OPINION

เหงา

สุรพร เกิดสว่าง
9 เม.ย. 2561
“ผมเคยคิดว่า สิ่งที่แย่ที่สุดในชีวิตคือจบลงด้วยการอยู่คนเดียว แต่เอาเข้าจริงแล้วไม่ใช่ เพราะสิ่งที่แย่ที่สุดในชีวิตคือ การจบลงด้วยการอยู่กับคนที่ทำให้คุณรู้สึกเหงาโดดเดี่ยว”  Robin Williams (1951-2014)


 
ด้วยความที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ความเหงาจึงขัดแย้งอย่างแรงกับธรรมชาติของมนุษย์  มีงานวิจัยหลายชิ้นที่เห็นพ้องกันว่า loneliness หรือ ความเหงา นำพามาซึ่ง อายุสั้น ภูมิคุ้มกันลดลง โรคหัวใจ โรคอ้วน เบาหวาน และมีอันตรายไม่น้อยไปกว่าการติดบุหรี่ และดูเหมือนกำลังมีอันตรายขึ้นเรื่อยๆด้วยสัดส่วนคนเหงาดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นถึงแม้โลกจะ connect กันมากขึ้นก็ตาม 
 
ความเหงา ไม่ได้เกิดขึ้นกับ ที่คนหลีกเลี่ยงสังคม เท่านั้น  หากเกิดขึ้นในกับคนที่มีสังคมมากมายด้วย คนเราอาจมีอาการเหงาอย่างรุนแรง แม้กระทั่งอยู่ท่ามกลางผู้คนที่รู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี  ซึ่งหมายความว่า ความเหงาไม่ได้เกิดขึ้นจากการขาดการสื่อสารกับผู้คน แต่เป็นเรื่องของการขาดการ connect หรือการเชื่อมต่อทางจิตใจ ที่ลึกไปกว่าการสื่อสารด้วยการพูด เขียน หรือแชท  
 
ส่วนใหญ่เมื่อสาวลึกลงไปแล้วจะพบว่า การ disconnect ในระดับจิตใจกับผู้คนรอบตัวนั้น สาเหตุใหญ่มาจากความรู้สึกว่า คนอื่นไม่เข้าใจความรู้สึกของเรา ไม่ว่าจะผ่านการพูดคุยมามากมายหรือไม่ก็ตาม
 
นั่นคือ “ความเหงา = ความรู้สึกว่าไม่มีคนเข้าใจเราพอ”
 
นอกจากนั้นการ disconnect ยังอาจมาจาก “ความรู้สึกถูกทิ้ง” เช่น การเลิกราหย่าร้าง การตายจาก ความรู้สึกการไม่ได้รับการเอาใจใส่พอเพียงจากคนรอบข้าง รวมถึง ความรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าคนอื่นจนถูกทิ้งห่าง 
 
จากงานศึกษาของ University of Virginia โดยนักจิตวิทยาสังคม Brad Wilcox ที่เขียนลงใน The Atlantic บอกว่า สาเหตุการฆ่าตัวตาย มาจากความรู้สึก disconnect หรือขาดการเชื่อมต่อกับสังคมนั่นเอง และที่น่าสนใจอีกคือ มีสัดส่วนสูงในคนที่แต่งงานแล้ว แสดงว่า ไม่ใช่เรื่องของการอยู่โดดเดี่ยวคนเดียว แต่เป็นเรื่องของโดดเดี่ยวในแง่จิตใจ
 
เป็นไปได้มากว่า คนรอบตัวเราอาจไม่สนใจเราจริงๆก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ยากนักที่เราจะไปทำอะไรได้ นอกจากเปลี่ยนคนคบด้วย ซึ่งไม่ง่าย  ดังนั้น นักจิตวิทยาบอกว่า ให้หันมาดูตนเองดีกว่าว่าจะทำอะไรได้บ้างเพราะก็เป็นไปได้ว่า ความรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเรานั้น จริงๆแล้วอาจมาจากสาเหตุว่า เรารู้สึกด้อยกว่าคนอื่น จึงทำให้เราป้องกันตนเองมากเกินไป หรืออยู่ใน defensive mode มากเกินไปก็ได้
 
