ไม่นานมานี้ ได้พูดคุยกับนักธุรกิจท่านหนึ่ง บอกท่านว่าจะต้องลองตั้งใจไปเที่ยวที่สิงคโปร์ดูสักครั้ง ท่านหัวเราะร่วน
“ไปทำไม สิงคโปร์ไม่เห็นจะมีอะไร มีแต่ห้าง ของกินก็คล้ายบ้านเรา เดินไปไหนมีแต่ข้าวหน้าเป็ด ข้าวมันไก่ จะชอปปิ้งก็ชอปบ้านเราดีกว่า ดูคนสิงคโปร์สิ เค้าชอบมาชอปปิ้งประตูน้ำบ้านเราจะตาย เราจะถ่อไปบ้านเค้าทำไมกัน”
เอาจริงๆ เราก็คิดเหมือนกันนักธุรกิจท่านนั้นมานานหลายปี แต่คราวนี้เราอยากจะปรับโฟกัสที่ดวงตาของเราดูบ้าง ว่าเราจะเห็นอย่างอื่นที่ไม่เคยเห็นหรือเปล่า “ทำไมคนไทยชอบไปสิงคโปร์กันจัง?”
ดีไซน์ให้คนอยากอยู่ อยากใช้
ใครๆ ก็บอกว่าเดินทางในสิงคโปร์เป็นเรื่องง่าย รถประจำทางก็สะอาด น่าขึ้น รูปลักษณ์คล้ายกับของที่อังกฤษ แถมเช็กในแอปพลิเคชั่นได้อีกด้วยว่าสายไหนจะมาถึงป้ายกี่โมง เรียกได้ว่าจะไปไหนโดยรถเมล์ที่สิงคโปร์ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยสักนิดเดียว ใครๆ ก็ขึ้นรถเมล์กันทั้งนั้นแหละ เพราะการมีรถส่วนตัวที่นี้ถือเป็นอะไรที่หรูหรามาก เพราะไม่ใช่ถูกๆ แล้วรถเมล์ก็เป็นรถชานต่ำ จะเป็นผู้พิการหรือผู้สูงอายุก็รู้สึกปลอดภัย ขึ้นลงสะดวก นี่ก็เพราะว่ามันเป็นการดีไซน์เพื่อให้คนอยากใช้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่มีอยู่เต็มไปหมด แต่ใช้ได้ไม่ดี หรือบ้างครั้งก็เสียง่ายๆ กลางถนนมันซะอย่างนั้น
ถ้าไม่นั่งรถเมล์ก็เรียกแท็กซี่ได้ง่ายๆ แค่มีแอปฯอย่าง Uber หรือ Grab ชีวิตก็ดีแหละ วันนั้นนั่งแท็กซี่จากจุดนึงเพื่อที่จะกลับโรงแรม แท็กซี่คันนี้เราขึ้นที่จุดจอดรับ-ส่งของแท็กซี่ (taxi stand) ไม่ได้เป็น Grab หรือ Uber นี่เราก็นึกขำในใจไม่ได้นะ ว่าพี่คนขับเค้ายังกะเคยมาดูงานการขับรถในกรุงเทพนะคะ โอ้แม่เจ้าขับเร็วมาก ลุงเหวี่ยงด้วยความไม่ปราณีพร้อมกับด่าทอรถคันข้างๆ ว่า “ขับรถยังไงของมันวะ ขับช้ายังกับ Grab กับ Uber!” ลุงบอกว่าวันนี้รถบนถนนกว่า 60% ในประเทศสิงคโปร์เป็นสมาชิกของ Uber และ Grab ไปซะแล้ว ที่ลุงพูดอย่างนั้นเพราะว่ารถอย่าง Grab และ Uber เค้าโฆษณาว่าจะเน้นการขับขี่ที่ปลอดภัยเป็นหลัก ขับไม่เร็ว เอาให้ผู้โดยสารปลอดภัยและสบายใจในการใช้บริการเป็นหลัก
ที่น่าสนใจมากก็คือว่า เราไม่เคยเห็นรถแท็กซี่คันไหนรับส่งคนกันกลางถนน ด้วยความที่เราเคยชินวันนั้นขึ้นแท็กซี่แล้วบอกเค้าว่าส่งเราที่หน้าห้างก็ได้ ลุงคนขับบอกว่า “ไม่ได้ ผมต้องไปจอดคุณที่ taxi stand (จุดจอดรับ-ส่งคน) เท่านั้น ผมจอดส่งเดชไม่ได้ มันไม่ปลอดภัย แล้วมันก็ผิดกฎหมาย” ไอ้เราคิดในใจ เอ้ย นี่มันคือดี มันเริ่ดมาก กับการที่คนขับบอกคนนั่งว่ากฎหมายมันเป็นยังไง แล้วลุงก็ต้องทำตามกฎ เอ้ย เจ๋งที่สุด มันรู้สึกดีมาก บอกไม่ถูกเลย มือไม้สั่นด้วยความตื่นเต้นและตื้นตันปะปนกันไป
