OPINION

ก็เลือกอยู่นั่นแหละ

สุรพร เกิดสว่าง
26 ก.พ. 2561
“ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่แคร์อีกต่อไป” Nathan Chen นัก skate อายุ 18 ปี ชาวอเมริกัน เป็นที่ถูกจับตามองในการแข่งขันกล่าว หลังจากรู้ว่าตนไม่สามารถคว้าเหรียญโอลิมปิคฤดูหนาวใดปี 2018 ได้อย่างที่ใครๆคิด “ผมยอมรับว่า ผมทำมันพังเอง”
 
ด้วยรู้ว่าตัวเองไม่มีอะไรจะเสีย ไม่มีแม้เหรียญทองแดงให้คาดหวัง และตกลงมาอยู่ในตำแหน่งที่ 17 Nathan Chen ตัดสินใจเงียบๆกับตัวเองโดยไม่บอกโค้ชว่า เขาจะสร้างประวัติศาสตร์แทน
 
ในรอบแข่ง free skate Chen สามารถทำ “quad jump” หรือ การกระโดดหมุนรอบตัวในอากาศ 4 รอบก่อนตกลงสู่พื้นน้ำแข็ง ได้ถึง 6 ครั้งในการแข่งครั้งนั้น โดย 5 ครั้งทำได้อย่างสมบรูณ์ ส่วนอีกครั้งมือแตะพื้นน้ำแข็งเล็กน้อย ไม่มีใครทำได้อย่างเขามาก่อน และถึงทำได้ ก็ยังไม่มีใครคิดจะทำจริง เพราะมันเสี่ยงเกินไปกับการบาดเจ็บที่อาจะทำให้แข่งต่อไปไม่ได้ 
 
แต่สำหรับ Nathan Chen ในวันนั้น ไม่มีอะไรจะเสียมากไปกว่านี้อีกแล้ว ทางเลือกทุกทางในโอลิมปิคถูกปิดหมด หากจะแก้ชื่อเสียงกลับมา ก็ต้องทำในสิ่งที่คนที่มีทางเลือกไม่คิดจะทำกัน นั่นคือ quad jump 6 ครั้ง
 
และนั่นก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกจารึกไว้



บางครั้งการมีทางเลือกเหลือเพียงไม่กี่ทาง หรือ เหลือเพียงทางเดียวที่ต้องเดิน ทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้น และสามารถมีสมาธิ จัดการกับปัญหาที่อยู่ตรงหน้าได้ดีขึ้น ความเครียดที่เกิดขึ้น ถูกทุ่มเทลงไปกับการแก้ปัญหา
 
ในทางตรงข้าม การที่มีทางเลือกหลายทาง ทำให้การตัดสินใจล่าช้า และเต็มไปด้วยความเครียด ซึ่งอาจจะมากกว่า ความเครียดในการแก้ปัญหานั้นเองด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะ หากทางเลือกนั้นมีความน่าสนใจสูสีกัน
 
ความน่าสนใจที่ใกล้เคียงกัน ทำให้การตัดสินใจเป็นไปได้ยากขึ้น และมีเรื่องของ ต้นทุุนค่าเสียโอกาส หรือ opportunity cost เข้ามาให้คิดมากขึ้น จะเลือกทางหนึ่ง ก็เสียดายอีกทางหนึ่ง พร้อมกับอารมณ์ความกลัวการตัดสินใจผิดพลาด หรือกลัวเผชิญหน้ากับความผิดหวัง โดยเฉพาะ ความรู้สึกนึกเสียดายแบบ “What-if?” หรือ “ถ้าหากเลือกอีกทาง ป่านนี้จะดีกว่านี้ไหม?”    
 
