นั่นเป็นจดหมายจาก Vincent van Gogh ถึง Theo น้องชาย เล่าถึงการตกหลุมรักการวาดภาพอย่างมากมาย และกลายเป็นศิลปินไปโดยปริยาย หลังจากได้อ่านและฝึกหัดตามหนังสือชื่อ “Cassagne’s Guide to the ABC Drawing”
หาก van Gogh ไม่ได้เจอหนังสือเล่มนั้น เขาอาจไม่คิดจะเป็นศิลปิน เลิกล้มความตั้งใจ คล้อยตามน้องชายที่ไม่เห็นด้วย
ในปี 1885 ที่เมือง Antwerp วันหนึ่ง van Gogh ได้ไปซื้อภาพพิมพ์บนไม้ของญี่ปุ่นธรรมดาๆ และเอากลับมาติดที่ห้องทำงาน เขาหลงใหลในภาพนั้นอย่างมาก และเขียนจดหมายเล่าให้น้องชายฟังว่า รูปนั้นมีพลังจูงใจ ความสนใจกับภาพวาดนั้นอย่างมากมาย ทำให้ van Gogh ศึกษาภาพวาดของญี่ปุ่นอย่างจริงจัง และสร้าง style ของตนเองจากความเรียบง่ายของ shape & form ของศิลปะญี่ปุ่น
หาก van Gogh ไม่เจอภาพพิมพ์ญี่ปุ่นนั้น เราอาจไม่ได้เห็นภาพเขียนของเขาในรูปแบบอย่างทุกวันนี้ หรือเราอาจไม่ได้รู้จักเขาเลย เพราะ style ของเขาอาจถูกกลืนไปกับศิลปินร่วมสมัยทั่วๆไปก็ได้
เมื่อ van Gogh เปลี่ยนที่อยู่ไปยัง Provence ตอนใต้ของฝรั่งเศส National Gallery of Art ที่ Washington DC วิเคราะห์ว่า แดดแรงๆกลางแจ้งและอากาศดีที่ Provence นี่เอง ที่กลืนรายละเอียดของทิวทัศน์ที่มอง เหลือแต่โครงร่างง่ายๆ ทำนองเดียวกับภาพพิมพ์ญี่ปุ่น van Gogh เรียกเมือง Arles ทีีเขาพักอยู่ว่า “the Japan of the South” และที่นี่ ที่เขาได้สร้างผลงานเด่นๆออกมามากมาย ด้วยเส้น outline แรง กับ contrast หนัก บนความเรียบง่ายของ shape & form ที่ได้อิทธิพลจากญี่ปุ่น
หาก van Gogh ไม่คิดจะย้ายไปที่ Provence เขาอาจไม่ได้มีโอกาสสร้างผลงานใน style ที่มีสีสันสดจ้าอย่างที่โลกได้รู้จักทุกวันนี้

ในหลายครั้งที่ชีวิตเราเจอเหตุการณ์เพียงสั้นๆ อาจจะไม่กี่ชั่วโมง นาที หรือ เป็นเพียงเสี้ยววินาที แต่เหตุการณ์นั้น ทำให้ความคิดแปรเปลี่ยนและหันเหทิศทางของชีวิตในเวลาต่อมา
ถ้าไม่มีจุดเวลานั้น เราก็อาจจะไม่ได้อยู่ในสภาพที่เป็นอยู่นี้
การเดินทางของชีวิตคนเราจึงเสมือนเป็นการลากเส้นต่อระหว่างจุด ที่ไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าจะเลี้ยวไปทางไหน และไม่มีทางรู้ว่ามันจะไปจบลงที่ไหน
เราไม่มีทางรู้ว่า จุดเปลี่ยนชีวิตนั้นจะมาเยือนเมื่อใด และเราไม่มีทางตั้งใจสร้างวินาทีแบบนั้นได้ นอกจากมันจะเกิดขึ้นมาเองในเวลาใดเวลาหนึ่งที่ไม่มีทางรู้ล่วงหน้า คนสองคน คิดเหมือนกัน มีทัศนะเดียวกัน ใช้ชีวิตแบบเดียวกัน แต่หากคนหนึ่งได้พบกับจุดปลี่ยนนี้ ชีวิตแต่ละคนก็อาจต่างกันลิบลับ
นักจิตวิทยาเรียกจุดเปลี่ยนชีวิตนี้ว่า “turning point”
ซึ่งต่างจาก “การเปลี่ยนแปลง” หรือ “transitions” โดย transition นักจิตวิทยานิยามว่า เป็นเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงชีวิตที่เป็นไปตาม process เช่น การเปลี่ยนโรงเรียน เปลี่ยนที่อยู่ แต่งงาน มีลูก
เมื่อถูกถามว่าชีวิตเปลี่ยนไปเพราะเหตุการณ์อะไรบ้าง เรามักตอบด้วย transition ซึ่งมักเป็นลำดับขั้นตอนของเหตุการณ์สำคัญในชีวิต โดยถ้านำมาร้อยต่อกัน จะกลายเป็นเรื่องราวหรือ story ของชีวิตเราที่ผ่านมา จากบทหนึ่งไปสู่อีกบทหนึ่ง list ของ transition มักถูกบรรจุไว้ใน resume/CV หรือ ประวัติส่วนตัว
