OPINION

โพสต์การเมืองกับจิตวิทยา บนโลกโซเชียล

สุรพร เกิดสว่าง
11 มี.ค. 2562
ในทางจิตวิทยา เป็นที่รู้กันดีว่า ความเห็นทางการเมืองเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ยากเย็นที่สุด แม้ว่าจะใช้เหตุผลมาถกเถียงก็ตาม ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ คนฟังก็จะยึดอยู่กับความคิดเดิมมาเท่านั้น 
 
ด้วยเพราะว่าเรื่องของการเมือง เป็นเรื่องทำนองเดียวกับความเชื่อในศาสนา ที่เป็น identity หรือ “ตัวตน” ของคนที่ยึดถือความเชื่อนั้นๆ ซึ่งแตกต่างมากมายจาก ความเห็นในเรื่องอื่นๆ อย่างเช่น ความชอบพอสินค้า สถานที่เที่ยว แบรนด์ต่างๆ ในขณะที่ความชอบพอสิ่งเหล่านั้นเสมือนเป็นส่วนต่อ หรือ extension ของตัวเรา แต่ ความเห็นทางการเมือง เป็น “ตัวเรา” เลยที่เดียว
 
มีการศึกษาโดย Christopher A. Bail และทีมงานของ Duke University ที่ Durham ในปี 2018 โดยให้คนแต่ละขั้วทางการเมือง จำนวนมากติดตามอ่านบทความทางการเมืองที่คิดต่าง  ข่าวจากสำนักข่าว รวมถึง social media ของขั้วการเมืองตรงข้าม ทั้ง Facebook และ Twitter เพื่อจะดูว่า หลังจากนั้น 1 เดือน พวกเขามีความคิดเปลี่ยนไปอย่างไร
 
ผลคือ ฝ่ายที่เป็น conservative หรือ อนุรักษ์นิยม ยิ่งยึดมั่นในความเห็นเดิมและจุดยืนเดิมเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ส่วนฝ่าย liberal ก็มีความเชื่อในความเห็นเดิมของฝ่ายตนพึ่มขึ้นเช่นกัน แต่ไม่มากเท่าฝ่าย conservative 
 
สรุปคือ ยิ่งได้รับรู้ รับฟังความเห็นฝ่ายต่างขั้วการเมือง กลับยิ่งทำให้คนยึดถือในมุมมองเดิมๆมากยิ่งขึ้นไปอีก  Dr Bail และทีมเรียกอาการนี้ว่า backfire effect คือ ยิ่งแลกเปลี่ยนความคิดกัน ยิ่งทำให้ปิดกั้น 
 
ดังนั้น โพสต์ต่างๆเรื่องการเมืองทาง social media จึงน่าจะให้ผลตรงข้ามกับที่ผู้โพสต์ตั้งใจ นั่นคือ ยิ่งทำให้คนที่เห็นตรงข้ามอยู่แล้ว เชื่อมั่นในความคิดเดิมมากขึ้นไปอีก ส่วนคนที่เห็นด้วยอยู่แล้ว ก็ไม่เกิดประโยชน์เพิ่มอะไร เพราะยังไงก็คิดเหมือนกันอยู่แล้ว
 
จากการ survey ของ Pew Research บอกว่า เวลาคนเจอโพสต์การเมืองที่ไม่เห็นด้วยนั้น  66% จะ skip ผ่านไป ไม่อ่าน ส่วนอีก 28% จะ comment โต้กลับ หรือไม่ก็โพสต์ลงบน feed ของตัวเองบ้างในลักษณะโต้กลับเช่นกัน โดยคนกลุ่มนี้ที่จะยิ่งมั่นใจในเชื่อมั่นในความคิดเดิมมากขึ้น 
 
ส่วนบางคนไม่ยอมทนเห็นโพสต์แบบนี้อีก จัดการ block หรือ unfriend ไปเลย โดยมีจำนวนถึง 10-18% ซึ่งนับว่าไม่น้อย แต่ไม่มีรายงานว่ามี unfollow เท่าใด
 
ถึงแม้ว่า การ unfollow จะสุภาพกว่าการ unfriend แต่มีผลเสียต่อผู้โพสต์มากกว่าการถูก unfriend เพราะคนที่โพสต์ไม่มีทางได้ feed back ว่าตอนนี้มีคนเลิกฟังอย่างสิ้นเชิงไปกี่คนแล้ว ทำให้เข้าใจไปว่า ยังมีคนรับฟังอยู่เสมอ ก็เลยโพสต์ความเห็นแบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่ผู้อ่านก็หนีหายโดย unfollow มากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน
 
กลายเป็นว่า ในที่สุด ก็จะเหลือผู้อ่านที่มีความเห็นเหมือนๆกันอยู่แล้ว กับคนที่ไม่สนใจอ่าน ซึ่งย่อมไม่ใช่ target readers ที่ผู้โพสต์ตั้งใจเลย
 
ที่แปลกกว่านั้นคือ บางครั้งเมื่อคนเรามารู้จากความจริงว่า ที่เคยเข้าใจมานั้น จริงๆผิดหมด ก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนความคิดเดิมอยู่ดี
 
