หญิงสาวถอนหายใจ ถ้าเธอต้อง copy & paste list เหล่านี้ไปเรื่อยๆทกปี มันคงเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่ง แต่นั่นดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ใครๆก็เป็นกัน เท่าที่เธอเห็น ไม่มีเพื่อนคนไหน ทำสำเร็จได้สักคน ส่วนใหญ่ ลืมเรื่อง new year resolution ที่เขียนไว้ ทันทีหลังจาก countdown จบลงและเริ่มร้องเพลง Auld Lang Syne ด้วยซ้ำ
แต่ความพลาดซ้ำซากมันทำให้เธอรู้สึกแย่กับตัวเอง และคิดว่า ปีหน้านี้จะไม่เหมือนเดิม และ เมื่อถึงสิ้นปี list เหล่านั้นจะต้องถูกติ๊กเครื่องหมายถูกให้ครบให้ได้ เธอบอกตัวเองอย่างมุ่งมั่น
แต่ว่า.. เมื่อสิ้นปีที่แล้ว เธอก็พูดกับตัวเองแบบนี้มาแล้ว ไม่ใช่หรือ? ....

ปีใหม่มักมากับธรรมเนียมการตั้ง new year resolution หรือ รายการที่จะตั้งใจทำให้สำเร็จในปีนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ สุขภาพ ไปจนเรื่องเกี่ยวกับ การพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีที่ดีขึ้นในเรื่องต่างๆ โดย resolution ที่ตั้งกันมากที่สุดคือ ลดน้ำหนัก โดยเป็น 50% ของ new year resolution จะต้องมี
Journal of Clinical Psychology บอกว่า 1 ใน 3 ของคนตั้ง new year resolution เลิกล้มความตั้งใจภายในเดือนมกรา และน้อยกว่า 10% ที่ลงมือทำจริงๆก่อนสิ้นปี ส่วนจะได้ผลหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่อง แต่คาดว่า จำนวนคนที่ทำสำเร็จจริงตามที่ตั้งใจไว้นั้น น้อยเอามากๆ น้อยจนนักจิตวิทยาให้ฉายาวันที่ 24 มกรา ว่า “Fail Day” เพราะจากการศึกษาพบว่า ระยะเวลาที่คนล้มเลิกความตั้งใจใน new year resolution โดยเฉลี่ยคือ ภายใน 24 วันเท่านั้น หากผ่าน 24 วันนี้ ก็มีโอกาส “รอด” แต่ก็เป็นไปได้ว่า เพัียงแค่วันที่ 2 มกรา หลายคนก็ลืมแล้ว
ความไม่ศักดิ์สิทธิ์ของ new year resolution ที่จริงแล้วก็คือธรรมชาติปกติของมนุษย์ ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องใกล้ตัวไว้ก่อน และมองเรื่องไกลตัว โดยเฉพาะเป้าหมายยังมีเวลาอีกเกือบปี เป็นเรื่องที่ยังไม่สำคัญ เศรษฐศาสตร์ด้าน Behavioral Economics เรียกอาการนี้ว่า discounting bias หรือ present bias คือ ให้มูลค่าของเป้าหมายในอนาคตอันไกล น้อยกว่าปกติ ยิ่งอีกนานเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เป้าหมายนั้นยิ่งมีค่าน้อยลงอย่างรวดเร็วเท่านั้น ทั้งๆที่อาจเป็นเรื่องสำคัญของชีวิตก๋ได้
นั่นหมายความว่า เรา “ลดราคาอนาคต” โดยไม่รู้ตัว ผลคือทำให้เราผลัดไปเรื่อยๆทั้งที่จะทำเดี๋ยวนี้ก็ได้ จากการวิจัยของ NBER (National Bureau of Economic Research) พบว่า เพียงอุปสรรคแสนน้อยนิด ก็สามารถทำให้คนเราผลัดวันประกันพรุ่งได้อย่างง่ายดาย ปัญหาคือ คำว่า “ทำพรุ่งนี้” มีความหมายเท่ากับอินฟินนิตี้ เพราะสามารถต่อเวลาไปได้เรื่อยๆอย่างไม่สิ้นสุด ซึ่งผลสุดท้ายก็คือ “ไม่ได้ทำ”
