เชื่อว่าคนไทยหลายๆคนคงคุ้นเคยกับวลีนี้หากแต่ที่ประเทศญี่ปุ่น ผู้คนส่วนมากไม่ได้มีความเชื่อแบบนั้น และนั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้อัตราการฆ่าตัวตายของคนญี่ปุ่นสูงอย่างไม่น่าเชื่อ
ในปี 2013 คนญี่ปุ่นมีตัวเลขการฆ่าตัวตายสูงถึง 25,000 คน ถือเป็น 70 ชีวิตในทุกๆวัน โดยที่ 70% เป็นผู้ชายและคาดว่ามีสาเหตุจากความเครียดและความกดดันในฐานะหัวหน้าครอบครัว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขตั้งแต่ปี 2012เป็นต้นมาก็ลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี 2016 จำนวนคนฆ่าตัวตายลดลงมากที่สุดในรอบ 22 ปี ตั้งแต่ปี 1994 ด้วยตัวเลขทั้งหมด 21,897 คน ลดลงจากจำนวน 30,000 คนในปี 2011 แต่ไม่ว่าอย่างไร แพรวเชื่อว่าทุกสิ่งอย่างส่งผลซึ่งกันและกัน อัตราการฆ่าตัวตายของคนญี่ปุ่นลดลงอย่างต่อเนื่องถึง 7 ปี ส่วน GDP รวมของประเทศก็ตกลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเทศกาลคริสต์มาสปี 2015 เหตุการณ์ที่พนักงานหญิงวัย 24 แห่งบริษัทโฆษณาชื่อดังอย่างDentsuก่อเหตุฆ่าตัวตายจากความเครียดสะสมในการทำงาน ก่อนที่จะก่อเหตุ เธอเคยเขียนระบายความรู้สึกว่าเหนื่อยมาก ไม่อยากทนอีกต่อไป และอยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงเสียที แต่ไม่มีใครให้ความสนใจเพียงพอในที่สุดเธอก็ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลง
หนึ่งปีหลังจากเหตุการณ์นั้น CEO ที่ถือเป็นหัวหน้าของเธอโดยตรงได้ตัดสินใจลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ซึ่ง CEO คนนี้เปิดใจภายหลังว่า ตัวเขาเองเคยทำงานล่วงเวลามากถึงหนึ่งร้อยชั่วโมงต่อเดือน มีทั้งที่ได้รับและไม่ได้รับค่าตอบแทน และตัวเขาเองก็อยากให้เรื่องราวน่าหดหู่ใจแบบนี้สิ้นสุดลงเสียที

เหตุการณ์นี้เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายทีทำให้ผู้เกี่ยวข้องตระหนักถึงประเด็นความเครียดในที่ทำงานของคนญี่ปุ่นกันอย่างจริงจังมากขึ้น
เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นออกแคมเปญ Premium Friday หรือวันศุกร์คุณภาพ ที่อนุญาตให้พนักงานในบริษัทต่างๆ เลิกงานได้ตั้งแต่บ่ายสามโมงเพื่อเอาเวลาไปทำอย่างอื่น และหวังว่าจะได้ลดความเครียดในการทำงานลงหลายหน่วยงานออกมาสนับสนุนนโยบายนี้ บริษัทรถไฟถึงกับมีรถไฟรอบพิเศษที่มีเบียร์และข้าวกล่องเบนโตะแถมฟรีให้กับคนที่ขึ้นรถไฟกลับบ้านในช่วงบ่ายสามโมง รวมถึงอีกหลายหลายหน่วยงาน ที่เสนอส่วนลดต่างๆให้กับผู้ที่เลิกงานเร็ว ไม่ว่าจะเป็น ส่วนลดในบริการจัดหาคู่ หรือกระทั่งแพคเกจตรวจสุขภาพแม้แต่นายกรัฐมนตรีอย่าง Shinzo Abe ก็เข้าร่วมนโยบายนี้ด้วยเช่นกันโดยการใช้เวลาช่วงบ่ายวันศุกร์นั่งสมาธิที่วัด
ถึงแม้ข้อเสนอเหล่านี้จะฟังดูน่าสนใจ เพราะใครๆก็อยากกลับบ้านเร็ว แต่ว่าพนักงานญี่ปุ่นจำนวนมากก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับนโยบายนี้กันเท่าไร เอาแค่วันลาประจำปีตามปกติยังไม่ค่อยใช้กันเลยมีการคาดการณ์จากนักวิชาการว่าถึงแม้จะมีแคมเปญ Premium Friday ออกมา คนญี่ปุ่นก็จะยังคงเคร่งเครียดกับการทำงานหนักต่อไป
แล้วทำไมคนญี่ปุ่นถึงเป็นคนจริงจังกันขนาดนี้? เป็นไปได้ไหมว่าเรื่องราวในหน้าประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดทั้งการผ่านศึกสงคราม ภัยธรรมชาติหลายต่อหลายครั้ง เรียกได้ว่าคนญี่ปุ่นไม่เคยสบาย ทำให้พวกเขามีพื้นฐานของความอดทน ทุกวินาทีต้องต่อสู้ ใช่หรือไม่?
