิตวิทยาชี้ว่า คนที่เป็น rebel ถึงแม้จะต้องพบกับอุปสรรคมากกว่าคนอื่น แต่ก็จะเป็นคนที่มีความพอใจในชีวิต หรือมีความ fulfilling มากกว่าคนทั่วไป และหากสิ่งที่แหกคอกทำสำเร็จ  rebel ก็จะได้ผลตอบแทนมากมาย ทั้งด้านวัตถุและจิตใจ
 
Gino บอกว่า ความพอใจในตนเองที่ rebel ได้รับ มาจากความที่สามารถเป็นตัวตนที่แท้จริงหรือ authenticity ได้ ซึ่งในทางจิตวิทยาถือว่า เป็นสิ่งที่มีค่ามากยิ่งของการใช้ชีวิต ในขณะที่คนอื่นๆต้องเดินตามกรอบหรือ conform ตามที่กำหนด และไม่อาจลิ้มรสเข้าถึงความสะใจในความเป็น authenticity ของตัวตนได้เลย
 
เงื่อนไขแรกสุดที่จุดประกายให้คนเริ่มคิดแหกกฏเป็น rebel ได้คือ “การไม่ยอมรับใน steoreo type” หรือ ไม่ยอมรับในบทบาทที่สังคมโยนให้ในทันที โดยคนที่มีนิสัย rebel จะคิดก่อนเสมอว่า จริงๆแล้วเขาสมควรจะยอมรับบทบาทตามนั้นหรือไม่ ไม่ใช่น้อมรับ by default โดยทันที
 
เงื่อนไขที่ 2  คือ “ต้องเป็นคนอยากรู้อยากเห็นขี้สงสัย หรือมี curiosity สูง” ยิ่งเป็นคนมี curiosity มากเท่าไหร่ ยิ่งจะมีความเป็น rebel มากขึ้นเท่านั้น เพราะจะไม่ยึดติดกับอะไรและใจเปิดกว้างกว่า
 
เงื่อนไขที่ 3 คนที่มีนิสัย rebel ในเชิงสร้างสรรค์จะต้อง “มีสัญชาติญาณคอย monitor ตลอดเวลาว่าแหกกฎไปแล้วได้ผลหรือไม่ได้ผล” และเลือกทางที่จะสู้กับกฏต่างๆอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่ลุยแบบสะใจอย่างเดียว เพราะจุดหมายปลายทางของ rebel ไม่ได้อยู่ที่แค่การโต้แย้งเอาชนะ  หากเป็นผลลัพธ์สุดท้ายที่เกิดการเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จ ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างเงียบๆก็ได้   
 
นั่นหมายความว่า คนที่เป็น rebel ตัวจริงอาจไม่ได้เอะอะโวยวายอย่างที่คิด ไม่จำเป็นต้องชูป้ายประกาศต่อต้านแต่อย่างใด แต่อาจแบบมาใต้ดินก็ได้หากนั่นเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้เขาบรรลุผล    
 
ที่สำคัญคือ rebel มักเป็นคนที่ “มีอะไรดี แต่ไม่ยึดติด” นั่นคือ มักเป็นคนที่มีประสบการณ์ มีความรู้ความชำนาญในเรื่องนั้น แต่ไม่หลงไปกับแนวทางเดิมๆ และพร้อมที่จะแหกกฏถ้ามันไม่ดี และไม่รังเกียจที่จะตั้งคำถามเหมือนกับคนที่พึ่งรู้หรือ beginner เหมือนอย่างที่พูดกันกว่า “After mastering all the rules, brake them”
 
เพราะคำถามพื้นๆอย่าง beginner นี่เอง ที่เป็นคำถามหลักในการเปิดใจกับมุมมองที่ต่าง หากไม่กล้าถาม beginner question ก่อน ความเป็น rebel ก็ไม่เกิด
 
เช่น “ที่ทำอยู่นี้ เราต้องการอะไร?” “ทำไมที่ทำกันมาแบบนี้ ถึงว่าดี?” ฯลฯ ซึ่งบางคำถามดูเหมือนมาจากคนที่ไม่รู้เรื่อง แต่นั่นคือคำถามสำคัญยิ่งในการเปิดประเด็น 
 
และนี่อาจเป็นเงื่อนไขที่ยากที่สุดสำหรับการจะเป็น rebel เพราะงานวิจัยของ Gino ชี้ว่า ในกลุ่มอาชีพที่มี skill สูงและซับซ้อน อย่างเช่น แพทย์ศัลยกรรมผ่าตัดหัวใจ มีการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างสูงเป็นพิเศษ ยิ่งแพทย์ที่มีประสบการณ์ช่ำชองด้วยแล้ว ยิ่งไม่ค่อยเปิดใจเท่าไหร่
 
ทั้งหมดนี้ Gino บอกว่าเหตุผลหลักที่คนเรายอมทำตามจารีตหรือ conform มีอยู่ 3 อย่าง หากทิ้ง 3 ข้อนี้ไปได้ ก็เปิดใจได้ นั่นคือ
 
1.Social pressure : ด้วยเหตุว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม การ conform คือการทำตัวสอดคล้องกับคนส่วนใหญ่เพื่อให้ถูกนับเข้าเป็นสมาชิกของสังคมนั้น บางครั้งเรายอมทำในสิ่งที่รู้ว่าไม่ดีเพียงเพื่อต้องการเข้าพวก ซึ่งผลที่ตามมาคือ เราเกิดความรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ตัวเรา หรือ inauthentic และเกลียดตัวเองตามมา 

2.Status quo bias :เรารู้สึกสบายกับสถานภาพที่สังคมยื่นให้ ไม่อยากหันเหออกจากสถานภาพนั้น เพราะทั้งเสี่ยงทั้งยาก สู้ทำตามที่ระบบวางไว้แล้วอย่าง automatic สบายกว่า ถึงแม้จะเกิดความเบื่อหน่ายก็ตาม  

3.Motivated skepticism: เราแปลข้อมูลข่าวสารเข้าข้างตนเอง เราไม่ไว้ใจกับ infomation ที่ค้านกับความคิด  
หากละทิ่งสามข้อนี้ไปได้บ้าง ก็จะพอเป็น rebel อย่างสร้างสรรค์ได้
 
และนั่นคือ ชีวิตที่ไม่ง่ายแต่ใครๆก็อาจอิจฉา เพราะถือเป็นชีวิตที่บรรลุแล้วซึ่ง ความเป็นตัวตน หรือ authenticity อันมีค่ายิ่ง
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
“ไม่ใช่หน้าที่ของผู้บริโภค ที่จะรู้ว่าเขาต้องการอะไร คนทั่วไปไม่รู้หรอกว่าเขาต้องการอะไร จนกว่าเราจะทำให้เห็นเอง” : Steve Jobs
นั่นคือคำตอบของ Steve Jobs ต่อคำถามที่ว่า “Apple ทำ market research อย่างไร ถึงทำให้ iPad ประสบความสำเร็จ?”
การเช่าที่พักอาศัยครั้งแรกของอากง ไม่สามารถเรียกว่า “บ้าน” ได้อย่างเต็มปาก เพราะมันคือเล้าเป็ดส่วนที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว และเปิดให้เช่าในราคาเพียงเดือนละสิบห้าบาท หารกันกับเพื่อนสี่คน เฉลี่ยแล้วจึงตกอยู่ที่คนละสามบาทกว่าเท่านั้น