แต่ก็เป็นไปได้อีกว่า บางครั้งเราให้ความสำคัญกับการคิดบวกมากเกินไป จนทำให้เกิดผลตรงกันข้ามอย่างจังกับสิ่งที่เราต้องการ เกิดสภาพ “positive toxicity” หรือ ความคิดบวกกลายเป็นพิษร้ายเสียเอง
Positive toxicity เกิดขึ้นเมื่อ เราพยายามบังคับตนเองหรือคนอื่นให้มองโลกในแง่ดี จนเกิดความรู้สึกผิดถ้าจะไม่ทำตาม กลายเป็นหน้าที่ที่จะต้องคิดบวกเท่านั้น ห้ามคิดลบ
ซึ่งค้านกับธรรมชาติปกติของมนุษย์ ที่จะมองโลกในแง่ดีตลอดเวลาไม่ได้ ไม่สามารถมีความสุขอารมณ์ดี ตลอดเวลา การพยายามมองโลกด้านบวก ไม่อนุญาติให้มองลบ จึงอาจเป็นการสวนทางกับสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นตอนนั้นและธรรมชาติจริงของมนุษย์
มนุษย์ถูกสร้างให้มองทั้งด้านบวกและลบอยู่แล้ว เพื่อที่จะได้วิเคราะห์หาทางแก้ไขจัดการกับสถานการณ์ร้ายต่างๆได้ การฝืนสัญชาติญาณสำคัญอันทำให้เผ่าพันธ์ุมนุษย์อยู่รอดมาได้ ด้วยการกบังคับใจให้คิดบวก อาจไม่ได้เป็นผลดี นักจิตวิทยาอย่าง Konstantin Lukin เจ้าของบทความหลายชิ้น บอกว่า การพยายามคิดบวกไม่คิดลบ เท่ากับว่าเราไม่ได้ให้ความสนใจกับเหตุการณ์ร้ายนั้น และนั่นทำให้เรากำลังจะพลาดโอกาสที่จะทำให้ปัญหานั้นถูกแก้ไขได้อย่างจริงจัง
แต่นั่นเป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในยุคที่ใครๆก็สอนให้คิดบวกเข้าไว้ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ how to หรือ self help จำนวนมากในตลาดหนังสือ หรือ life coach ที่ theme หลักของคำสอนส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นให้คิดบวก
มีความเห็นว่า ในยุคปัจจุบันกระแสการคิดบวกมาแรงเพราะโลกโซเชียล บน Facebook หรือ Instagram เราแทบไม่เห็นใครมีความทุกข์ มีแต่ชีวิตดีสวยงามร่าเริง จนทำให้เกิดความรู้สึกว่า คงจะเป็นการแปลกแยก ถ้าเราจะเป็นคนไม่มีความสุขท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความสุข
ผลที่อาจเกิดขึ้นคือ เราพยายามซ่อนความทุกข์หรือความไม่สบายใจไว้จากโลกภายนอก และที่สำคัญ บางครั้งก็ซ่อนไว้จากตัวเราเอง ด้วยการบังคับตนเองห้ามคิดลบ ให้มองโลกในแง่ดีเท่านั้น
เรามักได้ยินคำพูดว่า “ของมันอยู่ที่ใจ”, “อย่าไปกังวล มองแง่ดีเข้าไว้”, “ถ้าฉันทำได้ เธอก็ทำได้”, “คนอื่นยังแย่กว่าเลย”, “แล้วทุกอย่างก็จะดีเอง” “อะไรมันจะเกิด ก็ต้องเกิด” “อย่าคิดมาก” “ถ้าคิดอย่างนี้ ก็แพ้ตั้งแต่แรกแล้ว” บางคนมองคนป่วยหนักว่า ที่อาการไม่ดีขึ้น ก็เพราะไม่รู้จักคิดบวก เลยพยายามบังคับให้คนไข้คิดบวกให้ได้
ถึงแม้อาการเหล่านี้มาจากความหวังดี แต่ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นคือ เป็นการสร้างเงื่อนไขโดยนัยว่า “ถ้าคิดบวกไม่ได้ ก็ถือเป็นความผิด” อันเป็นการเพิ่มภาระทับถมลงไปบนคนที่กำลังผจญกับปัญหาหนัก นอกจากนั้น ยังเป็นการปฏิเสธโดยนัยอีกว่า เราไม่ต้องการรับรู้รับฟังความรู้สึกของผู้นั้น ซึ่งเป็นการสร้างความโดดเดี่ยว ทำให้รู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีใครแคร์กับสภาพจิตใจที่เขากำลังเผชิญอยู่
