OPINION

เราซาบซึ้งกับศิลปะไทย เพราะโอกาสน้อยเหลือเกินที่จะได้สร้างด้วยมือของเราเอง

JAZZYKWANG
27 มิ.ย. 2560
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นับว่าเป็นสัปดาห์ที่ทำให้หัวใจเต้นแรงมากจริงๆ  เราได้มีโอกาสไปทำอะไรใหม่ๆ ในการทำศิลปะไทยในศาสตร์การประดับลายลงยาตามแบบฉบับไทยโบราณ โอกาสในครั้งนี้เข้ามาเพราะเราได้ไปเจอในหน้าเฟซบุ๊กในการเปิดรับสมัครเวิร์กชอปที่ให้บุคคลทั่วไป ใครก็ได้ ที่ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานในเรื่องศิลปะมาลงมือทำอะไรแบบไทยๆกัน นับว่าเป็นโอกาสที่ดีมาก เพราะเราอยากทำสิ่งนี้มานานมาก

ก่อนจะถึงวันงาน ต้องบอกว่าก็แอบตื้นเต้นเหมือนกัน  เพราะอย่างที่รู้ๆกันว่า การประดับลายลงยาเป็นอะไรที่ไม่ได้หาเรียนกันได้ง่ายๆ เรารู้แค่ว่ามีสอนในระดับชั้นปริญญาที่มหาวิทยาลัยเพาะช่าง แบบเรียนจริงจังกันไปเลย อาจจะด้วยเหตุผลนี้เลยทำให้ผู้ร่วมคลาสเรียนในวันนั้นต่างเพศ ต่างวัย แล้วมาจากพื้นฐานหลากหลายรูปแบบ ส่วนครูที่สอนในคลาสก็เป็นครูที่จบจากมหาวิทยาลัยเพาะช่าง อธิบายขั้นตอนในการทำจนสามารถกลับไปทำที่บ้านได้เอง อันนี้เราว่าดี
 
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง เราเริ่มกันตั้งแต่สิบโมงเช้าจบงานกันตอนสามทุ่มตรง ผลงานของทุกคนดูแล้วน่าประทับใจมาก เพราะแต่ละคนไม่มีพื้นฐาน มีแค่จิตวิญญาณและสัญชาตญาณในความเป็นไทย ผลงานที่ออกมาจึงมีสิ่งเหล่านี้อยู่เต็มๆ
 
หลังจากวันนั้นมันก็ทำให้เราคิดว่า ถ้าไม่มีใครเปิดสอน เราจะเรียนรู้ศิลปะไทยแขนงนี้ได้อย่างไรกัน แล้วคิดมากไปกว่านั้น ถ้าวันหนึ่งไม่มีมหาวิทยาลัยเปิดสอนในภาควิชานี้ หรือ ไม่มีใครให้ความสนใจในศาสตร์นี้อย่างจริงจัง ศิลปะไทยจะถูกจารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังสัมผัสได้แค่ตัวอักษรแค่นั้นหรือไม่ นั่นก็เป็นเรื่องที่น่าคิดต่อมากจริงๆ



แล้วในวันนั้นเราก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับนักศึกษาที่ยังร่ำเรียนในด้านศิลปะไทย ตลอดการพูดคุยที่เต็มไปด้วยสาระของเด็กสาวผู้นี้ ทำให้เรารู้ได้เลยว่า เธอรักศิลปะไทยมาก แม้จะจบมาไม่มีงานรองรับเท่าที่ควร แต่เธอก็ยอมที่จะตื่นเช้าเพื่อไปสร้างงานที่เธอรัก ด้วยเหตุผลที่ว่า “ไม่อยากให้สิ่งนี้หายไปไหน” เราคุยกันอยู่นาน จนในช่วงท้ายของการพูดคุยเราขอถามเธอ เพื่อสรุปทั้งหมดในการได้พูดคุยด้วยคำถามสั้นๆว่า “เรียนจบแล้วจะไปทำอะไร” เธอตอบยาว แต่เราจับใจความได้ว่า เธออยากทำงานให้ตรงสาย แต่ด้วยงานประเภทนี้ไม่เป็นที่นิยมในตลาดมากนัก มันเลยทำให้เธออาจจะต้องทำงานในสายอาชีพอื่นที่อาจไม่เกี่ยวข้องกันเลย รวมถึงเพื่อนๆก็อาจจะกลับไปช่วยงานของครอบครัวที่ต่างจังหวัด ซึ่งถ้าเลือกได้การได้ทำงานเหมือนในสมัยเรียน น่าจะเป็นสิ่งที่สร้างความสุขมากที่สุดกับพวกเขา นอกจากประเด็นนี้ เธอยังเล่าให้ฟังอีกว่า ช่วงที่ปิดภาคเรียน เธอได้ลองทำงานหลายรูปแบบ รวมถึงนำงานศิลปะแบบไทยๆไปทำเป็นเครื่องประดับแล้ววางขาย “พี่รู้ไหม วันนั้นหนูทำเครื่องประดับไทยไปขาย มีคนเดินมาถามว่านี่เงินแท้หรือเปล่า ถามเสร็จเขาก็วางแล้วเดินไปเลย ไม่ได้สนใจตรงที่หนูอุตส่าห์ทำขึ้นมา” มองในมุมของคนทำมันก็น่าน้อยใจ ที่ทำทั้งทีแต่



