จริงๆ แล้วชาวสวีเดนไม่ชอบแปลความหมายของคำว่าฟี้กะหรอกค่ะ เพราะถ้ามีการแปลเป็นเรื่องเป็นราวแล้วเนี่ย เค้ากลัวว่าจะสูญเสียธรรมชาติความสำคัญของที่มาที่ไปของคำว่าฟี้กะ ไม่งั้นมันก็จะหมายความว่า coffee break ธรรมดาๆ เท่านั้น ไม่ได้พิเศษอะไรอย่างที่มันเป็นจริงๆ ถ้าคุณอยากไปเที่ยวสวีเดน ฟี้กะจะกลายเป็นคำศัพท์คำที่สามทันทีที่คุณควรรู้ นอกจากคำว่า tack (ขอบคุณ) และ hej (สวัสดี)
ฟี้กะเป็นคำศัพท์แสลงที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19 จากคำเดิมคือ ‘kaffi’ หรือ coffee นั้นเอง คราวนี้คุณผู้อ่านลองตัด f ออกหนึ่งตัวแล้วสลับเอา fi ไปวางตรงหน้า ka ดูสิค่ะ เรียงตัวอักษรใหม่ได้คำว่า… fika ไงละคะ! คำศัพท์คำนี้ใช้ได้ทั้งเป็นนามหรือกริยา อย่างเช่น “วันนี้ระหว่างประชุมเราจะมีพักฟี้กะทั้งหมด 2 ช่วงนะคะ” หรือ “คุณผู้อ่านคะ ขอเชิญไปฟี้กะที่ร้านกาแฟนะคะ”
“ฟี้กะเป็นมากกว่าการดื่มกาแฟ มันคือปรากฏการณ์ทางสังคมของชาวสวีเดน” เพื่อนชาวสวีเดนที่ตอนนี้ทำงานเป็นหมออยู่ในเมืองสตอกโฮล์มบอกกับผู้เขียนว่าอย่างนั้นค่ะ เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทำอาชีพอะไร ชีวิตคุณจะยุ่งมากแค่ไหน ชาวสวีเดนจะมีการแบ่งเวลาให้กับการฟี้กะระหว่างวันเสมอ ซึ่งเกิดขึ้นได้ตลอดช่วงเวลาของวัน เช้า เย็น หรือมืดค่ำก็ได้ (บางคนเค้าจัดปาร์ตี้มิดไนท์ฟี้กะกันก็มีนะคะ!) นั่งฟี้กะชิวๆ ที่บ้าน ที่ทำงาน หรือที่ร้านกาแฟก็ได้ (บางคนฟี้กะกันตอนไปออกค่าย กางเต็นท์อยู่ในป่า ก็มีค่ะ) จะฟี้กะกับเพื่อนที่ทำงาน ครอบครัว หรือคนที่คุณอยากทำความรู้จักกับเค้ามากขึ้นก็ได้ จะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้น ขอแค่สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายต้องมี คือ แต่ละคนต้องมี กาแฟหนึ่งแก้ว (หรือเป็นเหยือก!) กับของหวานอยู่ในมือ
และนี้คงเป็นที่มาว่าทำไม ประเทศสวีเดนจริงเป็นประเทศอันดับหกที่ดื่มกาแฟมากที่สุดในโลก จากผลการศึกษาขององค์กร International Coffee Organization ประเทศอื่นในแถบนอร์ดิกด้วยกันทั้งหมด อย่าง ฟินแลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ และไอซ์แลนด์ ก็ดื่มกาแฟเยอะเป็นอันดับ 1-5 ทั้งนั้น เยอะกว่าชาวอิตาเลียนซะอีกค่ะ
กลับมาที่เรื่องของหวาน เพราะเชื่อว่าสำคัญกับทั้งผู้อ่านและผู้เขียนมาก (ฮ่าๆ) ฟี้กะจะขาดของหวานไปไม่ได้ค่ะ เพราะนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของการฟี้กะ มีทั้งขนมปังอบในรูปแบบต่างๆ ทั้งซินนามอนโรล หรือในภาษาสวีดิชเรียกว่า kanelbulleเค้ก คุ้กกี้ ช็อคโกแลตบอล หรือจะเป็นสลัดผลไม้ หรือแซนวิชแบบเปิดหน้าก็ได้

ก็บอกคุณผู้อ่านแล้วไงคะ ว่าฟี้กะเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่มาก จะเป็นแค่การพักเบรกดื่มกาแฟแค่นั้นได้ยังไง ก็ประเทศสวีเดนเค้าออกเป็นกฎหมายการฟี้กะมาเลย ว่าทุกๆ ชั่วโมงที่คุณทำงาน คุณจะได้รับสิทธิ์ห้านาทีในการหยุดพักทันที! เพราะฉะนั้น สถานที่ทำงานทุกแห่งในประเทศสวีเดนจึงให้สิทธิ์นั้นแก่คุณในการพักฟี้กะ ราวๆ 15 นาทีในช่วงเช้าและช่วงบ่าย ประมาณทุกๆ 10 โมงหรือบ่าย 3 โมงก็พักฟี้กะกันได้แหละ ที่ทำงานบางแห่งยังมีกาแฟคุณภาพดีให้คุณรับประทานฟรีในที่่ทำงานอีกด้วย ช่วงนี้คุณจะโทรไปคุยงานกับใครคงจะหาตัวยากหน่อยนะค่ะ มัวแต่ยุ่งทำอะไรกันอยู่คุณผู้อ่านคงพอจะเดาได้แล้ว :)