แต่ที่สำคัญกว่า transition คือ turning point
เพราะ turning point เป็นจุดเปลี่ยนส่วนตัว ที่เกิดขึ้นได้ก็เฉพาะกับคนใดคนหนึ่งเท่านั้น และส่งผลอย่างมากมายกับชีวิตมากกว่า เมื่อใดที่เราถูกถามว่า อะไรทำให้เราเลือกชีวิตแบบนี้ คำตอบจะเกี่ยวโยงกับ turning point
Turning point มักเป็น “จุดเวลา” ในขณะที่ transition เป็น “ห้วงเวลา” ที่ใครๆรอบตัวเรารู้ดี มองเห็นชัดเจน นอกจากนั้น turning point เป็นเรื่องของ “การเลือก” พร้อมกับ “การยอมละทิ้งบางสิ่งบางอย่าง” ส่วน transition นั้น เป็นไปตามครรลองของสิ่งที่เราคิดว่าควรจะเป็นอยู่แล้ว เช่น มีแฟนแล้วก็แต่งงาน เรียกได้ว่าค่อนข้างเป็น “การเลือก by default”
แน่นอนว่า เราไม่เล่าเรื่อง turning point ใน resume เราไม่สามารถสร้าง story จาก turning point ได้ เพราะมันเป็นเพียงจุดหนึ่งของเวลาที่ตัวของมันเองนั้นอาจไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย จะมีก็แต่เฉพาะเราเท่านั้นที่มีความหมาย ที่เกิดอาการสะกิดใจและ “อึ้ง” ก่อนจะตามมาด้วยการตัดสินใจบางอย่าง ที่ทำให้ชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกตลอดไป นอกจากนั้น ยังเป็นไปได้ว่า ในยามนั้น เราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เหตุการณ์นั้นจะกลายเป็นจุดหันเหชีวิต จะมารู้ได้ ก็ต่อเมื่อเวลาได้ผ่านไปช่วงหนึ่งแล้ว
นักจิตวิทยา Michel Rutter แห่ง Centre for Social, Genetic and Developmental Psychiatry ที่ London ชี้ว่า มีเหตุการณ์ชีวิตอยู่ 3 แบบ ที่เอื้อต่อการเกิด turning point นั่นคือ
1.เหตุการณ์มาเปิดโอกาส หรือ แม้กระทั่งมาปิดโอกาส จนเราต้องหาทางใหม่ให้ได้
2.เหตุการณ์ที่ทำให้สภาพแวดล้อมของชีวิตเปลี่ยนไป เช่นการเปลี่ยนที่อยู่อาศัย เปลี่ยนสภาพแวดล้อมการทำงาน การเดินทางไปในที่ต่างๆ จนได้พบเห็นสิ่งที่ชวนคิด ชวนอึ้ง
3.เหตุการณ์ที่เปลี่ยน concept ของตัวเราได้ ที่ทำให้เราปรับ ความเชื่อ หรือ ความคาดหมาย ซึ่งเป็นไปได้ตั้งแต่ เนื้อร้องของเพลงที่จับใจ ไปจนถึงการได้ยินเรื่องราว การอ่านหนังสือ หรือพูดคุยกับคนที่มีความคิดเห็นต่างๆ
เมื่อเหตุการณ์ทำนองนี้ มากระทบกับเรื่องที่สะสมอยู่ในใจมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ ทัศนะ บทเรียนที่เจ็บปวด หรือ ความสุขในอดีต สารพัดสิ่งที่ผ่านมาในชีวิต ก็อาจะ trigger ให้เกิดปรากฏการณ์ turning point ขึ้นมาได้
แต่กว่าจะสิ่งเหล่านี้ที่อยู่ในใจจะถูก trigger ได้ ก็ต้องมีปริมาณมากพอระดับหนึ่ง หรือถึง critical mass และการมาถึง critical mass นี้ได้ ก็มิใช่มาจากการสะสมเพิ่มเติมที่ละน้อยแบบตรงไปตรงมาหรือ linear หากเป็นผลลูกโซ่จากปัจจัยต่างๆมากมายที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง จากความคิดหนึ่ง นำไปสู่อีกความคิดหนึ่ง จากประสบการณ์หนึ่ง พาไปพบอีกประสบการณ์หนึ่ง ขัดเกลาเราให้เกิดทัศนะต่างๆสะสมไปเรื่อยๆ
เช่นเดียวกับเรื่องของ van Gogh ที่ turning point ต่างๆจะเกิดขึ้นได้ ก็มาจากการสะสมความสนใจในศิลปของเขาอย่างแรงจนถึง critical mass เพราะก็คงมีคนอื่นซื้อภาพพิมพ์ญี่ปุ่นมาติดห้องบ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่เกิดแรงบันดาลใจอะไรตามมา