และนั่นจึงทำให้หลายคนหลีกเลี่ยงการตัดสินใจ โดยประวิงเวลาออกไปจนกว่าจะมีข้อมูลที่สามารถชี้ขาดได้มาเพิ่มเติม ซึ่งเป็นไปได้ว่า ในที่สุดก็คือ รอไปเรื่อยๆ จนไม่มีีการตัดสินใจใดๆเสียที 
 
กลายเป็นว่า ยิ่งมีทางเลือกดีๆมากเท่าไหร่ กลัับยิ่งทำให้เกิดผลเสียมากเท่านั้น ทำให้บางคนเกิดอาการ “ชะงัก” หรือ paralyzed by analysis ส่วนเมื่อใดมีทางเลือกจำกัด และไม่ค่อยมีอะไรดีๆให้เลือกนัก กลับจะทำให้ตัดสินใจได้ง่าย และสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ล่าช้า
 
และนั่นเป็นเหตุผลที่หลายคนรู้สึกโล่งใจ เมื่อทางเลือกดีๆมากมายนั้น ปิดลงด้วยตัวของมันเอง เช่น event ที่น่าสนใจถูกยกเลิก ตั๋วเต็ม ฝนตกน้ำท่วมไปไม่ได้ เพราะจะได้ไม่รู้สึกลังเล รู้สึกผิด หรือเสียดายที่หลัง ที่คัดทางเลือกเหล่านั้นออกไป   
 
และนั่นเป็นอีกเหตุผลเช่นกัน ที่บอกว่า ทำไมบางคนที่ดูได้เปรียบ มีพร้อมทั้งเงินและเวลา มีอิสระในชีวิต กลับมีชีวิตที่ว่างเปล่า ส่วนคนที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด กลับมีชีวิตที่มีความหมายกว่า เต็มไปด้วยสาระและเรื่องราวที่น่าจดจำ
 
เพราะว่า คนที่มีพร้อมสรรพอาจไม่สามารถลงมือตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตได้อย่างเด็ดขาด เกิดอาการไร้สมาธิ ไร้การ focus เพราะมัวแต่ใช้เวลาลองทางเลือกต่างๆที่ทอดมาให้ หรือลังเลไม่ทำอะไรเลย ในขณะที่คนที่มีข้อจำกัด ถูกบังคับให้เดินในทางแคบๆ ที่เลือกมากไม่ได้ จึงต้องทุ่มเวลาไปกับการพยายามเอาประโยชน์ให้ได้มากที่สุด หรือ make the most out of it
 
และนั่นอาจอธิบายว่า ทำไม Nathan Chen ถึงกล้าเสี่ยง จนสร้างประวัติศาสตร์ได้ เมื่อเขารู้ว่าไม่มีโอกาสชนะอื่นใดอีกแล้ว
 
ศิลปในการประสบความสำเร็จ อาจเริ่มต้นที่ศิลปในการจำกัดทางเลือก ก่อนที่จะไปถึงเรื่องของการลงมือทำ
 
“Hick-Hayman’s Law” ชี้ว่า เมื่อจำนวนทางเลือกมากขึ้น เวลาในการตัดสินใจจะมากตามไปด้วย ในลักษณะของ logarithm นั่นคือ ในช่วงที่จำนวนทางเลือกยังไม่มากนัก เวลาในการตัดสินใจจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามจำนวนทางเลือกที่เพิ่มขึ้น เช่น จาก 2 ไป 4, 5, 6 แต่เมื่อจำนวนทางเลือกเริ่มมีมากมายเป็นร้อยๆ เวลาในการตัดสินใจจะไม่ได้เพิ่มเร็วเหมือนเดิม หรือ จำนวนทางเลือก 100 หรือ 200 ก็ไม่ได้ทำให้เวลาตัดสินใจต่างกันมาก ซึ่งคงเป็นเพราะ “ความมึน” จากจำนวนทางเลือก
 
Hick-Hayman’s Law ได้ถูกนำไปใช้ในการออกแบบหน้าจอเว็บ หรือแผงควบคุม ว่าไม่ควรจะให้มีทางเลือกให้มากเกินไป เพราะนั่นหมายถึงการชะลอการตัดสินของผู้ใช้ การเพิ่มปุ่มให้คลิ๊กบนหน้าจอแต่ละปุ่ม หมายถึง การตัดสินใจที่ช้าลง  และเมื่อจำนวนปุ่มเพิ่มมากขึ้นถึงจุดหนึ่ง ผู้ใช้ก็อาจเลิกใช้งานไปเลยก็ได้ 
 