Thomas Schelling นักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบล บอกว่า การผลัดเวลา คือการต่อสู้ระหว่างความขัดแย้งของ ตัวเราในปัจจุบัน กับ ตัวเราในอนาคต แบบ split personality เสมือนว่า เป็นสองร่างที่กำลังต่อรองกัน โดย ร่างหนึ่งต้องการนั่งดูทีวีอยู่กับบ้านกิน junk food กับ อีกร่างหนึ่ง ที่ต้องการออกกำลังกาย กินอาหารสุขภาพ แน่นอนว่า เป้าหมายของสองร่างนี้ขัดแย้งกันชัดเจน และในที่สุด ร่างที่มักชนะคือร่างปัจจุบัน ซึ่งก็คือ ความสบายในวันนี้ เพราะให้มูลค่าวันนี้มากกว่ามูลค่าอนาคตที่ยังดูห่างไกล
สำหรับวิธีแก้นั้น Schelling ชี้ว่า อย่าเปิดโอกาสให้ split personality นี้ต่อรองกัน เพราะเห็นอยู่ว่าใครน่าจะชนะ แต่ให้สร้าง “strategic precommitment” ขึ้นมาแทน นั่นคือ การให้สัญญาล่วงหน้า ซึ่งที่จริง new year resolution ก็ถือเป็น precommitment อย่างหนึ่ง เพียงแต่ว่า ยังเป็นแค่ความตั้งใจลอยๆที่ไม่พอจะสร้างเงื่อนไขบังคับได้จริงจัง วิธีเพิ่มเติมที่ต้องทำคือ สร้าง action มาผูกมัด เช่น จ่ายเงินจองการแข่งขันวิ่งล่วงหน้า อันเป็นการปักหมุดว่า จะต้องฟิตร่างกายให้พร้อมในวันนั้นให้ได้
แต่คนเราก็ยังมีวิธีเลี่ยงอีกอยู่ดี เช่น บางคนสร้าง precommitment ในการออกกำลังกายด้วยการสมัครเป็นสมาชิก fitness แต่แล้วก็ไม่่ได้ไปเล่น หรือ ซื้ออาหารเสริมมากินตามโฆษณา โดยไม่ได้จัดอาหารที่กินตามปกติให้ถูกสุขภาพ หรือ สะสมหนังสือคู่มือเกี่ยวกับสุขภาพจนเต็มบ้าน แต่ไม่ได้อ่านหรือทำตามคำแนะนำแต่อย่างใด
เพราะโดยจิตวิทยาแล้ว คนเรามันสับสนในการ “ยึดสัญญลักษณ์แทนเนื้อหา” หรือ “ยึด symbol แทน content” โดยมองว่า symbol คือจุดหมายปลายทางแล้ว หากได้ครอบครอง symbol ก็ทำให้สบายใจได้ ถือว่าได้ทำอะไรตามที่สัญญาไว้กับตัวเอง ทั้งที่จริงๆยังไม่ได้แตะ content ซึ่งเป็นของจริงเลยด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้ ในบ้านจึงเต็มไปด้วยของที่เป็น symbol ไม่ว่าจะเป็น อาหารเสริม เครื่องมือออกกำลังกาย บัตรสมาชิกยิม หนังสือคู่มือสุขภาพ เสื้อผ้าชุด workout ต่างๆ แต่สุขภาพก็ยังแย่เหมือนเดิม
บางคนก็รู้เหมือนกันว่า symbol ไม่ใช่ของจริง เช่น แค่จ่ายค่าสมาชิกยิมย่อมไม่ได้ทำให้สุขภาพดีขึ้นมาเอง แต่ก็ไม่กล้ายกเลิกสมาชิกแม้จะไม่ไปใช้ เพราะ การยกเลิกสมาชิกยิมเป็นความเจ็บปวด เท่ากับยอมรับว่า ตนเองแพ้ที่สัญญาไว้ จึงยอมจ่ายค่าสมาชิกต่อไป ถึงแม้รู้อยู่แก่ใจว่า ไม่ได้ใช้สิทธิสมาชิกให้คุ้มเลย กลายเป็นสิ้นเปลืองยิ่งขึ้นอีก
ที่สำคัญ ปัญหาความล้มเหลวของ new year resolution ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ list ของ resolution เท่านั้น หากยังลุกลามอย่างน่ากลัวไปยังเรื่องอื่น รวมถึงความนับถือตัวเอง หรือความเชื่อมั่นในตัวเองด้วย
เพราะว่า หากเราไม่สามารถทำตามที่ตั้งใจไว้ได้สักที ล้มเหลวซ้ำซาก ก็จะอ่อนล้า เสียความรู้สึกกับตัวเองอย่างลึก ถึงแม้ว่าโดยฉากหน้าเราจะพยายามมองเห็นเป็นเรื่องตลกหรือ make fun กับตนเองก็ตาม