เมื่อเราอยู่ใน defensive mode เราจะไม่เปิดเผยตัวตน ความระแวงทำให้เราไม่กล้า connect กับคนอื่นเท่าไหร่ มัวแต่ระวังการแสดงออก และนั่นก็ทำให้คนอื่นก็ connect กลับมาไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่มีเนื้อหามากพอให้เขา connect กลับ หรือพูดง่ายๆคือ ไม่มีอะไรจะคุย ไม่มีอะไรจะหยิบเป็นเรื่องให้มาใกล้ชิดได้
 
กลายเป็นว่า เพราะเราไม่ต้องการรู้สึกเจ็บปวดในเรื่องการเปิดเผยตัวตน เลยทำให้เราต้องไปเจ็บปวดในเรื่องเหงาแทน ซึ่งแน่นอนว่า ความเหงานั้นเจ็บปวดมากมายกว่านัก  นับเป็นการแลกเปลี่ยน หรือ trade off ที่ไม่คุ้มเลย
 
นักจิตวิทยาจึงเน้นนักหนาว่า การลด defensive mode ลง โดยเปิดช่องให้ตัวเองทำพลาดบ้าง ดูไม่ดีบ้าง เสียฟอร์มบ้าง หรือแม้กระทั่งพ่ายแพ้ได้บ้าง คือด่านแรกในการที่จะยอม connect กับคนอื่น ซึ่งเป็นไปได้เหมือนกันว่า คนอื่นอาจฉวยโอกาสเอาเปรียบ เยาะเย้ย หรือ ดูถูก แต่นั่น คือความเสี่ยงที่ต้องยอมแลกมาเพื่อการ connect  และคนที่คิดไม่ดีกับเรานั้นเช่นนั้น ถึงมี ก็ไม่ใช่น่าจะใช่ทุกคน จึงคุ้มที่จะลองเสี่ยง
 
สอดคล้องกับ game theory ในนักคณิตศาสตร์ที่ว่า การเปิดช่องให้ตัวเองพลาดได้ เป็นกุญแจสำคัญยิ่งของการเล่นเกมแบบ cooperative strategy ตามที่ว่าไว้ในวิชา game theory เพราะคนที่ต้องการเป็นมิตรร่วมมือกันนั้น ต้องเสี่ยงที่จะเป็นฝ่ายแพ้ได้ โดยหวังว่าอีกฝ่ายจะหยิบยื่นมิตรภาพด้วย copperative strategy แทนที่จะเอาชนะ อันหมายถึงการร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งถือเป็น strategy ที่ดีที่สุดสำหรับทั้งคู่ 
 
ถ้าไม่คิดเปิดช่องให้แพ้ได้ ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเล่น dominant strategy ซึ่งนั่นคือเอาชนะอย่างเดียว หมายความว่าไม่ต้องเป็นมิตรกัน ไม่มีการ connect ผลตามมาคือ ความเหงาและโดดเดี่ยว
 
สำหรับคนในยุคนี้ มีความเชื่อว่าอาการเหงาส่วนหนึ่งมาจากการใช้ social media มากเกินไป จากงานศึกษาหลายชิ้นพบว่า social media มีความสัมพันธ์กับความเหงาอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลสรุปต่างเห็นพ้องกันว่า “คนที่ติด social media มาก = คนเหงา” แต่ยังมีการถกเถียงว่า social media เป็นสาเหตุทำให้คนเหงา หรือ คนเหงามักหันไปหา social media กันแน่ โดยมีงานศึกษาที่ค้านกันทั้งสองฝ่าย  
 
อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาอย่าง Clark, Algoe และ Green ผู้เขียนงานวิชาการ “The Role of Social Connection (2017)” สันนิษฐานว่า เพราะเป็นธรรมดาอยู่เองที่คนส่วนใหญ่เลือกโพสต์แต่เรื่องที่ทำให้ตนเองดูดี จึงทำให้คนอ่านโพสต์เกิดความรู้สึกว่า “ใครๆก็มีชีวิตที่ดีกว่าเราทั้งนั้น”  ผลคือเกิดความรู้สึกว่าตัวเองว่างเปล่า ตามาด้วยอาการเหงา เมื่อเช่นนี้ซ้ำซากอยู่ทุกวัน วันละหลายรอบ ความเหงาจึงเข้ามาครอบงำ    
 
ไม่เพียงแต่คนอ่านโพสต์เท่านั้นที่เกิดอาการเหงา คนโพสต์หนักๆก็เหงาเหมือนกัน โดยเฉพาะคนที่โพสต์โปรโมทตัวเอง หรือ bragging ที่เน้นความมีชีวิตที่ดี หรืออวดความเก่งความสามารถอยู่ตลอดเวลา ก็พบว่า จริงๆแล้วเป็นคนมีปัญหาความเหงาอีกเหมือนกัน
 
ทั้งนี้เพราะ การโพสต์อวดถือเป็น defensive mode แบบหนึ่ง ไม่ยอมเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา ผู้ที่โพสต์ย่อมรู้ดีว่า ชีวิตจริงของเขาย่อมมีด้านอื่นที่ไม่อยากเปิดเผย ทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่า การที่มีคนเข้ามาชมหรือกด like มากมายนั้น ไม่ใช่การชื่นชมความจริงที่เป็นอยู่ หากเป็นการชื่นชมภาพที่ถูกสร้างขึ้นมาเท่านั้นเอง ซึ่งความคิดเช่นนี้ ล้วนทำให้เกิดอาการเหงาลึก เพราะเท่ากับว่า friends เหล่านั้น ไม่มีใครรู้จักตัวจริงของเขาเลย และถ้ารู้ตัวจริง เกรงว่าอาจจะถอยห่าง
 
เช่นเดียวกับในบางอาชีพ อย่างดารานักแสดง นักร้อง ที่จำต้องดูดีตลอดเวลาตามที่ค่ายสังกัดกำหนด ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงได้ พบว่า เป็นอาชีพที่มีปัญหาความเหงาอยู่เสมอ เพราะพวกเขามีความกังวลว่า อาจจะไม่มีใครเข้าใจหรือยอมรับตัวตนแท้ๆของเขาเลย หากรู้ว่าตัวจริงเขาคืออย่างไร
 
Sherry Turkle จาก MIT เจ้าของหนังสือ Alone Together ชี้ว่า ปัญหาสังคมปัจจุบันคือ คนกำลังติดการพึ่งเทคโนโลยีในการเชื่อมต่อกันมากขึ้นเรื่อยๆจนกระทบถึง skill ในการสื่อสารกับตัวตนจริง เพราะการสื่อสารกันบน social media ทำได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น และทำได้แค่สั้นๆ ไม่มีทางเทียบเท่าการพูดคุยเจอหน้า face-to-face ได้  หากคนเราพึ่ง social media เป็น platform หลักในการเข้าสังคมแล้วละก็ ก็จะเกิดความเหงาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแน่นอน เพราะไม่สามารถเข้าถึงบรรดา “เพื่อน” เหล่านั้นได้เหมือนเจอตัวตนจริง
 
ความเหงายังเป็นเสมือนโรคติดต่อ ที่แพร่ระบาดไปได้ไกลอย่างนึกไม่ถึง แม้กระทั่งกับคนที่ไม่รู้จักกันเลย ไม่เคยติดต่อหรือเจอหน้ากันเลย ก็ยังสามารถได้รับ ”เชื้อความเหงา” ได้
 
ในการศึกษาอันมีชื่อเสียง “Framingham Study” ที่เมือง Framingham ในสหรัฐ และรายงานใน Journal of Personality and Social Psychology พบว่า ความเหงาสามารถถ่ายทอดต่อถึง “3 degrees of separation” นั่นคือ ถ่ายทอดขั้นที่หนึ่งไปยัง 50% ของเพื่อน ไปสู่ขั้นที่สองคือ  25% ในเพื่อนของเพื่อน และไปสู่ขั้นที่สามคือ 10%  ในเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน
 
