OPINION

Lipstick Under My Burkha : ร่องรอยงามใต้ความลับ

จักรกฤต โยมพยอม
23 ก.ย. 2560
หนังอินเดียส่วนใหญ่ที่เป็นรู้จักกันในต่างแดน จะมีแง่มุมของการเรียกร้องต่อสู้อะไรบางอย่างที่เป็นขนบเดิมของชาวอินเดีย ทั้งเรื่องชาติพันธุ์ ชนชั้นวรรณะ การศึกษา หรือเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ
บางเรื่องก็เข้าฉายที่ประเทศไทยอยู่บ้างเหมือนกันนะครับ แต่ก็เข้าฉายอย่างเงียบ ๆ  พร้อมกับออกจากโรงไปเงียบ ๆ เพราะหนังอินเดียจะค่อนข้างเฉพาะกลุ่มครับ ในประเทศไทยมีโรงหนังที่ฉายหนังอินเดียอยู่ไม่ถึง 5 แห่งเท่านั้น เรื่องที่น่าดูมาก ๆ บางเรื่องก็ไม่เข้าฉายที่ประเทศไทยครับ จะหาดูที่ไหนก็ลำบากเหลือเกิน จนผมมีโอกาสได้มาเยือนประเทศสิงคโปร์ครั้งนี้ครับ มีหนังอินเดียเรื่องหนึ่งที่น่าดูมาก ชื่อเรื่องว่า  Lipstick Under My Burkha ผลงานการเขียนบทและกำกับโดย Alankrita Shrivastava ครับ

ผมได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้มาตั้งแต่ปีก่อน รู้มาว่าเป็นหนังแนวดรามาคอมิดีที่ได้รับรางวัลสาขาภาพยนตร์ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศจากเทศกาลภาพยนตร์ทั้งในประเทศอินเดียและประเทศญี่ปุ่น มาสิงคโปร์ช่วงที่หนังเรื่องนี้เข้าฉายทั้งที จะให้คอหนังอินเดียอย่างผมพลาดไปก็คงจะไม่ใช่เรื่อง
           
หนังเล่าเรื่องราวของผู้หญิง ๔ คนในสังคมที่มีกรอบวัฒนธรรมดั้งเดิมครอบไว้อย่างยากจะเปิดออกได้ เธอพยายามจะแหวกกรอบนั้นออกมา แต่ก็ทำได้ยากเย็นแสนเข็ญ


           
หนึ่งในนั้นคือเด็กสาวที่คลั่งไคล้ไมลีย์ ไซรัส อยากจะใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นสมัยใหม่ในโลกตะวันตก สวมกางเกงยีนส์ ร้อง เต้น เล่นดนตรี แต่เธอก็ทำไม่ได้ เพราะว่าเธออยู่ในครอบครัวที่เคร่งศาสนา ต้องแต่งกายมิดชิด เปิดเผยให้สาธารณชนเห็นได้เพียงดวงตาเท่านั้น ที่ที่เธอเป็นตัวเองที่สุดก็คือในห้องนอนเมื่อเธอลงกลอนประตูแล้วอยู่คนเดียว
           
หนึ่งในนั้นคือหญิงสาวที่คบหาดูใจกับช่างภาพชายหนุ่มผู้ต่ำต้อยด้อยเงินตรา แต่ครอบครัวของเธอดันจับคลุมถุงชนให้หมั้นหมายกับชายหนุ่มฐานะดี แม้ว่าเธอจะไม่ได้อยากจะแต่งงานกับชายคนนี้ แต่เธอก็ไม่สามารถปฏิเสธครอบครัวของเธอ ด้วยเหตุผลว่าชายคนนี้สามารถซื้อบ้านใหม่ให้แม่ของเธอได้นั่นเอง
           
หนึ่งในนั้นคือหญิงวัยกลางคนที่อยู่กินกับสามีผู้เอาแต่ใจ ไม่ยอมสวมถุงยางอนามัยจนมีลูกชายวัยไล่เลี่ยกัน 3 คน เมื่อภาระมากขึ้น เธอก็ตัดสินใจออกนอกบ้านไปทำงานเป็นพนักงานขายสินค้า สามีเองก็ทำงานที่ต่างประเทศ ไป ๆ มา ๆ ซาอุฯ - อินเดีย รายได้ก็ส่งมาให้เธอไม่สม่ำเสมอ แต่ฝ่ายสามีก็ไม่พอใจเลยที่เธอออกไปทำงานนอกบ้านเช่นนี้ ทั้งที่เขาเองก็ไม่ได้มีแค่เธอ
           
หนึ่งในนั้นคือหญิงม่ายชราผู้มีใจให้ชายหนุ่มกำยำล่ำสัน ครูสอนว่ายน้ำของหลานชายเธอ ทำให้เธอตัดสินใจไปเรียนว่ายน้ำกับเขาด้วย ความใกล้ชิดทำให้เธอยิ่งผูกพันและยิ่งมีใจให้เขา จนเธอตัดสินใจโทรศัพท์ไปคุยเรื่องอย่างว่ากับชายหนุ่มคนนี้ โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าคือหญิงชราลูกศิษย์ของเขานั่นเอง
           