เพราะฉะนั้นแท็กซี่ที่นี้เค้ามารับส่งคุณตามจุดจอดนะคะ ไม่ใช่มาตามที่คุณอยากให้มา อยากให้จอดก็จอด อยากให้รับตรงไหนก็รับ ทางการเค้าก็จะมีป้ายจุดจอดบ่งบอกไว้ชัดเจนตามซอกตึกต่างๆ ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้เกิดการจราจรที่ติดขัด รถวิ่งก็วิ่งได้สะดวก ไม่ต้องติดกันเป็นพรวนเพราะว่ารถคันหน้าจอดรับส่งผู้โดยสาร แน่นอนว่ารถที่เข้าไปรับคนตามจุดรับส่งจะมีการติดขัดบ้าง เพราะคนก็จะต้องใช้เวลาขึ้นลงประมาณนึง แต่คนบางส่วนที่รอก็ใช้บริการเรียกรถผ่านตัวแอปพลิเคชั่นทำให้รู้ว่ารถที่มารับตัวเองคันไหน พอมาปุ๊ปก็วิ่งขึ้นเลยไม่ชักช้า ทั้งหมดทั้งมวนเราก็เห็นได้ว่านี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการจัดสรรพื้นที่สาธารณะ ผนวกกับการเคารพและเคร่งขัดในกฎระเบียบ ผสมผสานกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ไปในทิศทางที่เน้นทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการเป็นหลัก ผู้มาเยือนอย่างเราก็เลยหลงเสน่ห์ความสะดวกและปลอดภัย อยากออกไปเที่ยวสิงคโปร์ให้ทั่วๆ เพราะมั่นใจมากขึ้นในการเดินทาง
เวลาเดินทางไปเที่ยวหรือทำงานที่ไหน จะเป็นคนชอบมองดูป้ายโฆษณา เพราะเราเชื่อว่ามันสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมของประเทศนั้นๆ ในช่วงเวลานั้นๆ มาสิงคโปร์คราวนี้ก็ดันเหลือบไปเห็นป้ายอันนึงที่อยู่ตรงทางเชื่อมใต้ดิน เป็นรูปผู้ชายทำท่าเหมือนกำลังจะจับบั้นท้ายผู้หญิง แล้วข้างล่างก็มีข้อความที่เขียนว่า ถ้าคุณถูกลวนลามให้ตะโกนขอความช่วยเหลือและเรียกตำรวจได้ทันที อย่ายอมเป็นเหยื่อในความเงียบ เป็นโฆษณาของตำรวจสิงคโปร์ที่ชอบมาก เพราะสะท้อนให้เห็นถึงเรื่องที่สังคมของเค้าใส่ใจให้เรื่องที่กำลังสร้างความรำคาญและเป็นภัยให้แก่ผู้คนในวงกว้าง การรณรงค์เรื่องนี้นอกจากตำรวจสิงคโปร์แล้ว เค้ายังได้รับความมือและแรงสนับสนุนจากสภาป้องกันอาชญากรรมแห่งประเทศสิงคโปร์อีกด้วย ในฐานะของนักท่องเที่ยวเราก็รู้สึกปลอดภัยมากขึ้นอีกขั้นแล้วละค่ะ เพราะเรารู้ว่าเรื่องแบบนี้สังคมและเจ้าหน้าที่ของประเทศเค้าก็ให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าจำนวนของสถานที่ท่องเที่ยว และความสะดวกสบายของการเดินทางเลย

แล้วไหนอะสิงโต?
