OPINION

“I Love You” หรือ “I Own You” กันแน่?

สุรพร เกิดสว่าง
25 ก.ย. 2560
ในฉากสุดท้าย ในรถแท็กซี่ ท่ามกลางฝนตก บนถนนใจกลางมหานครนิวยอร์ก จากภาพยนตร์คลาสสิก “Breakfast at Tiffany’s” (1961) ระหว่าง Pual (George Peppard) และ Holly (Audrey Hepburn) :
 
Paul      :               I love you. You belong to me
Holly     :             No people don’t belong to people 
Paul      :               Of course they do  
Holly     :              Nobody is going to put me in a cage
 
Paul      :              People do fall in love. People do belong to each other because that's the only chance anybody's got for real happiness.
 
และเรื่องราวของความรักที่วุ่นวายของทั้งสอง ก็จบลงด้วยดีในไม่กี่นาทีต่อมา กับ key message ที่ว่า  “คนรักกันย่อมเป็น “เจ้าของกันและกัน” และนั่นคือโอกาสที่จะมีความสุขได้อย่างแท้จริง”
 
แต่จริงๆแล้ว  มันใช่หรือ?
 
ใน ความรัก หรือ ชีวิตคู่นั้น ที่จริงก็คือ “การเล่นเกม” ระหว่างคนสองคนอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้พอจะอธิบายหรือคาดพฤติกรรมของแต่ละฝ่ายได้จากวิชา Game Theory โดยคนสองคนนั้น มีสิทธิ์เลือก strategy ในการเล่นได้สองอย่าง คือ cooperative strategy ซึ่งก็คือ “การให้ความร่วมมือ” กับ  dominant strategy หรือ “การเอาชนะ”  ซึ่งทั้งหมดนี้ ต่างคนต่างก็ไม่รู้แน่ว่า อีกฝ่ายจะคิดอย่างไร ได้แต่คาดเดา
 
เมื่อมี strategy สองอย่าง กับ คนสองคน บนความคาดเดา โอกาสที่จะเล่นเกมที่จะมีได้คือ
1. ทั้งสองคนเล่น cooperative strategy คือ ร่วมมือกันทั้งคู่ หรือ 
2. คนหนึ่งเล่น cooperative strategy อีกคนหนึ่งเล่น dominant strategy โดยผลคือคนที่เล่น dominant strategy ก็จะชนะไป หรือ
3. ทั้งสองคนเล่น dominant strategy อันหมายความว่า ต่างคนต่างจะเอาชนะกันให้ได้ ผลคือจะไม่มีใครแพ้ชนะชัดเจน โดยต่างแค่ยันกันไว้อย่างนั้น ซึ่งก็ถือว่าไม่ใช่สภาพที่ต้องการจริงๆแต่แรก แต่ก็พอรับได้ 
 
ถ้าไม่ไว้ใจกันหนักๆ strategy ทีดีที่สุดสำหรับคนเล่นคือ dominant strategy  หรือ “เอาชนะไว้ก่อน” แต่ถ้าพอมีความหวัง ไว้ใจกันได้บ้าง ก็ควรเสี่ยงการเล่น  cooperative strategy เพราะถ้าอีกฝ่ายหนึ่งเล่น cooperative strategy ด้วย ก็จะเกิดผลดีสำหรับทั้งสองคน 
 
ทางคณิตศาสตร์พิสูจน์ด้วยการ simulation แล้วว่า ในระยะยาว ถ้าจะให้ความสัมพันธ์จะรอดก็ต้องเล่น cooperative strategy กันทั้งสองฝ่าย คือหันหน้าเข้าร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบไหน ในเรื่องธุรกิจ การเมือง รวมไปจนถึง วิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ และรวมไปถึงเรื่องความรัก
 
นั่นคือ ถ้าจะรักจริง ก็ต้องเล่น cooperative strategy
 
เงื่อนไขสำคัญของ strategy นี้คือ ผู้เล่นต้องไม่คิดเอาชนะ ยอมเสี่ยงเปิดโอกาสให้ตัวเองแพ้ได้ โดยหวังว่า อีกฝ่ายจะเล่น cooperative strategy ตอบกลับมาเช่นกัน และนั่นคือรูปแบบที่ดีที่สุดของเกมในระยะยาว ที่เป็นมิตรกันและร่วมมือกันให้บรรลุเป้าหมายร่วม   แต่ทว่า ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งเกิดไม่ยอมดีด้วย หันไปเล่น dominant strategy ตอบกลับมาแทน คนที่เล่น cooperative strategy ก็จะต้องเป็นฝ่ายแพ้ไปอย่างช่วยไม่ได้ เพราะเปิดตัวให้เป็นเหยื่อเต็มที่
 
