OPINION

Work hard, play harder อาจไม่ใช่คำตอบของคนญี่ปุ่น!

หัสสยา อิสริยะเสรีกุล
1 ก.ค. 2560

เชื่อว่าคนไทยหลายๆคนคงคุ้นเคยกับวลีนี้หากแต่ที่ประเทศญี่ปุ่น ผู้คนส่วนมากไม่ได้มีความเชื่อแบบนั้น และนั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้อัตราการฆ่าตัวตายของคนญี่ปุ่นสูงอย่างไม่น่าเชื่อ
 
ในปี 2013 คนญี่ปุ่นมีตัวเลขการฆ่าตัวตายสูงถึง 25,000 คน ถือเป็น 70 ชีวิตในทุกๆวัน โดยที่ 70% เป็นผู้ชายและคาดว่ามีสาเหตุจากความเครียดและความกดดันในฐานะหัวหน้าครอบครัว
 
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขตั้งแต่ปี 2012เป็นต้นมาก็ลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี 2016 จำนวนคนฆ่าตัวตายลดลงมากที่สุดในรอบ 22 ปี ตั้งแต่ปี 1994 ด้วยตัวเลขทั้งหมด 21,897 คน ลดลงจากจำนวน 30,000 คนในปี 2011 แต่ไม่ว่าอย่างไร แพรวเชื่อว่าทุกสิ่งอย่างส่งผลซึ่งกันและกัน อัตราการฆ่าตัวตายของคนญี่ปุ่นลดลงอย่างต่อเนื่องถึง 7 ปี ส่วน GDP รวมของประเทศก็ตกลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
 
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเทศกาลคริสต์มาสปี 2015 เหตุการณ์ที่พนักงานหญิงวัย 24 แห่งบริษัทโฆษณาชื่อดังอย่างDentsuก่อเหตุฆ่าตัวตายจากความเครียดสะสมในการทำงาน ก่อนที่จะก่อเหตุ เธอเคยเขียนระบายความรู้สึกว่าเหนื่อยมาก ไม่อยากทนอีกต่อไป และอยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงเสียที แต่ไม่มีใครให้ความสนใจเพียงพอในที่สุดเธอก็ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลง

หนึ่งปีหลังจากเหตุการณ์นั้น CEO ที่ถือเป็นหัวหน้าของเธอโดยตรงได้ตัดสินใจลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ซึ่ง CEO คนนี้เปิดใจภายหลังว่า ตัวเขาเองเคยทำงานล่วงเวลามากถึงหนึ่งร้อยชั่วโมงต่อเดือน มีทั้งที่ได้รับและไม่ได้รับค่าตอบแทน และตัวเขาเองก็อยากให้เรื่องราวน่าหดหู่ใจแบบนี้สิ้นสุดลงเสียที
 


เหตุการณ์นี้เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายทีทำให้ผู้เกี่ยวข้องตระหนักถึงประเด็นความเครียดในที่ทำงานของคนญี่ปุ่นกันอย่างจริงจังมากขึ้น
 
เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นออกแคมเปญ Premium Friday หรือวันศุกร์คุณภาพ ที่อนุญาตให้พนักงานในบริษัทต่างๆ เลิกงานได้ตั้งแต่บ่ายสามโมงเพื่อเอาเวลาไปทำอย่างอื่น และหวังว่าจะได้ลดความเครียดในการทำงานลงหลายหน่วยงานออกมาสนับสนุนนโยบายนี้ บริษัทรถไฟถึงกับมีรถไฟรอบพิเศษที่มีเบียร์และข้าวกล่องเบนโตะแถมฟรีให้กับคนที่ขึ้นรถไฟกลับบ้านในช่วงบ่ายสามโมง รวมถึงอีกหลายหลายหน่วยงาน ที่เสนอส่วนลดต่างๆให้กับผู้ที่เลิกงานเร็ว ไม่ว่าจะเป็น ส่วนลดในบริการจัดหาคู่ หรือกระทั่งแพคเกจตรวจสุขภาพแม้แต่นายกรัฐมนตรีอย่าง Shinzo Abe ก็เข้าร่วมนโยบายนี้ด้วยเช่นกันโดยการใช้เวลาช่วงบ่ายวันศุกร์นั่งสมาธิที่วัด
 