นักจิตวิทยา Quintero และ Long ให้ checklist ของอาการ positive toxicity ไว้ว่า
1.เมื่อเราพยายามซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงไว้
2.เมื่อเราพยายามปฏิเสธว่าเหตุการณ์ร้ายนั้นไม่ได้มีผลเสียอะไร
3.เมื่อรู้สึกผิดที่จะรู้สึกแย่
4.เมื่อมีการห้ามไม่ให้ระบายความรู้สึก โดยใช้คำพูดแบบ “feel good” แทน
5.เมื่อมีการพยายาม “สอน” หรือ lecture แทนที่จะรับฟัง
6.เมื่อมีการทำให้รู้สึกอับอายถ้าไม่คิดบวก
ผลต่อมาก็คือ ถ้าเขายังทำใจคิดบวกไม่ได้ ก็จะเกิดความรู้สึกผิด และเพื่อไม่ต้องการถูกตำหนิ หรือถูกมองว่าไม่สู้ ไม่พยายามพอ อันจะทำให้ถูกกำชับซ้ำซากอีก หรือ เพื่อไม่ให้มีเรื่อง รวมไปถึงเพื่อไม่ให้คนหวังดีทั้งหลายผิดหวัง ก็เลยเลือกที่จะซ่อนความทุกข์นี้ไว้ภายใต้ใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส กลายเป็นความรู้สึกเหงากับความทุกข์ใจที่มองไม่ออก และนี่คือที่มาแบบหนึ่งของอาการซึมเศร้าที่มองไม่เห็นที่เรียกว่า “smiling depression”
จึงไม่น่าประหลาดใจว่า ในหลายกรณีของคนที่กำลงเป็นโรคร้าย สิ่งที่ทำให้เขาหดหู่อย่างหนึ่งก็คือคนที่มาเยี่ยมด้วยความหวังดีนี่เอง เช่นเดียวกับคนที่เจอเรื่องหนัก ชีวิตล้มเหลว การหย่าร้างหรือเลิกรา ความหดหู่อาจจะมาจากผู้หวังดีที่เสนอให้คำปรึกษาไม่น้อยกว่าตัวเหตุการณ์นั้นๆเอง
มีงานศึกษาทางจิตวิทยาในระยะหลังหลายชิ้น ที่บอกว่า การพยายามเก็บกดตวามรู้สึกยิ่งทำให้เครียดหนักมากขึ้นไปอีก มีการทดลองของ Gross และ Levenson ในปี 1997 ให้คนดูภาพยนตร์ที่หดหู่ โดยห้ามไม่ให้กลุ่มหนึ่งแสดงความรู้สึกออกมาระหว่างดู คือให้นั่งเฉยๆทำตัวไร้อารมณ์ ส่วนอีกกลุ่ม ปล่อยให้แสดงอารมณ์ได้ตามปกติ ผลคือ ในกลุ่มที่ไม่สามารถแสดงความรู้สึก มีความเครียดสูงกว่ามาก ท้งนี้วัดจากการเต้นหัวใจ ความดันเลือด การขยายม่านตา ปริมาณเหงื่อออก
งานศึกษาใน journal Emotion โดย University of Queensland ชี้ว่า การเก็บอารมณด้านลบกลับจะทำให้คนเรารู้สึกแย่ลงกว่าเดิม ใน Psychology Science รายงานว่า การพยายามบังคับให้คนคิดบวกให้ได้ จะทำให้คนนั้นลดทอยความมั่นใจในตนเองลง อีกทั้งงานวิจัยของ Oettingen แห่ง New York University ชี้ว่า ในบางครั้งการจินตนาการว่า “ฉันทำได้สำเร็จ” กลับทำให้ผู้นั้นห่างไกลความสำเร็จ เช่นเดียวกับการศึกษาที่ลงใน Psychology Science (vol 20 no 9) ที่พบว่า ในกรณีคนที่มีกำลังมีปัญหาความเชื่อมั่นในตนเอง ซึ่งก็มักเป็นคนที่กำลังเผชิญกับเรื่องร้ายนั้น การพูดกับตัวเองว่า “ฉันเป็นคนที่น่าคบ”กลับทำให้รู้สึกแย่ลง ส่วนในคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงอยู่แล้ว จะทำให้รู้สึกดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้มีประโยชน์อะไร