ทราบกันไหมคะว่าชื่อของประเทศสิงคโปร์นั้นแปลว่าอะไร คำว่าสิงคโปร์ หรือในภาษาอังกฤษที่อ่านว่า Singapore หรือ Singapura (ภาษามาเลย์) นั้น พอแยกออกเป็นสองคำ คือ Singa แปลว่า สิงโต ส่วน Pura แปลว่า เมือง รวมกันจึงแปลว่า เมืองแห่งสิงโต แต่เคยมีคำถามกันบ้างไหมคะว่า แล้วบนเกาะสิงคโปร์มันมีสิงโตจริงๆ อยู่หรือเปล่า?
มีแน่นอนสิคะ แต่ว่าเป็นสิงโตมาจากแอฟริกาที่อยู่ในสวนสัตว์สิงคโปร์ แต่ถ้าไปถามคนสิงคโปร์ดู เค้าก็จะบอกว่าบนเกาะไม่มีสิงโตหรอก อ้าว แล้วทำไมประเทศนี้ถึงกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นเมืองแห่งสิงโตถ้าไม่มีสิงโตจริงๆ สักตัว มันก็ต้องย้อนกลับไปเข้าใจตำนานที่เค้าเล่าต่อๆ กันมาว่า วันนึงเจ้าชายแห่งสุมันตราพระนามว่า Sang Nila Utama ได้มาค้นพบเกาะทามาเซก (ชื่อเดิมของสิงคโปร์) เข้า แล้วจู่ๆ ก็เหลือบไปเห็นสิงโต ซึ่งเรียกว่า Singa ในภาษามาเลย์ จากนั้นมาจึงตั้งชื่อเกาะนี้ใหม่ว่า Singapura
แต่ถ้าถามคนสิงคโปร์เค้าอีกว่าเค้าคิดยังไงกับตำนานอันนี้ หลายคนก็จะส่ายหัวแล้วบอกว่ามันก็แค่ตำนานอะนะ เพื่อนคนนึงบอกเราว่า วันนี้มันไม่ได้สำคัญแล้วว่าชื่อประเทศมีที่มายังไง แต่จิตวิญญาณความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญของสิงโต มีอยู่ในตัวตนของชาวสิงคโปร์เสมอ เมืองที่เค้าช่วยกันสร้างขึ้นมาใหม่ ให้เป็นที่หนึ่งในภูมิภาคนี้ ได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่า ไม่ว่าชาวสิงคโปร์จะไม่ได้มีทรัพยากรและภูมิประเทศที่เพียบพร้อมและกว้างใหญ่เหมือนประเทศอื่น แต่เค้าพัฒนาและใช้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีอยู่อย่างเต็มที่ ใช้สมองและสองมือที่กล้าหาญและเด็ดเดี่ยว ทำสิ่งที่คนอื่นอาจจะเคยดูถูกไว้ว่าเค้าทำไม่ได้หรอก
และในวันนี้ ประวัติศาสตร์และความมั่งคั่งของสิงคโปร์ได้พิสูจน์ให้นักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนอย่างพวกเราให้ได้เห็นแล้วถึงผลลัพธ์ที่งดงาม แทบจะหาที่ติไม่ได้