เหมือนอย่างการทดลองอันโด่งดังโดย De keersmaecker และ Roets ที่ให้คนอ่านเรื่องของพยาบาลชื่อ “Natalie” ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต แล้วต่อมาเปลี่ยนมาบอกว่า จริงๆแล้วเธอบริสุทธิ์ ที่ผ่านมาเป็นการเข้าใจผิด คนจำนวนหนึ่งก็ยังปักใจเชื่อว่าเธอเป็นคนไม่ดีอยู่เหมือนเดิม ถึงแม้ว่าจะได้รับการ update ใหม่ว่าว่าข้อมูลเดิมผิดก็ตาม
 
นั่นหมายถึงว่า ต่อให้มีคนจำนวนหนึ่งอ่านโพสต์ที่มีความเห็นการเมืองตรงข้าม และเข้าใจตามนั้น ยอมรับในหลักฐานและความจริงว่าถูกต้องทุกอย่าง แต่ความเข้าใจนั้น ก็ไม่ได้ทำให้จุดยืนเดิมของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด     
 
จึงไม่น่าประหลาดใจว่า ผล survey โดย Rantic บริษัทการตลาดด้านโลกโซเชียล บอกชัดว่า  92-94% ของผู้ใช้ Facebook ไม่เคยเปลี่ยนความคิดการเมืองจากการอ่านโพสต์เลย
 


นักจิตวิทยาLynn Hasher และ Rose Zacks อธิบายอาการนี้ว่า มาจากการที่คนเราไม่สามารถทิ้งข้อมูลเดิมๆที่ไม่ใช้ออกไปจากสมองได้ คือเกิด “mental cluteer” หรือ “ความรก” ในสมอง ซึ่งพบได้ในคนทั่วไป ยิ่งข้อมูลเดิมนั้น ถูกนำเอาไปผูกเป็นตัวตนหรือ identity ขึ้นมา ยิ่งลบออกยากยิ่ง
 
อย่างไรก็ตาม จากงานศึกษาพบว่า คนเราสามารถเปลี่ยนความคิดทางการเมืองเป็นตรงข้ามได้เหมือนกัน โดยมีเงื่อนไขว่า “ถ้าเราถือว่า ความคิดตรงข้ามนั้น เป็นความคิดของเราเอง” !
 
ฟังดูงง แต่ก็เป็นตามนั้นจริงๆ การทดลองของ Lund University ที่ประเทศสวีเดน ในปี 2005 ให้คนเลือกรูปของคนสองคน ว่าคนไหนหน้าตาดีกว่ากัน จากนั้น ทีมงานแอบเปลี่ยนรูปที่เลือก แล้วต่อมาทำการสัมภาษณ์ว่า ทำไมถึงคิดว่าคนนี้สวยหรือหล่อ
 
ในระหว่างนั้น ผู้ถูกสัมภาษณ์พึ่งมารู้ว่า รูปที่วางอยู่บนโต๊ะนั้นจริงๆไม่ใช่รูปที่ตนเลือก แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ท้วงอะไร ทำเสมือนว่ารูปนั้นตนเลือกจริงๆ แถมยังสามารถอธิบายได้ด้วยว่า ทำไมถึงคิดว่าคนในรูปนั้นสวยหรือหล่อกว่าอีกอีกคนหนึ่ง
 
ต่อมา ทีมงานเดียวกันนี้ ทดลองแบบนี้กับเรื่อง  การเลือกแยมทาขนมปัง การตัดสินใจทางการเงิน และ การเป็นพยานรู้เห็นในการไต่สวน ผลลัพธ์ออกมาแนวเดียวกันหมด นั่นคือ : “คนส่วนใหญ่จะหาเหตุผลมาสนับสนุน choice ที่ตนเองไม่ได้เลือก ถ้าคิดว่า คนอื่นเข้าใจว่าตนเลือก choice นั้นจริงๆ”  ทีมงานจึงเรียกการทดลองนี้ว่า “Choice Blindness”
 
ต่อมามีการทดลอง choice blindness กับความเห็นทางการเมือง โดยผู้เข้าทดลองถูกถามความเห็นในวันแรก และอีกสัปดาห์ต่อมาถูกถามคำถามเดียวกัน แต่คราวนี้ ผู้สัมภาษณ์แกล้งทำเป็นเข้าใจว่าผู้ถูกสัมภาษณ์มีความเห็นทางการเมืองอีกขั้วแทน ปรากฏว่า ผู้ถูกสัมภาษณ์ส่วนใหญ่ สามารถอธิบาย และ defend ความเห็นในขั้วใหม่ที่ตนเคยเกลียดนี้ ได้เป็นฉากๆ  
 
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นไปได้? 
 