ในการทดลองที่ Florida State University เกี่ยวกับ การควบคุมตนเอง หรือ self control พบว่า คนที่ใช้ความพยายามในการอดกลั้นไม่กินช้อคโกแลต จะมีความสามารถน้อยลงในการแก้ปัญหาอื่น ถึงแม้ว่าจะเป็นคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งขนาดอดกลั้นทำสำเร็จ ก็ยังอ่อนล้า ถ้าอดทนไม่ไหว ทำไม่สำเร็จ ก็จะยิ่งหนักขึ้นไปอีก
ทั้งนี้เพราะ ความสามารถในการคุมตนเองไม่ต่างอะไรจากกล้ามเนื้อ ที่หากใช้มากไปก็จะล้า หรือ ไม่ใช้เลย ก็จะลีบลดขนาดลงเรื่อยๆ นั่นคือ ทุกครั้งที่คนเราพยายามสู้กับนิสัยตนเอง เช่นในเรื่อง บังคับให้ตนเองออกกำลัง บ่อยครั้งมากๆเข้า ก็จะล้าในการต่อสู้กับเรื่องอื่นๆไปด้วย เช่น ในเรื่องที่ทำงาน และเมื่อพบว่า วันเวลาผ่านไปโดยที่ไม่สามารถเอาชนะตนเองในเรื่องต่างๆได้ ก็จะเกิดเป็น negative feedback loop ที่ทำให้คนนั้นสูญเสียความรู้สึกดีกับตนเองมากขึ้นทุกที จนกลายเป็นปัญหาจิตใจไป
และนั่นหมายความว่า การตั้ง new year resolution อาจไม่ใช่เรื่องเล็กๆ หรือเรื่องเล่นๆ เสียแล้ว
วิธีแก้ปัญหาก็คือ จัดการกับตัวปัญหาที่ทำให้เกิดความอ่อนล้า หรือ” temptation factor” ออกไปเสีย เช่น หากต้องการควบคุมน้ำหนัก ก็เลี่ยงที่จะเดินผ่านร้านอาหารที่เคยกิน หรือ ไม่เก็บ junk food ไว้ในตู้เย็นให้เปิดหยิบง่ายๆ
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ “ต้องเปลี่ยนสังคมรอบตัว ให้เอื้ออำนวยต่อความสำเร็จต่อ new year resolution ด้วย”
เพราะว่า สาเหตุหลักที่ทำให้คนเราไม่สามารถเอาชนะใจตนเองได้ ก็เพราะเรายังอยู่ในสังคมที่ไม่เห็นความสำคัญของประเด็นนั้น
เช่น ถ้าเราอยู่ในกลุ่มเพื่อนฝูงที่นิยมการเสาะแสวงหาของอร่อย ก็ย่อมจะยากที่จะต้านทานความอยากเวลานั่งทานข้าวร่วมกันได้ อีกทั้งโดยจิตวิทยาแล้ว คนเราเมื่อเข้ากลุ่มก็ต้องยอมทำตามธรรมเนียมหรือ norm ที่กลุ่มปฎิบัติ ถึงจะรู้สึกว่าเป็นสมาชิกแท้จริงของกลุ่ม ดังนั้น การต้าน group pressure จึงมักไม่สำเร็จ วิธีที่อาจง่ายกว่านั้น คือ เปลี่ยนกลุ่ม หรือ ไปด้วยกันให้น้อยลงแทน
หรือวิธีที่ดีกว่านั้น และยั่งยืนกว่า ก็คือ เป็นตัวของตัวเองให้สุดๆ แน่วแน่ และปฏิเสธเป็น
..เกือบจะเดือนหนึ่งมาแล้ว
เธอจำได้ดีว่า ในวันแรกของปีที่อากาศแสนสบาย การที่เธอฝืนใจออกมาวิ่งนั้น เป็นความรู้สึกเหงาและกล้ำกลืนเพียงใด แต่แล้วเมื่อเธอทำได้ แม้ด้วยระยะทางเพียงน้อยนิด ท่ามกลางบรรยากาศสังคมคนออกกำลังด้วยกัน ก็ทำให้เธอเริ่มติด จะมีก็แค่ต้องบังคับตนเองว่า อย่าถี่เกินไป
และหญิงสาวก็จำได้ดีอีกว่า ในงานเลี้ยงหลังวันปีใหม่ เธอปฏิเสธของอร่อยหลายอย่างจนเพื่อนประหลาดใจ แต่หญิงสาวเองก็ประหลาดใจยิ่งกว่า เมื่อเธอกำลังเป็นตัวอย่างที่เพื่อนเริ่มทำตาม เพราะพอมีคนหนึ่งกล้าที่จะเปลี่ยน ก็ทำให้คนที่แอบอยากเปลี่ยนอยู่แล้ว กล้าขึ้นมาบ้าง
เมื่อนึกถึงเรื่องเหล่านี้แล้ว หญิงสาวอดยิ้มให้กับตัวเองไม่ได้ เพราะวันนี้คือ วันที่ 24 มกรา