ในสังคมปัจจุบันที่กระแสคิดบวกมาแรง จึงมีการแนะนำว่า ควรปรับทัศนะเสียใหม่ว่า คนเราจะคิดลบบ้างก็ได้ เพราะในความเป็นมนุษย์ไม่มีใครสามารถคิดบวกได้ตลอดเวลา และการคิดลบ ก็ไม่ควรถือว่าเป็นเรื่องล้มเหลว ไม่เข้มแข็ง ไม่สู้ จนทำให้เกิดความรู้สึกอับอาย ถ้าใครจะเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมาบ้าง ก็ควรจะไม่ถือเป็นคนอ่อนแอ
เช่นเดียวกับ ผู้ป่วยมะเร็งคนหนึ่ง ที่กลายเป็น icon ในการคิดบวกเพื่อต่อสู้กับมะเร็ง เคยให้สัมภาษณ์ว่า อยากให้คนทั่วไปเข้าใจว่า ไม่มีใครมีจิตใจเข้มแข็งได้ตลอด จิตตกเป็นเรื่องธรรมดา และอยากให้สังคมเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยมะเร็งได้แสดงความรู้สึกในใจบ้าง ไม่ใช่คาดหมายให้เข้มแข็งอยู่ตลอด อยากให้คนที่ไม่ป่วยเข้าใจบ้าง
ทั้งหมดนี้อาจสรุปได้ว่า การคิดบวกเป็นเรื่องดีแน่นอน แต่ถ้าเป็นการถูกบังคับกดดันให้ต้องคิดบวก ห้ามคิดลบ เมื่อนัั้นก็จะกลายเป็นผลเสียทันที
ถ้าอย่างนั้น จะทำอย่างไรให้คนที่เราเป็นห่วงมองโลกในแง่ดีได้เอง นักจิตวิทยาบอกว่าวิธีนั้นก็คือ เป็นผู้ฟังที่ดี ให้คนที่กำลังมีปัญหาได้ระบายความรู้สึกในใจ โดยผู้ฟังมีเป้าหมายอย่างเดียวคือ “พยายามเข้าใจ” ไม่ต้องไปตัดสินใจแทน ไม่ต้องไปบอกว่าคนไหนในเรื่องที่เล่ามาเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย และที่แน่ๆคือ ไม่ต้องไป lecture ยาวย้ำซ้ำซากให้คิดบวก เอาเป็นว่า เพียงตั้งใจฟัง ให้ความสนใจเขาด้วยใจจริง แค่นั้นก็พอแล้ว
เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคนที่เจอเรื่องวิกฤติคือ “ต้องการคนเข้าใจความรู้สึก” ไม่ใช่ให้ใครมาพร่ำสอนว่า ต้องคิดอย่างนั้น ต้องคิดอย่างนี้
คนที่กำลังเจอเรื่องหนักใจ ไม่ใช่พอเขาเริ่มจะระบายความในใจ ก็ถูกตัดบทว่า ต้องทำใจสู้ๆ อย่ามองโลกในแง่ร้าย เพราะที่จริงแล้ว คนที่อยากระบายความในใจ ไม่ใช่ว่าเขาไม่คิดสู้ แต่เขาต้องการคนที่รับฟัง เข้าใจเขาต่างหาก
เพื่อป้องกัน positive toxicity นักจิตวิทยา Jennifer Mudler จึงแนะให้ใช้คำพูดเหล่านี้แทน
“ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร แต่ฉันเป็นกำลังใจให้”, “มันคงรู้สึกไม่ดีอยู่แล้วแหละ แต่มีอะไรที่ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นบ้าง? เรามาช่วยกันดู”, “มันไม่ง่ายเลย แต่ที่ผ่านมาก็ถือว่าคุณทำได้ดีนะ”, “เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเจอเรื่องแบบนี้จะรู้สึกเหนื่อยและสับสน งั้นเรามาช่วยกันคิดว่า จะทำยังไงต่อดี” ฯลฯ
ซึ่งคำพูดทั้งหลายนี้ มีเหมือนกันอยู่อย่างเดียว และนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือสื่อผู้ฟังว่า “ฉันกำลังรับฟังความรู้สึกของเธอ”