เท่ากับว่า ถ้ารัก ก็ต้องยอมเปิดโอกาสที่จะแพ้ได้เสมอ ถ้าคิดจะเอาชนะอย่างเดียวเท่านั้น ไม่เรียกว่ารัก  ดังนั้นในเชิงของเกมนั้น คำว่า รัก จึงมีความหมายใกล้เคียงกับประโยคว่า “ฉันยอมเธอได้นะ ถ้ามันทำให้อะไรดีขึ้น”  
 
ซึ่งตรงกันข้ามกับ “เรื่องฉันนี้ยอมไม่ได้” ของคนที่เล่น dominant strategy ที่เล่นยังไงก็ได้เปรียบกว่า ปลอดภัยกว่าคนเล่น cooperative strategy เสมอ เพราะ ต่อให้อีกฝ่ายเล่น dominant strategy หรือ“ฉันก็ยอมไม่ได้เหมือนกัน” ก็ไม่ได้แพ้ ถึงแม้ไม่ได้ชนะอย่างที่ต้องการก็ตาม โดยต่างฝ่ายต่างยันกันไว้
 
ซึ่งคนที่เอาแต่เล่น dominant strategy ในชีวิตคู่นั้น ตาม Game Theory ชี้ว่า คนนั้นอาจจะไม่รู้กับคำว่า “รัก” จริงๆเลยก็ได้ เพราะความต้องการเอาชนะมาบังตา   
 
แต่ทำไมในในชีวิตคู่ เรายังเห็นว่า คนยังนิยมงัด dominant strategy ออกมาใช้บ่อยๆ ?
 
คำตอบก็คือ สำหรับหลายต่อหลายคนนั้น คำว่า “ความรัก” กับ “ความเป็นเจ้าของ” คือสิ่งเดียวกัน หรือที่เรียกว่า  “I love you = I own you”


 
และ ในเมื่อสิ่งที่อยู่ในใจคือ “ความเป็นเจ้าของ” ดังนั้นตามตรรกะของเกม ผู้เล่นก็ย่อมต้องใช้ dominant strategy เอาชนะเป็นหลัก เพื่อรักษาความเป็นเจ้าของไว้ให้ได้  หากถ้าไปเล่น cooperative strategy ก็อาจจะพ่ายแพ้ได้ง่ายๆถ้าเจออีกฝ่ายตอบโต้ด้วย dominant strategy กลับมา และ ถ้าแพ้ อำนาจและความน่าเชื่อถือในการเป็นเจ้าของจะลดลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ซีเรียสมากในสายตาของคนยึดถือความเป็นเจ้าของ และยอมกันไม่ได้ 
 
ในเมื่อการจ้องแต่จะใช้ dominant strategy ในชีวิตคู่ หมายถึง ผู้เล่นหมกมุ่นกับการปกป้องความเป็นเจ้าของ กว่าการให้  โดยตรรกะ จึงสรุปได้ว่า “ความเป็นเจ้าของ” กับ “ความรัก” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน หรือ I love you ≠ I own you 
 
ซึ่งทัศนะนี้ ดูเหมือนจะขัดแย้งกับพฤติกรรมของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่การแสดง ความเป็นเจ้าของ กับ ความรัก ดูเหมือนจะแยกกันไม่ออก เหมือนอย่างที่พูดว่า “เมื่อรักใครก็อยากได้”  ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะธรรมชาติว่าด้วยการสืบทอดเผ่าพันธุ์ที่การครอบครองความเป็นเจ้าของในคู่ที่ mate กัน เป็นการช่วยให้ดำรงเผ่าพันธุ์ไว้ได้  และนั่นเป็นที่มาของความหึงหวง  
 
แต่ถึงแม้ ownership กับ love มักจะมาด้วยกัน เกิดพร้อมกัน จนแทบแยกไม่ออก มันก็เป็นคนละสิ่งกันอยู่ดี เพราะ “ownership is to take” แต่ “love is to give” ซึ่งเป็นเรื่องตรงข้ามกัน
 