มีน้อยประเทศนะคะที่จริงจังกับการฟี้กะขนาดถึงกับมีกฎหมายออกมาเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้ อย่างประเทศอเมริกา หรือแม้แต่ในกรุงเทพฯบางพื้นที่ในเมือง เราจะเห็นว่าคนนั่งอยู่ในร้านกาแฟเต็มร้านก็จริงแต่นั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์ส่วนตัว หรือคอนเน็กอยู่กับมือถือ ของใครของมัน งุ่นง่านอยู่กับการเช็กอีเมลล์เช็กโซเชียลมีเดีย ทำงาน ทำการบ้านเงียบๆ คนเดียว หรือถ้านั่งอยู่กับเพื่อนหลายคนแต่ว่าแต่ละคนก็มีโลกส่วนตัวเป็นของตัวเอง การนั่งคุยกัน สนทนา แลกเปลี่ยนไอเดีย หรือถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันจริงจัง อาจจะไม่ค่อยมี
ในขณะที่ ในประเทศแถบนอร์ดิกอย่างประเทศสวีเดน ร้านกาแฟจะเต็มไปด้วยกลุ่มเพื่อนสนิท เพื่อนที่ทำงาน เพื่อนใหม่ที่ยังไม่ค่อยสนิท แต่สนใจอยากหาเรื่องชวนคุยจะได้รู้จักกันมากขึ้น เพื่อนที่มาชวนกันวางแผนเที่ยว เพื่อนชวนเที่ยวด้วยกัน ในวันหยุดสุดสัปดาห์ จะออกเดทด้วยการฟี้กะกันก็ได้ (ประสบความสำเร็จมาหลายคู่แล้วนะคะจะบอกให้)หรือ จะฟี้กะเพื่อประชุมงานเบาๆ เอาบรรยากาศไม่เครียดจนเกินไป (ชาวสวีเดนจะใช้ช่วงเวลานี้ในการทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานหรือกับเจ้านายมากขึ้น เพราะคุยกันเรื่องเบาๆ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องงาน) หรือจะฟี้กะเพื่อสัมภาษณ์งานสบายๆ กับผู้สมัครงานที่คิดว่าน่าสนใจ หรือจะจัดปาร์ตี้ฟี้กะรับปริญญามีแอลกอฮอล์นิดๆ บวกกาแฟก็ได้ จะเห็นได้ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการฟี้กะไม่ใช่แค่องค์ประกอบเสริมอย่างกาแฟหรือขนม ของหวาน แต่เหตุผลหลัก คือการได้ใช้เวลาสำคัญอย่างนี้ในการทำความรู้จักกับคนอื่นรอบๆ ตัว มากขึ้น ได้พักสักครู่ รีแล็กซ์ ได้หัดพิจารณากับสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวที่เปลี่ยนไป ได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกกับคนที่เราฟี้กะอยู่ด้วย ใช้เวลานี้สนในและใส่ใจกันและกัน ราวกับว่าในขณะที่เรากำลังฟี้กะนี้ อารมณ์มันก็เหมือนเราได้นั่งพักอยู่บนโซฟาที่บ้าน ในมือถือกาแฟอุ่นๆ หนึ่งถ้วย ปล่อยใจสบายๆ แต่แทนที่จะรีแล็กซ์อยู่คนเดียว เรายังมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ฟี้กะอยู่ด้วยกัน! นี่แหละคะคือบรรยากาศที่แท้จริงของวัฒนธรรมการฟี้กะในสวีเดน ไม่ใช่แค่ grab-and-go coffee หรือ drive-thru coffee ที่พวกเราหลายคนอาจจะเคยเห็นจนชินตาในอเมริกา หรือรีบสั่งกาแฟแล้วรีบไป เพราะว่ารีบไงคะ จนไม่ได้มีเวลาชิลกับเพื่อนฝูงอย่างจริงจังซะทีเดียว