ท้้งหมดนี้ นักคณิตศาสตร์บอกว่า เป็นไปตามกระบวนการของ Chaos Theory ที่สิ่งหนึ่งนำพาไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง และต่อๆกันอย่างทำนายล่วงหน้าไม่ได้ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปจะเห็นว่า ข้อต่อชีวิตแต่ละส่วนนั้นถูกอธิบายเหตุและผล มีที่มาที่ไป ได้อย่างชัดเจน
ซึ่งหมายถึงว่า เส้นทางชีวิตของเราจะอยู่ใน mode ที่เป็น proactive คือพยายามทำให้ชีวิตเป็นไปอย่างที่ต้องการ (ไม่ว่าผลสุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม เพราะชีวิตคือสภาพ chaos) แต่อย่างน้อย เราเองเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เป็นตัวแปรตาม
ถ้าชีวิตปราศจาก turning point โดยมีแต่ transition อย่างเดียว ชีวิตนั้นก็จะดำเนินไปเรื่อยๆ ตามขั้นตอนของชีวิตหรือ stage of life ในลักษณะ reactive คือ ตั้งรับกับสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้น อย่าง random ไม่มีจุดหมายพิเศษ แล้วแต่สิ่งแวดล้อมจะมีอิทธิพลนำพาไป โดยเจ้าของชีวิตเป็นเพียงตัวแปรตาม
นั่นหมายความว่า การมี turning point หลายจุดในชีวิต ช่วยลดการดำเนินชีวิตอย่าง random หรือ การดำเนินชีวิตอย่างยถากรรมได้ ในระดับหนึ่ง
สรุปคือ ชีวิตที่ดีมีความหมาย ควรจะมี turning point ดีๆหลายจุด แต่ในเมื่อ turning point เป็นสิ่งที่ถูกสั่งให้เกิดไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไร?
โชคดีว่า เราพอจะสร้างเงื่อนไขที่ช่วยสนับสนุนให้ turning point เกิดขึ้นได้
นักจิตวิทยาอย่าง Enz, K. & Talarico (2015) บอกว่า เงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้เกิด turning point ได้ คือ ต้องเปิดทางให้อารมณ์ที่มาจาก passion เข้ามามีส่วนนำทาง และกล้าที่จะลองเสี่ยง ส่วนในหนังสือ Tinker Dabble Doodle Try ของ Srini Pillay แห่ง Harvard Medical School พูดถึงปัจจัยที่เอื้อต่อการเกิด turning point ไว้ 4 ประการ คือ
1.ต้องเปิดใจกว้าง เพราะ ถ้าหากเรายังที่จะทำแบบเดิมๆ อยู่ใน comfort zone ยังไงๆก็ไม่เกิด turning point เพราะจะไม่เกิดการสะดุดใจอะไร เพราะเราสร้างกำแพงมาขังล้อมความคิดของเราไว้
2.อย่าไป focus มากเกินไป คนที่ตั้งเข็มชีวิตอย่าง focus แน่วแน่ ดูเหมือนเป็นคนมีความมุ่งมั่นก็จริง แต่ก็ทำให้พลาดโอกาสดีๆอย่างอื่นเช่นกัน การ focus อย่างเอาเป็นเอาตายไปไม่ต่างอะไรจาก อาการ tunnel vision หรือทัศนะแคบ
3.ต้องมีเวลาปล่อยใจ หากเรายุ่งอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะจากงานหรือติดโทรศัพท์ โอกาสที่ความคิดใหม่ๆจะเกิดก็จะน้อย turning point มักเกิดขึ้นในระหว่างที่สมองเราได้พัก
4.ให้คิดเสมอว่า อะไรๆก็เป็นได้
ซึ่งทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เราสามารถนำเอา “ตัวตนจริง” ที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเราออกมาใช้ได้
เหมือนอย่างที่ นักจิตวิทยา Douglas LaBier เรียกปรากฏการณ์ turning point ว่า คือ การ เปิด หรือ crack “the mystery of the self within your self” นั่นเอง