โคกิ ชายวัย 30 ปี ที่ทำงานเกี่ยวกับการส่งออกและนำเข้าวัสดุก่อสร้างเหล็กเส้นก่อสร้าง เล่าว่า คนญี่ปุ่นมีค่านิยมที่ต้องดูแลและหาเลี้ยงตัวเอง เริ่มตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลายไม่มีบุพการีส่งเสียเลี้ยงดู ถ้าไปกินข้าวนอกบ้านกับพ่อแม่แล้วให้ท่านจ่ายให้จะถือเป็นเรื่องแปลก หรือคนญี่ปุ่นหลายคนที่ต้องจากบ้านที่ต่างจังหวัด ห่างหายจากครอบครัวเพื่อมาทำงานที่เมืองใหญ่ ก็ก่อให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว แตกต่างจากคนไทยที่ไม่ว่าอย่างไร เราก็เน้นอยู่กันเป็นหมู่มาก เป็นครอบครัวนอกจากนี้ คนญี่ปุ่นมีชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยอยู่ที่ 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 12 ชั่วโมงต่อวันซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก และพวกเขายังจริงจังกับการทำงานอย่างยิ่ง กระทั่งสมาร์ตโฟน ยังไม่ค่อยมีใครหยิบมาเล่นเลยด้วยซ้ำ หรือกระทั่งวัฒนธรรมการสมัครงาน ที่บัณฑิตทุกคนจะพยายามอย่างหนักที่จะหางานทำให้ได้ก่อนวันเรียนจบปริญญาตรี หากทำไม่ได้แล้วต้องข้ามไปสมัครงานในปีถัดไปจะถือว่าเป็นการทำลาย Resume ของตนเอง เพราะแทบทุกบริษัทจะเกิดคำถามว่า แล้วหนึ่งปีที่ผ่านมา คุณมัวไปทำอะไรถึงหางานทำไม่ได้
ในส่วนของฐานเงินเดือนเฉลี่ยของคนญี่ปุ่นวัยทำงาน อายุราว 28-30 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ 3.5 ล้านเยนต่อปี คิดเป็นเงินไทยก็ราวๆหนึ่งล้านบาท ต่อเดือนก็เกือบแสน! หากเป็นที่ประเทศไทยคงถือว่าเป็นเงินเดือนที่สูงมากแต่หากเปรียบเทียบกับค่าครองชีพที่ญี่ปุ่นแล้วจะถือว่าไม่มากเลยสาวไทยวัย 24 ปีอีกหนึ่งคน ที่ได้ไปทำงานที่กรุงโตเกียวบอกว่าค่าเช่าห้องพักที่กรุงโตเกียวขนาด 28ตรม. ในตึกเก่าอายุ 47 ปีอยู่ที่ 65,000 เยน (ราว 20,000 บาท) และนี่คือค่าเช่าห้องอย่างเดียว ไม่รวมอย่างอื่น ส่วนห้องเช่าเล็กๆที่ใหม่ขึ้นมาหน่อย ก็อยู่ที่ราวมากกว่า 100,000 เยนต่อเดือน (30,000-40,000บาท) ไม่รวมค่ารถ ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าสาธารณูปโภคอื่นๆ
ซึ่งก็คงไม่น่าแปลกใจนัก ที่อัตราการฆ่าตัวตายของผู้คนในเมืองใหญ่อย่างโตเกียวจะสูงจนติดอันดับต้นๆของโลก (เป็นอันดับสอง รองจากเมืองโซล ประเทศเกาหลีใต้)องค์ประกอบหลายอย่างผลักดันให้คนโตเกียวมีความเครียดเหลือเกินโคกิยังบอกอีกว่าคนญี่ปุ่นที่มาจากแต่ละเมืองมีนิสัยที่ไม่เหมือนกันอย่างตัวเขาที่มาทำงานและใช้ชีวิตที่เมืองใหญ่อันดับสองของญี่ปุ่นอย่างโอซาก้านานกว่า 5 ปีเขาบอกว่าแม้ว่าคนโอซาก้าจะขึ้นชื่อเรื่องการเป็นคนตลกตลก (สังเกตได้จากดาราตลกญี่ปุ่นดังๆเป็นคนโอซาก้าแทบทั้งนั้น) แต่ก็เป็นคนเสียงดัง โผงผางเครียดกับการทำงานและการใช้ชีวิตมากกว่าผู้คนที่บ้านเกิดของโคกิอย่างเมืองฟุกุโอกะอยู่มากผู้คนที่นั่นเป็นคนสบายๆ กว่าผู้คนจากสองเมืองใหญ่นี้มาก เปรียบได้กับคนเชียงใหม่ หรือเชียงรายของไทยเรา ที่ออกจะมีวิถีชีวิต Slow life มากกว่าคนกรุงที่ต้องเร่งรีบแข่งกับทุกสิ่งตลอดเวลา หลายครั้งเขาก็อดคิดถึงบ้านไม่ได้เหมือนกัน
ถึงจุดนี้มันทำให้แพรวถามตัวเองว่า แล้วคนเราควรจริงจังกับการทำงานแค่ไหน จริงจังมากไปจนเครียดจัดก็ไม่ส่งผลดี แต่ถ้าปล่อยวางมากเกินไป เราจะกลายเป็นคนเฉื่อยชาหรือไม่ ถ้าเราสำรวจตัวเองจนหาจุดสมดุลที่ทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่สุดเจอก็คงดีนะคะ จริงไหม?
ข้อมูลจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/Suicide_in_Japan
https://www.nytimes.com/2016/12/28/business/dentsu-japan-resignation-employee-suicide.html
http://www.scmp.com/news/asia/east-asia/article/2073763/japan-clocks-early-premium-friday-latest-attempt-stop-people






