OPINION

“12 Years A Slave” : คนไม่ใช่คน

จักรกฤต โยมพยอม
1 ต.ค. 2560
 ไม่กี่วันก่อน ผมนึกครึ้มอยากจะดูภาพยนตร์เก่า ๆ ครับ เลยลองไล่หาดูจากแผ่นดีวีดีที่บ้าน แล้วก็หยิบเรื่อง 12 Years a slave มาดูครับ จำได้ว่าตอนที่ได้ดูครั้งแรกในโรงภาพยนตร์ ชอบมาก ๆ เล็งไว้เหมือนกันว่าน่าจะมีลุ้นรางวัลออสการ์อย่างแน่นอน แล้วก็เป็นไปตามคาดเพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best picture) ประจำปี 2014 ไปอย่างไม่พลิกโผ

ภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าด้วยชีวิตของ Solomon Northup ชาวอเมริกันผิวสีที่ถูกหลอกลักพาตัวมาขายเป็นทาสให้กับคนผิวขาวทางตอนใต้ของอเมริกาในช่วงประมาณปี 1841 หรือถ้าเทียบกับประเทศไทยก็ช่วงประมาณรัชกาลที่ 3 นี่เองครับ



วัฒนธรรมของอเมริกาในสมัยนั้น (จริง ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าวัฒนธรรมได้หรือไม่ เพราะก็ไม่ค่อยจะดีงามเท่าไหร่) เขาจะเอาคนผิวสีมาเป็นทาส มีการซื้อขายกันจริงจัง ประหนึ่งว่าเป็นสมบัติ (property) เลยทีเดียว และผู้ที่ซื้อทาสมาก็เปรียบได้กับเป็นเจ้าของสินค้านั้น จะทำอะไรก็ได้ จะใช้งานแค่ไหน เฆี่ยนตี ยังไงก็ได้ แม้กระทั่งเรื่องทางเพศก็ไม่เว้น… ทาสไม่มีสิทธิ์จะปฏิเสธ บางครั้งไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะปริปากบ่น หรือร้องขอความเป็นธรรม ทำได้เพียงนึกท้อและผิดหวังในโชคชะตา บ้างก็มองว่านี่เป็นบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้า บ้างก็ไม่รู้สึกอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะหัวใจตายด้านเสียแล้ว

แม้ว่าทาสจะเป็นคน แต่ก็เป็นคนที่ไม่เหมือนคน ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นครับว่า ไม่มีชีวิตจิตใจ เหมือนเป็นสิ่งของที่เจ้าของซื้อมาเพื่อใช้ทำงานและปรนเปรอเรื่องต่าง ๆ เหมือนกันสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีโอกาสจะใช้ชีวิต อย่างในภาพยนตร์เรื่องนี้เอง มีประโยคหนึ่งทีผมประทับใจมากคือ

I don’t want to survive, I want to live “
“ฉันไม่ได้อยากมีชีวิตรอดหรอก ฉันแค่อยากจะใช้ชีวิต”

ทาสเหล่านี้มีลมหายใจ แต่ก็เหมือนกับหายใจไปวัน ๆ เพราะว่าไม่ได้ “ใช้ชีวิต” ตามที่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “มนุษย์” พึงจะได้รับตามสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เหมือนกับว่าทาสเหล่านี้เป็น “คนที่ไม่ใช่คน”



ส่วนฝ่ายผู้ที่ซื้อทาสมาจากตลาดค้าทาสเองก็เถอะครับ เป็นคนผิวขาวที่ภาพลักษณ์เหมือนกับว่าจะดูสูงกว่าคนผิวสี แต่ความจริงที่ปรากฏผ่านสายตาของทาสผิวสีและได้ถ่ายทอดมาให้ได้เห็นบนแผ่นฟิล์มนั้น มันชัดเจนเลยว่านี่ก็เป็น “คนที่ไม่ใช่คน” ไม่ต่างอะไรกับทาสเลยแม้แต่น้อย