ถึงแม้ข้อเสนอเหล่านี้จะฟังดูน่าสนใจ เพราะใครๆก็อยากกลับบ้านเร็ว แต่ว่าพนักงานญี่ปุ่นจำนวนมากก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับนโยบายนี้กันเท่าไร เอาแค่วันลาประจำปีตามปกติยังไม่ค่อยใช้กันเลยมีการคาดการณ์จากนักวิชาการว่าถึงแม้จะมีแคมเปญ Premium Friday ออกมา คนญี่ปุ่นก็จะยังคงเคร่งเครียดกับการทำงานหนักต่อไป
 
แล้วทำไมคนญี่ปุ่นถึงเป็นคนจริงจังกันขนาดนี้? เป็นไปได้ไหมว่าเรื่องราวในหน้าประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดทั้งการผ่านศึกสงคราม ภัยธรรมชาติหลายต่อหลายครั้ง เรียกได้ว่าคนญี่ปุ่นไม่เคยสบาย ทำให้พวกเขามีพื้นฐานของความอดทน ทุกวินาทีต้องต่อสู้ ใช่หรือไม่?
 
โคกิ ชายวัย 30 ปี ที่ทำงานเกี่ยวกับการส่งออกและนำเข้าวัสดุก่อสร้างเหล็กเส้นก่อสร้าง เล่าว่า คนญี่ปุ่นมีค่านิยมที่ต้องดูแลและหาเลี้ยงตัวเอง เริ่มตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลายไม่มีบุพการีส่งเสียเลี้ยงดู ถ้าไปกินข้าวนอกบ้านกับพ่อแม่แล้วให้ท่านจ่ายให้จะถือเป็นเรื่องแปลก หรือคนญี่ปุ่นหลายคนที่ต้องจากบ้านที่ต่างจังหวัด ห่างหายจากครอบครัวเพื่อมาทำงานที่เมืองใหญ่ ก็ก่อให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว แตกต่างจากคนไทยที่ไม่ว่าอย่างไร เราก็เน้นอยู่กันเป็นหมู่มาก เป็นครอบครัวนอกจากนี้ คนญี่ปุ่นมีชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยอยู่ที่ 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 12 ชั่วโมงต่อวันซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก และพวกเขายังจริงจังกับการทำงานอย่างยิ่ง กระทั่งสมาร์ตโฟน ยังไม่ค่อยมีใครหยิบมาเล่นเลยด้วยซ้ำ หรือกระทั่งวัฒนธรรมการสมัครงาน ที่บัณฑิตทุกคนจะพยายามอย่างหนักที่จะหางานทำให้ได้ก่อนวันเรียนจบปริญญาตรี หากทำไม่ได้แล้วต้องข้ามไปสมัครงานในปีถัดไปจะถือว่าเป็นการทำลาย Resume ของตนเอง เพราะแทบทุกบริษัทจะเกิดคำถามว่า แล้วหนึ่งปีที่ผ่านมา คุณมัวไปทำอะไรถึงหางานทำไม่ได้
 
ในส่วนของฐานเงินเดือนเฉลี่ยของคนญี่ปุ่นวัยทำงาน อายุราว 28-30 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ 3.5 ล้านเยนต่อปี คิดเป็นเงินไทยก็ราวๆหนึ่งล้านบาท ต่อเดือนก็เกือบแสน! หากเป็นที่ประเทศไทยคงถือว่าเป็นเงินเดือนที่สูงมากแต่หากเปรียบเทียบกับค่าครองชีพที่ญี่ปุ่นแล้วจะถือว่าไม่มากเลยสาวไทยวัย 24 ปีอีกหนึ่งคน ที่ได้ไปทำงานที่กรุงโตเกียวบอกว่าค่าเช่าห้องพักที่กรุงโตเกียวขนาด 28ตรม. ในตึกเก่าอายุ 47 ปีอยู่ที่ 65,000 เยน (ราว 20,000 บาท) และนี่คือค่าเช่าห้องอย่างเดียว ไม่รวมอย่างอื่น ส่วนห้องเช่าเล็กๆที่ใหม่ขึ้นมาหน่อย ก็อยู่ที่ราวมากกว่า 100,000 เยนต่อเดือน (30,000-40,000บาท) ไม่รวมค่ารถ ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าสาธารณูปโภคอื่นๆ
 