อย่างหนึ่งเป็นเรื่องที่คิดถึงตัวเอง อีกอย่างเป็นเรื่องที่คิดถึงผู้อื่น อย่างหนึ่งเป็นเรื่องของสัญชาตญาณที่ธรรมชาติให้มาเพื่อแข่งขันตาม Law of Natural Selection  อีกอย่างเป็นเรื่องของความสุขจากการให้และเสียสละ และแน่นอนว่า สิ่งที่ตรงกันข้ามกันเช่นนี้ จะเป็นสิ่งเดียวกันไม่ได้ 
 
ตรรกะของเกม จึงเตือนสติว่า ในบางครั้งสิ่งที่เราเรียกว่ารักนั้น จริงๆแล้ว เราอาจไม่ได้หมายถึงความรัก แต่เป็นเรื่องของ ความต้องการเป็นเจ้าของ เสียมากกว่า หากดูดีๆ เราอาจพบว่า จริงๆแล้ว เรากำลังอยู่ใน mode ที่ต้องการเอาชนะ ไม่ได้อยู่ใน mode ของการหาความร่วมมือ
 
นั่นคือ เรากำลังทำเพื่อตัวเอง ไม่ได้ทำเพื่อ”คนรัก” อย่างที่เราคิด
 
ตรรกะของเกมชี้อีกว่า คนที่บอกว่ารัก แต่พยายามควบคุมชีวิตของอีกคน ให้ห่างจากโอกาสที่ไปมีคนอื่น เช่น กันไม่ให้อีกฝ่ายมีสังคมมาก หรือ มีอาการระแวงหึงหวงเป็นประจำ นั้น ที่จริงคือ เป็นห่วงตัวเองมากกว่า กลัวว่าจะสูญเสียการครอบครองไป ไม่ได้ทำไปเพราะรัก เห็นชัดๆคือ ใน case ที่ extreme อย่างการฆ่าเพราะหึงหวง เป็นเรื่องของ ownership ล้วนๆ ไม่ใช่ love  
 
Love  vs  Ownership ยิ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวกับคนที่มีความสามารถสูง ชอบเรียนรู้ ค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา การที่คนกลุ่มนี้จะมายอมถูกควบคุมชีวิตและถูกครอบครอง เพื่อแลกกับคำว่า “รัก” นั้น อาจขัดแย้งอย่างจังกับชีวิตที่เขาต้องการเป็น เพราะนั่นหมายถึง การพลาดโอกาสที่จะใช้ความสามารถพิเศษที่เขามีอยู่ไปอย่างน่าเสียดาย  ต้นทุนของสิ่งที่เรียกว่า ความรัก สำหรับคนกลุ่มนี้ จึงสูงกว่าปกติ ในหนังสือกึ่งวิชาการ “All the Single Ladies” โดย Rebecca Traister ชี้ให้เห็นว่า ยิ่งคนมีความสามารถ เก่ง มีทางเลือก ก็ยิ่งหวงแหนชีวิตโสดมากขึ้น และนั่นทำให้จำนวนคนโสดมากขึ้นเรื่อยๆ
 
และนั่นเป็นความขัดแย้งระหว่าง I love you กับ I own you ที่ปรากฏให้เห็นแล้วในสังคมระดับมหัพภาค
 
...ไม่เพียงแต่เถียงกันระหว่าง Paul กับ Holly บนรถแท็กซี่ใน Breakfast at Tiffany’s เท่านั้น ประเด็น Love vs Ownership ยังคงเป็นเรื่องโต้แย้งอีกนานแสนนาน แต่คงไม่เสียหาย ถ้าเราจะคอยดูแลให้ “สิ่งที่เรียกว่าความรัก” นั้น ให้มีสัดส่วนของความรักมากกว่าความเป็นเจ้าของ  ให้สมกับชื่อของมัน คือ “ความรัก” จริงๆ    
 
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
บอกเลยว่าละคร “ละอองดาว” กำลังปังมาก แถมนางเอกก็มีแต่หนุ่มมารุมล้อม เราเลยเอา 5 วิธี...หว่านเสน่ห์หนุ่ม! แบบฉบับละอองดาวมาฝาก เผื่อในชีวิตจริงจะเจอหนุ่มปังๆบ้าง
ถึงแม้ตามสถิติชีวิตแต่งงานมีความเสี่ยงสูง แต่เราบริหารความเสี่ยงให้น้อยลงได้ อย่างแรกที่สำคัญมากคือ อย่าไปแสวงหาความ perfect ที่ไม่มีจริง