การแพร่ระบาดนี้ เริ่มจากคนที่มีอาการเหงาคนแรกมีมีพฤติกรรมที่ไม่เป็นมิตรนัก เมื่อสื่อสารกับคนอื่น ก็จะสร้างบรรยากาศที่ไม่ดีขึ้นมา คนที่ได้รับความรู้สึกนี้ก็จะติดความรู้สึกนี้ ไปลงกับคนอื่นต่อๆกันไป โดยเฉพาะกับคนที่ไม่จำเป็นต้องแคร์มาก หรือกับคนไม่จำเป็นต้องระวังเรื่องมารยาทมาก ซึ่งเป็นได้ทั้งคนที่ไม่รู้จักมากนักและคนใกล้ชิด จนในที่สุดเกิดอาการเหงาไปทั่ว ทั้งที่แรกเริ่มมาจากคนคนเดียว  
 
นั่นหมายความว่า เวลาที่เราเหงานั้น บางทีเราอาจจะติดใครมาก็ได้ และในขณะเดียวกัน เราก็เป็น “พาหะ” เช่นเดียวกัน
 
ที่น่าประหลาดอีกอย่างคือ การพยายามมีความสุข ยังทำให้เกิดความเหงาอีกด้วย
 
มีงานศึกษาของ Iris Mauss ที่ University of Berkeley พบว่า คนที่ได้อ่านบทความเกี่ยวกับผลดีของการมีความสุข หรือได้ดูภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับความสุข จะมีอาการเหงาตามมาทันที และคนที่บอกว่าตัวเองเห็นความสำคัญของความสุข มักเป็นคนเหงา ซึ่งพอจะอธิบายได้ว่า เพราะความต้องการความสุขนี้เอง ทำให้เกิดความเครียด ไป focus ที่ตัวเองมากเกินไป เลยทำให้ความรู้สึกเชื่อมต่อกับสังคมน้อยลง
 
จึงไม่น่าประหลาดใจว่า ทำไมคนที่อ่านโพสต์ใน social media ที่เต็มไปด้วยเรื่องดูดีมีความสุขถึงเกิดอาการเหงาขึ้นมาทันที
 
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ความเห็นของนักจิตวิทยาอย่าง J Clark แห่ง Duke University เชื่อว่า ที่จริงปัญหาเรื่อง social media นั้น ขึ้นอยู่กับวิธีใช้ต่างหาก ผลจากงานศึกษาพบว่า ถ้าคนที่ใช้ social media เป็น platform หลักแทนการเจอหน้าผู้คน จะมีปัญหาเรื่องเหงาตามมา แต่คนที่พบหน้ากลุ่มเพื่อนใน social media อยู่แล้ว เพียงแต่ใช้ social media นั้นเป็นส่วนต่อขยายของสังคมแบบ face-to-face จะไม่พบกับปัญหาความเหงานี้
 
นั่นคือไม่ว่าจะอย่างไร คนเราจะฝืนธรรมชาติในการเป็นสัตว์สังคม ที่ต้องพบปะเจอหน้ากันไม่ได้
 
และเราจะฝืนธรรมชาติ สร้างภาพเกินจริงของตนเอง เพื่อใช้ในการสื่อสาร ก็ไม่ได้เหมือนกัน
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
สำหรับ หลายคน หลายสถานการณ์ symbol หรือ content ดูเสมือนเป็นเนื้อเดียวกัน
ประสบการณ์มันก็เหมือนบาดแผลของชีวิต ที่บางครั้งมันคือแผลเป็น แต่บางครั้งก็ไม่หลงเหลือรอยอะไรไว้อยู่เลย แต่สุดท้ายเราก็จำได้ว่าความเจ็บปวดมันเป็นอย่างไร และเราคงไม่กลับไปทำให้แผลนั้นเกิดขั้นอีก