ซึ่งก็คงไม่น่าแปลกใจนัก ที่อัตราการฆ่าตัวตายของผู้คนในเมืองใหญ่อย่างโตเกียวจะสูงจนติดอันดับต้นๆของโลก (เป็นอันดับสอง รองจากเมืองโซล ประเทศเกาหลีใต้)องค์ประกอบหลายอย่างผลักดันให้คนโตเกียวมีความเครียดเหลือเกินโคกิยังบอกอีกว่าคนญี่ปุ่นที่มาจากแต่ละเมืองมีนิสัยที่ไม่เหมือนกันอย่างตัวเขาที่มาทำงานและใช้ชีวิตที่เมืองใหญ่อันดับสองของญี่ปุ่นอย่างโอซาก้านานกว่า 5 ปีเขาบอกว่าแม้ว่าคนโอซาก้าจะขึ้นชื่อเรื่องการเป็นคนตลกตลก (สังเกตได้จากดาราตลกญี่ปุ่นดังๆเป็นคนโอซาก้าแทบทั้งนั้น) แต่ก็เป็นคนเสียงดัง โผงผางเครียดกับการทำงานและการใช้ชีวิตมากกว่าผู้คนที่บ้านเกิดของโคกิอย่างเมืองฟุกุโอกะอยู่มากผู้คนที่นั่นเป็นคนสบายๆ กว่าผู้คนจากสองเมืองใหญ่นี้มาก เปรียบได้กับคนเชียงใหม่ หรือเชียงรายของไทยเรา ที่ออกจะมีวิถีชีวิต Slow life มากกว่าคนกรุงที่ต้องเร่งรีบแข่งกับทุกสิ่งตลอดเวลา หลายครั้งเขาก็อดคิดถึงบ้านไม่ได้เหมือนกัน
 
ถึงจุดนี้มันทำให้แพรวถามตัวเองว่า แล้วคนเราควรจริงจังกับการทำงานแค่ไหน จริงจังมากไปจนเครียดจัดก็ไม่ส่งผลดี แต่ถ้าปล่อยวางมากเกินไป เราจะกลายเป็นคนเฉื่อยชาหรือไม่ ถ้าเราสำรวจตัวเองจนหาจุดสมดุลที่ทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่สุดเจอก็คงดีนะคะ จริงไหม?


 
ข้อมูลจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/Suicide_in_Japan
https://www.nytimes.com/2016/12/28/business/dentsu-japan-resignation-employee-suicide.html
http://www.scmp.com/news/asia/east-asia/article/2073763/japan-clocks-early-premium-friday-latest-attempt-stop-people
 

About the Author
เป็ดที่ผ่านงานในวงการบันเทิงมาแล้วทุกแบบ ทั้งนักร้อง นักแสดง พิธีกร ดีเจ นักพากย์.. แต่ตอนนี้กำลังสนุกกับบทบาทใหม่ในฐานะพิธีกร New Gen ของเจาะใจ พ่วงด้วยบทบาทเบื้องหลังใน Johjaionline.com แบบเต็มตัว
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คนบางคนเกิดมาพร้อมโอกาสรายล้อม หากแต่ไม่เคยใช้โอกาสเหล่านั้นให้คุ้มค่า บางคนแค่เข้าใกล้คำว่า “โอกาส”ยังไม่มีแม้แต่ “โอกาส”
การได้คุยกับ “พี่เจ๋ง”และ "พี่จ่อย" (นามสมมุติ) นักโทษคดียาเสพติดที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ทำให้รู้สึกว่า “โอกาส” คือสิ่งที่มีค่าต่อคนที่นี่มากที่สุด
 
เชื่อว่าคนคบกันทุกคู่ก็คงอยากแต่งงาน อยากเริ่มต้นชีวิตคู่อย่างสวยงาม แต่พอถึงวันนั้นขึ้นมาจริงๆ การแต่งงานกลับไม่ได้เป็นเรื่องของคนสองคน แต่กลายเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่พ่อแม่และวงศ์ตระกูล แล้วทำยังไงดีล่ะ ที่จะควบคุมไม่ให้ค่าใช้จ่ายบานปลาย จนท้ายที่สุดแล้วงานแต่งงานได้สร้างหนี้มหาศาลในช่วงเริ่มต้นของชีวิตคู่