ถ้าจะให้เปรียบเทียบวัฒนธรรมการฟี้กะของชาวสวีเดนกับวัฒนธรรมไทยสักอย่างนึง ผู้เขียนลองถามเพื่อนชาวสวีเดนที่เค้าย้ายมาทำงานที่เมืองไทยดู เค้าบอกว่าถ้าจะให้เปรียบเทียบก็คล้ายๆ กับการไปทานข้าวกลางวันกับเพื่อนๆ ที่ทำงาน คนไทยมักจะทานข้าวกลางวันนานๆ บางทีก็นานถึงสองชั่วโมง ซึ่งฝรั่งๆ โดยส่วนมากมักจะไม่ทานกันนานขนาดนั้น แล้วจะทานคนเดียวหรือทานที่โต๊ะก็ได้ ไม่เป็นไร คนไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องแปลก แต่ที่เมืองไทย เพื่อนที่ทำงานมักจะชอบไปทานกันเป็นกลุ่ม ทานด้วยกันจะได้เมาท์มอยกันได้สนุกขึ้น บางทีไม่ได้อยู่กับอาหารที่จะไปกินหรอกว่าจะต้องกินอะไรหรือกินที่ไหน ขอให้ได้ไปกับเพื่อนด้วยก็มีความสุขหรือสนุกแล้ว มันก็จะคล้ายๆ กับการฟี้กะ แต่ฟี้กะไม่จำเป็นต้องรู้จักกันดีแล้วถึงจะไปฟี้กะกันได้ แล้วการฟี้กะก็จะต้องไม่ใช่ที่โต๊ะทำงานของตัวเอง ให้ออกไปเปลี่ยนบรรยากาศที่อื่น ก็จะคล้ายๆ กับการออกไปทานข้าวเที่ยงข้างนอกออฟฟิศของคนไทย ไม่ใช่บนโต๊ะทำงานของตัวเอง ถ้าคุณไม่ฟี้กะในขณะที่คนอื่นเค้าออกไปฟี้กะกันหมดแล้ว บางครั้งคุณก็จะถูกมองว่าไม่เข้าสังคม ทำตัวแปลกๆ ไม่พยายามเข้าใจวัฒนธรรมของชาวสวีเดน

ผู้เขียนก็ขออนุญาตเล่าต่ออีกหน่อยนะคะว่า ที่ชาวสวีเดนเค้าชอบออกมาฟี้กะ พบปะสร้างสรรค์ พูดคุยกัน เพราะว่าในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หนาวเย็นและท้องฟ้ามืดสนิทยาวนานนั้น คนมักจะเก็บตัวอยู่ในบ้านของตัวเอง หรือมัวแต่นั่งทำงานตลอดเวลาอยู่ข้างในซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นการฟี้กะจึงเป็นข้ออ้างอย่างดีในการได้ออกมาพบปะเพื่อนหรือครอบครัวบ้างค่ะ สมัยก่อนนู้นยังไม่มีร้านกาแฟแบบสมัยนี้ แต่ละบ้านเค้าก็จะอบขนมกันเอง สดๆ ร้อนๆ จากเตา แม่บ้านชาวสวีเดนเค้าถึงขนาดแข่งขันการทำขนมฟี้กะเลยนะคะว่า บ้านไหนจะทำขนมได้อร่อยกว่ากัน ซึ่งขนมเค้กและขนมปังที่อบเพื่อฟี้กะนั้นจะมีทั้งหมด 7 อย่าง บ้านไหนอบไว้แค่หกอย่างสำหรับแขก จะโดนมองว่า “แหม แม่บ้านบ้านนี้ขี้เกียจจัง” ในขณะที่อีกบ้านนึง ถ้าอบมากกว่า 7 อย่าง กลับจะถูกมองว่า“แหม บ้านนี้ก็ขี้อวดจริงๆ คิดว่าตัวเองแน่ว่าคนอื่น” เป็นชนวนการเขม่นกันขำๆ ในแบบฉบับดั้งเดิมของเค้าล่ะคะ
แต่คำถามที่ผู้เขียนสนใจมาก ก็คือถ้ามัวแต่กินขนมดื่มกาแฟกันทั้งวันขนาดนี้ แล้วงานจะเดินไหมละคะเนี่ย นั่งทำงานแป๊บๆ ก็ฟี้กะอีกแล้ว พอมานั่งดูข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ที่มีการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลผลิตภาพของประชากรในช่วงทำงานจากทั้ง 38 ประเทศ ก็พบว่า ประเทศสวีเดนจัดอยู่ในประเทศที่มีผลิตภาพของประชากรสูงเป็นอันดับที่ 11 ของโลก ในปี 2015 (ผู้เขียนไม่ได้ใช้ข้อมูลในปี 2016 เพราะยังจัดเก็บไม่ครบทุกประเทศ) ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นกับเกาหลีนั้นอยู่ท้ายๆ เลยคะ ถึงแม้ว่าเราจะได้ยินกิตติศัพท์การบ้างานของพวกเค้าตามข่าวที่ออกมาตลอดๆ
เห็นไม่ละคะว่า การนั่งทำงานทั้งวันอาจจะไม่ได้หมายความว่า เราจะผลิตงานออกมาได้มากกว่าเดิม แล้วได้ดีกว่าเดิม มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ บางครั้งการได้เปลี่ยนบรรยากาศ พักเบรก ได้คิดและพูดคุยเรื่องอื่นบ้าง พร้อมกับดื่มกาแฟสักแก้ว และซินนาม่อนโรลดีๆสักอันอาจจะทำให้งานเดินเร็วกว่าเดิมก็ได้
รู้อย่างนี้แล้ว ลองบอกเจ้านาย หรือเพื่อนที่งาน ให้หัดมาฟี้กะด้วยกันบ้าง ดีไหมคะ?
อ้างอิง:
http://mint-journal.com/fika-art-taking-break/
http://stats.oecd.org
http://www.ico.org/