Hick-Hayman’s Law เตือนว่า จำนวน “ทางเลือกดีๆ” ที่เพิ่มขึ้นนั้น ย่อมตามมาด้วยต้นทุนที่ซ่อนอยู่เสมอ จนถึงจุดหนึ่งอาจเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ทางแก้ที่นิยมกันคือ เพิ่ม “default choice” เข้าไปด้วย และแน่นอนว่า คนส่วนใหญ่ยินดีที่จะเลือก defualt choice โดยไม่รู้สึกผิด
 
มีงานศึกษาของทีม professor Lyengar แห่ง Columbia University เปรียบเทียบระหว่าง วิธีปฏิบัติของ หมออเมริกัน กับ หมอฝรั่งเศส เรีื่องการตัดสินใจปิดเครื่องยังชีวิตหรือ life supporting system ของทารกที่ป่วยหนักจนเชื่อว่าไม่รอดแน่นอน หมออเมริกันจะให้พ่อแม่เด็กเป็นคนตัดสินใจเอง ส่วนหมอฝรั่งเศสจะเป็นผู้ตัดสินใจ ยกเว้นว่าพ่อแม่เด็กไม่เห็นด้วย
 
ทั้งสองกรณีนี้ จริงๆแล้วแทบไม่ต่างกัน เพราะ ต่อให้หมอฝรั่งเศสตัดสินใจเอง ก็ยังสามารถถูกระงับได้จากพ่อแม่เด็กอยู่ดี นั่นคือ อำนาจในการตัดสินใจ ไม่ว่าอย่างไรก็ขึ้นกับพ่อแม่เด็กในที่สุด
 
แต่การศึกษาพบว่า พ่อแม่เด็กฝรั่งเศส จะไม่รู้สึกผิดและเศร้าโศกเท่ากับพ่อแม่ชาวอเมริกัน เพราะเสมือนว่า ตนเองไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจเอง เพราะหมอคือ default choice
 
เป็นที่เชื่อกันทั่วไปว่า จำนวนทางเลือก 5 ทาง เป็นจำนวนมากสุดที่คนพอจะรับได้ หากมากกว่านี้ จะล้าและไม่อยากคิด จนไม่ตัดสินใจในที่สุด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของการวิเคราะห์ทางเลือกเหล่านั้นด้วย หากต้องคิดหนัก แค่ 3 ทางเลือกก็เหนื่อยล้าแล้ว และอาจทิ้งปัญหาค้างไว้อย่างนั้น
 
ปัญหาอยู่ที่ บางครั้งเราไม่สามารถจำกัดจำนวนทางเลือกเองได้ หากมีทางเลือกมากมายปรากฏให้เห็นเอง และถ้าหากจะเลือกจำกัดทางเลือกเหล่านั้นให้เหลือไม่เกิน 5 ก็ยังเท่ากับว่า เรายังต้องเผชิญกับการวิเคราะห์ทางเลือกมากๆอยู่ดี ซึ่งดูเป็นปัญหาที่หนีไม่พ้น  
 
ถึงแม้ตัดสินใจเลือกไปแล้ว ก็อาจทำให้เกิดความล่าช้าในผลลัพธ์ปลายสุดได้ หากการตัดสินใจนั้น ยังสามารถเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่างทางเลือกต่างๆได้โดยไม่ยากนัก เช่นเดียวกับ การต่อแถวเคาน์เตอร์บริการที่มีหลายแถว ที่หากลูกค้าต้องการได้รับบริการให้เร็วที่สุด โดยใช้วิธีเปลี่ยนไปต่อแถวที่สั้นที่สุดและดูเร็วที่สุด อยู่ตลอดเวลา ก็ไม่แน่ว่าจะได้รับบริการที่เร็วกว่าคนที่ต่อแถวเดิมแล้วเขยิบไปเรื่อยๆ
 