แต่อย่างไรก็ตาม จะว่าต่างก็ยังคงต่าง เพราะชนชั้นเจ้าของทาส เป็นผู้มีสิทธิ์ใน “ชีวิต” ของทาสทั้งหมด กลุ่มคนเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วจะไม่คิดถึงอารมณ์ความรู้สึกของทาสเลย จะเรียกว่าชนชั้นพวกนี้ไม่มีมนุษยธรรมนักก็ว่าได้ เช่น ตอนหนึ่งที่มีทาสหญิงถูกซื้อตัวมา เธอเศร้าโศกเสียใจมากที่ต้องพลัดพรากจากลูกของตัวเอง ตัวละครหญิงผิวขาว ภรรยาของผู้ที่ซื้อมาก็ทำหน้าเศร้า แล้วก็ปลอบว่า “ไปพักผ่อนก่อนเถอะ เดี๋ยวเธอก็ลืมลูกไปเอง” เฮ้ย!!!! ตอนแรกก็คิดว่าจะพยายามหาลู่ทางให้แม่ลูกได้อยู่ด้วยกัน นี่มาบอกให้ทำใจซะงั้น หรือเวลาที่เจ้าของทาสอยากจะเฆี่ยนตีก็ตีกันเน้น ๆ บางทีนี่ถึงขั้นจับแก้ผ้าก่อน แล้วค่อยตี แล้วคือในภาพยนตร์นี่ก็ช่างทำนะครับ คือสมจริงมาก รอยแส้ รอยเลือดนี่สุด ๆ (เนียนกว่าละครเกี่ยวกับทาสของไทยอีกนะเออ)
 


พวกคนผิวขาวเจ้าของทาสเหล่านี้ แลดูเป็นคนที่ไม่มี “มนุษยธรรม” ไม่คิดเลยว่าทาสที่ตนเองกดขี่นั้นก็เป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกับพวกตน มองแต่ว่านี่เป็นสมบัติที่ซื้อมา จะว่าไปแล้ว พวกเจ้าของทาสนี่ก็ไม่ต่างอะไรจากพวกซาตานหรือสัตว์ร้ายที่ไร้ความเมตตาปรานีต่อเพื่อนร่วมโลกเลยครับ

ดูไปก็หดหู่ไปครับ เผลอปิดตาหลายฉาก เวลาที่ทาสโดนโบยชัด ๆ เน้น ๆ เห็นเต็มจอ มันโหดร้ายมากจริง ๆ ครับ รู้สึกว่าโชคดีแค่ไหนแล้วที่เราเกิดมาในยุคที่ “เลิกทาส” กันไปหมดแล้ว แม้ว่าเรื่องระบบชนชั้นวรรณะมันจะยังแฝงอยู่เยอะมากในสังคมไทยก็เถอะ
 
About the Author
ครูภาษาไทยผู้หลงใหลการสอนหนังสือ การเดินทาง และการเสพสื่อบันเทิง มีผลงานหนังสือ 1 เล่มชื่อ "สุนทรภู่ไม่ได้เป่าปี่ พระอภัยมณีไม่ใช่คนระยอง" สนทนากับครูทอมได้ที่ www.facebook.com/tom.jakkriz IG&Twitter: @tutor_tom
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่กูต้องอยู่ในสภาพเด็กแท็ก? นี่เป็นประเทศที่เท่าไหร่แล้วที่กูต้องผจญภัยกับอาชีพขายบริการ? นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่กูหลุดพ้นหนี้สินจากแม่แท็ก แล้วเมื่อไหร่ชีวิตกูจะหลุดพ้นจากวังวนนี้เสียที? กูเหนื่อยล้าเอือมระอากับชีวิตแบบนี้มา 20 กว่าปีแล้ว
ในยุคของคน GEN C มีพฤติกรรมเสพติดการเชื่อมต่อ แชร์ได้ทุกเมื่อ จึงเกิดนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรง ไอเดียใหม่ๆที่เข้ามาเปลี่ยนโลก แต่ลืมอะไรไปหรือเปล่า ลืมว่า ไฟยุคใหม่ที่ติดขึ้นมาได้ ก็ต้องอาศัยเชื้อเพลิงเก่า..