ลิปสติกก็เปรียบเสมือนความงามอย่างหนึ่งของผู้หญิงครับ เมื่อซื้อมาทาทั้งที ส่วนใหญ่ก็อยากให้คนอื่นได้ชื่นชมความงามกันทั้งนั้น การที่ต้องปกปิดอยู่ภายในผ้าคลุมเช่นนี้ บางครั้งก็เหมือนความงามนั้นไม่มีอยู่จริง มีเพียงตัวเธอเองเท่านั้นที่เห็นความงามดังกล่าว


           
เช่นเดียวกับ “ความเท่าเทียมทางเพศ” ครับ แน่นอนว่ามันคือความงามอย่างหนึ่ง มีผู้หญิงมากมายบนโลกนี้ได้สัมผัสความงามนั้น และได้ใช้ความงามนั้นอย่างเปิดเผย แต่ก็มีผู้หญิงในวัฒนธรรมอินเดียอีกหลายคนที่ไม่ได้สัมผัสความงามนี้เลย
  • ทำไมเธอไม่สามารถชอบไมลีย์ ไซรัสอย่างเปิดเผย
  • ทำไมเธอไม่สามารถสวมกางเกงยีนส์ออกจากจากบ้าน
  • ทำไมเธอจะร้องรำทำเพลงแบบคนอื่นไม่ได้
  • ทำไมเธอไม่สามารถเลือกคู่ครองด้วยตนเอง
  • ทำไมเธอไม่สามารถปฏิเสธเวลาสามีต้องการร่วมรัก
  • ทำไมเธอออกไปทำงานนอกบ้านไม่ได้
  • ทำไมเธอต้องยอมให้สามีนอกใจ
  • ทำไมเธอไม่สามารถสลัดส่าหรีเพื่อมาสวมชุดว่ายน้ำ
  • ทำไมเธอไม่สามารถบอกรักชายหนุ่มที่อายุน้อยกว่า
  • ทำไมเธอไม่สามารถเล่น sexphone กับชายหนุ่ม

ภาพยนตร์เรื่อง Lipstick Under My Burkha ตั้งคำถามให้เราได้คิดตามมากมายเหลือเกิน เราอาจจะคิดว่าโลกหมุนมานานและไกลกว่าเดิมมากแล้ว เรื่องแบบนี้ไม่น่าจะยังคงมีอยู่ ใช่ครับ โลกหมุนมาไกลกว่าเดิม เหตุการณ์ที่สะท้อนความไม่เท่าเทียมค่อย ๆ หายไป แนวคิดเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศก็เข้าไปอยู่ในทุกสังคมมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะให้เท่าเทียมกันได้จริง ๆ

เรื่อง “ความเท่าเทียมทางเพศ” นี่จะว่าไปแล้วก็พูดยากนะครับ เพราะแต่ละชีวิตล้วนมีธรรมชาติต่างกัน ข้อจำกัดบางประการก็ต่างกัน จะให้เท่ากันเสียทุกเรื่องก็เป็นไปไม่ได้ แต่ผมว่าถ้าเราใจกว้างพอ เราก็น่าจะวิเคราะห์ได้ว่าเรื่องไหนทำให้เท่าเทียมกันได้บ้าง เราอาจจะไม่สามารถทำให้ทุกคนบนโลกนี้เข้าใจเรื่องความเท่าเทียมได้เหมือนกันทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ช่วยเคารพสิทธิความเป็นมนุษย์ของกันและกันให้มากขึ้นก็น่าจะเป็นเรื่องดี



ถ้าอยากลองสัมผัสแง่มุมแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ศาสนา และชาติพันธุ์ให้มากกว่าที่คุณรู้จัก ก็ลองเข้าไปอ่านคอมเมนต์ใต้คลิปตัวอย่างภาพยนตร์เรื่องนี้ดูครับ ความเห็นหลากหลายทีเดียว บางความเห็นทำให้เรายิ้มได้ บางความเห็นทำให้เราร้องไห้ บางความเห็นทำให้เราคิดว่า “นี่เราต้องอยู่ร่วมโลกกับคนแบบนี้จริง ๆ หรือ” ใช่แล้วครับ เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมโลกกับคนทุกแบบให้ได้
 
About the Author
ครูภาษาไทยผู้หลงใหลการสอนหนังสือ การเดินทาง และการเสพสื่อบันเทิง มีผลงานหนังสือ 1 เล่มชื่อ "สุนทรภู่ไม่ได้เป่าปี่ พระอภัยมณีไม่ใช่คนระยอง" สนทนากับครูทอมได้ที่ www.facebook.com/tom.jakkriz IG&Twitter: @tutor_tom
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดราม่าเกิดได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ถ้าหากเกิดในที่ทำงาน (ที่ต้องพบปะเห็นหน้าค่าตากันทุกวัน) เราจะทำยังไง?
 
แมวก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ชอบกดชัตเตอร์ใส่รัวๆเช่นกัน ฉะนั้นเทคนิคที่จะแชร์ในวันนี้ เราไม่ได้ได้จากการเรียนรู้จากช่างภาพมืออาชีพแต่อย่างใด แต่เราได้จากการนั่งเล่นกับแมวแทบทุกวัน ซึ่งเป็นแมวข้างบ้าน ข้างถนน และแมวใครก็ไม่รู้ นั่นเลยได้รู้นิสัยและเทคนิคจากสารพัดแมวเลยล่ะ และผลของเทคนิคเหล่านี้ก็คือ การได้รูปแมวที่ไม่เบลอ ได้ท่าทางประหลาด ได้ความเป็นแมวจริงๆ ทั้งหมด 7 ข้อนี้ล่ะ