เพราะว่า คนที่ทำการสลับแถวตลอดเวลา หรือที่เรียกว่า jockeying นั้น ถึงแม้เขาจะได้คิวที่สั้้นที่สุดเสมอ แต่ก็จะได้ตำแหน่งเป็นคนที่ล้าหลังที่สุดทุกครั้งที่เริ่มเปลี่ยนแถวเช่นกัน ผลเสียจากการเป็นคนล้าหลังที่สุดของคิวที่สั้นที่สุด โดยการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา อาจไม่สามารถชดเชย การเขยิบไปเรื่อยๆ ของคนที่ยึดแถวเดิมก็ได้ (จากการศึกษาพบด้วยว่า การต่อแถวแบบหลายแถว หรือ multiple queing system ไม่มีประสิทธิภาพเท่า single queing system)
 
ในการตัดสินใจที่ยังเปลี่ยนที่หลังได้ ถึงจะมีข้อดีที่สามารถเปลี่ยนวิธีได้เสมอถ้ามีปัญหา  แต่ในแง่ข้อเสีย ก็ทำให้เราต้องนึกพะวงถึง opportunity cost อยู่ตลอดเวลาว่า ถ้าหากเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นจะดีกว่าไหม  จนมัวแต่หาวิธีทำ แทนทีจะได้ลงมือทำ ข้อเสียของเลือกแล้วเปลี่ยนได้ตลอด จึงอาจไม่ต่างจาก ข้อเสียของมีทางเลือกมากเกินไป
 
ส่วนวิธีแก้ที่ดีที่สุดนั้น  ในหนังสือดัง “Paradox of Choice” ของ Dr Barry Schwartz บอกว่า ให้ระลึกเสมอว่า “การตัดสินใจเลือกให้ถูกใจทุกประการนั้น คือ หนทางไปสู่ความหายนะ”  Schwartz สรุปว่า การตัดสินใจเลือกที่ดีที่สุดคือก็คือ “good enough” 
 
ส่วนในหนังสือขายดี “Marry Him” ของ Lori Gottlieb ก็ให้ข้อคิดเรื่องเลือกคนรักว่า หลายคนแทนที่จะถามตัวเองว่า “Am I happy?” ซึ่งเป็นคำถามที่สำคัญที่สุด กลับไปถามตัวเองว่า “Is this the best I can choose?” ซึ่งแน่นอนว่า ในทางทฤษฎี ย่อมมีคนที่ดีกว่านี้แน่นอน ไม่มีวันจบสิ้น แต่การคิดแบบนี้ ทำให้ไม่มีความสุขกับปัจจุบัน สรุปก็คือ จะไม่ได้อะไรเลย
 
เพราะไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ชีวิตควรหมดเวลาไปกับการลงมือทำ มากกว่าจะเอาแต่เลือกไปตลอดชีวิต
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การกินอาหารตอนกลางคืนส่งผลเสียมากมาย จึงมีวิธีแก้ความหิวยามค่ำคืนมาแนะนำ
แมวก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ชอบกดชัตเตอร์ใส่รัวๆเช่นกัน ฉะนั้นเทคนิคที่จะแชร์ในวันนี้ เราไม่ได้ได้จากการเรียนรู้จากช่างภาพมืออาชีพแต่อย่างใด แต่เราได้จากการนั่งเล่นกับแมวแทบทุกวัน ซึ่งเป็นแมวข้างบ้าน ข้างถนน และแมวใครก็ไม่รู้ นั่นเลยได้รู้นิสัยและเทคนิคจากสารพัดแมวเลยล่ะ และผลของเทคนิคเหล่านี้ก็คือ การได้รูปแมวที่ไม่เบลอ ได้ท่าทางประหลาด ได้ความเป็นแมวจริงๆ ทั้งหมด 7 ข้อนี้ล่ะ