ทีมงานอธิบายว่า ในสถานการณ์ choice blindness นี้ คนเราจะเป็นอิสระ เพราะไม่รู้สึกว่าต้องคอยปกป้อง identity เดิมอีกต่อไป เพราะตอนนี้ ไม่มีใครรู้ identity เดิมที่แท้จริง ก็เลยมีใจเปิดกว้างที่จะรับรู้สิ่งใหม่ๆ และไม่อึดอัดที่จะลองคิดต่างในบทบาทของฝ่ายตรงข้าม
 
ทีมงาน Lund University อธิบายต่อว่า ทำนองเดียวกับเมื่อเราคิดจะใส่กางเกงสีแดงออกจากบ้านแล้วโดยแฟนว่า เราก็อาจจะหาเหตุผลมาแย้งว่า กางเกงสีแดงมันก็ไม่ได้แย่อย่างนั้นอย่างนี้  และในที่สุดก็ใส่กางเกงสีแดงออกจากบ้านไปจนได้
 
แต่ถ้าหากแฟนเบื่อไม่อยากเถียง ไม่รู้ไม่ชี้ทำเนียนเอากางเกงสีฟ้ามาวางเตรียมให้แทน เราก็อาจขี้เกียจไปค้นกางเกงแดงจากตู้มาใส่ แต่หยิบกางเกงสีฟ้าแฟนอุตส่าห์มาวางให้ใส่ออกจากบ้านไปโดยไม่ประท้วงอะไร 
 
ทำนองว่า ไหนๆ ก็ไหนๆละ หรือ เลยตามเลย ก็แล้วกัน
 
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะ identity ไม่ได้ถูกท้าทาย ทำให้ไม่ต้องมีการปกป้อง defend จึงทำให้เรามีอิสระที่จะเปิดรับความคิดต่างได้
 
นอกจาก choice blindness แล้ว ความเห็นทางการเมืองยังสามารถเปลี่ยนได้อีก โดยมีการทดลองทีประเทศอิสราเอลในปี 2013  กับกลุ่มคนที่ส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่ไว้ใจชาวปาเลสไตน์โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้ดูคลิปตลอดเวลาหลายเดือนที่ชวนให้ปกป้องศักดิ์ศรีของชาวยิวจากปาเลสไตน์ กับอีกกลุ่ม ดูคลิปเรื่องการท่องเที่ยวในอิสราเอล  
 
หลังจากนั้น พบว่า คนที่ไม่ไว้ใจในชาวปาเลสไตน์ที่ได้ดูคลิปหัวรุนแรงมากๆนั้น เริ่มจะมองเห็นชาวปาเลสไตน์ในแง่ดีมากขึ้น และอยากเห็นสันติภาพ ส่วนคนที่ดูแต่คลิปท่องเทียวนั้น คิดเหมือนเดิม ระแวงชาวปาเลสไตน์เหมือนเดิม 
 
แปลกแต่จริงว่า คลิปปลุกระดมความรุนแรง กลับทำให้คนเหมือนจะมีแนวโน้มไปในทางนั้นอยู่แล้ว กลายเป็นคนต่อต้านความรุนแรงไปเลย ทำไมเป็นเช่นนั้น?
 
เรื่องน่าสนใจนี้ อธิบายได้ด้วยเรื่อง identity นั่นคือ เมื่อความเห็นทางการเมืองที่ถือเป็น identity ของเราถูกไปผูกกับความรุนแรงอย่างสุดโต่ง ทำให้เราเริ่มตระหนักถึง “dark side” ของขั้วการเมืองที่เราเชียร์อยู่ และไม่ต้องการให้ identity กลายไปเป็นคน extreme อย่างนั้น  จึงรีบถอยห่างออกมาโดยเร็ว  
 
อย่างไรก็ตาม มีข้อน่าสังเกตุว่า ในสองวิธีที่ทำให้คนเปลี่ยนความคิดทางการเมืองนี้ ไม่มีวิธีไหน พูดโน้มน้าวเลย ไม่มีการ lecture ข้อเท็จจริง และไม่มีวิธีไหน ด่าให้เจ็บใจก่อนแล้วค่อยพูดให้เปลี่ยนใจ หากล้วนเป็นวิธีที่มาแบบ อ้อมๆ เนียนๆ แล้วให้ผู้รับฟังเปลี่ยนแปลงเอง
 
แต่วิธีเหล่านี้ คงไปใช้ยากบนโลกโซเชียล เพราะต้องเป็นการสื่อสารตัวต่อตัวที่ไม่รู้จักกันมาก่อน และก็คงใช้ในการหาเสียงแบบ mass ไม่ได้
 
ดังนั้น หากคิดจะ “เปลี่ยนใจ” ใครเรื่องการเมืองละก็ อย่าใช้โลกโซเชียล 
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ความรู้สึกบางอย่างที่มีแต่เราเท่านั้นที่จะตอบตัวเองได้
การเช่าที่พักอาศัยครั้งแรกของอากง ไม่สามารถเรียกว่า “บ้าน” ได้อย่างเต็มปาก เพราะมันคือเล้าเป็ดส่วนที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว และเปิดให้เช่าในราคาเพียงเดือนละสิบห้าบาท หารกันกับเพื่อนสี่คน เฉลี่ยแล้วจึงตกอยู่ที่คนละสามบาทกว่าเท่านั้น