คนกลับเลือกโฟกัสในจุดอื่น พอมามองในมุมคนซื้อบ้างหรือแม้แต่ตัวเราเอง เราอาจจะไกลจากศิลปะไทยไปล่ะมั้ง เลยอาจจะมองข้ามไปง่ายๆ
 
สุดท้ายแล้วสิ่งที่ดีที่สุดในเวลานี้ คือการที่เราได้เห็นคนไทยที่มีวิชานี้ติดตัว พวกเขากำลังเริ่มถ่ายทอดสิ่งนี้ให้คนไทยได้ใกล้ศิลปะไทยมากกว่าเดิม อันนี้ต้องขอบคุณมากจริงๆ เพราะเราคิดว่าถ้าหนึ่งคนที่ได้รู้แล้วบอกต่อ มันก็คือการสืบทอดที่จะทำให้คนในทุกๆรุ่นได้รู้มากกว่าในหนังสือ คือการได้ลงมือทำจริงๆ พอมองในมุมระดับประเทศบ้าง เราก็หวังเหลือเกิน ที่จะเห็นศิลปะไทยเข้าไปอยู่ในหลักสูตรการศึกษาแบบจริงจังในทุกรุ่นทุกสมัย และที่สำคัญเราไม่น่าจะได้เรียนแค่อย่างใดอย่างหนึ่งที่กำหนดมาแล้วว่าเราจะต้องเรียนสิ่งนี้ แต่เราในฐานะผู้สืบทอด เราควรได้เลือกมากกว่าการนั่งเขียนลายไทย เพราะยังมีอีกหลากหลาย
ทั้งการร้อยมาลัย การปักผ้าอาภรณ์ การทำอาหาร ฯลฯ ถ้าให้ดีก็น่าจะมีโรงเรียนที่รวบรวมศาสตร์ศิลปะไทยไว้สอนจริงๆจังๆไปเลย
 
วันนี้ที่เลือกเขียนในเรื่องนี้ ไม่ใช่เหตุผลแค่อยากมาเล่าประสบการณ์การเวิร์กชอป แต่เราอยากให้คนไทยช่วยกันสานต่อความเป็นไทยในทุกๆช่วงสมัย พอถึงบรรทัดนี้อาจจะมีคำถามดังขึ้นมาว่า เราไม่มีอะไรที่ไทยแท้ เราได้รับอิทธิพลมาจาก... แต่เอาเข้าจริงๆ สุดท้ายถ้าเราเรียกสิ่งนั้นว่าคือชุดไทย นี่คืออาหารไทย และนี่คือศิลปะไทย มันก็ไม่น่าจะผิดถ้าเราจะเริ่มเรียนรู้และได้ลองทำดูบ้าง เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการสานต่อและสืบทอดจริงๆ มันมากกว่าการบอกเล่า เพราะถ้าคุณได้ลองทำเองสักครั้ง คุณจะเล่าอะไรได้มากกว่าการที่อ่านจากในหนังสือจริงๆนะ
 


ขอบคุณภาพจาก : Thai craft studio
 
 
About the Author
นักคิดแก้โจทย์ธุรกิจและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนในทุกๆวัน ที่เพจ jazzykwangandfriends
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เราเริ่มตัดทอนความเป็นไปไม่ได้ออกจากชีวิตทีละนิดๆ จนชีวิตเริ่มใกล้กับคำว่าเป็นไปได้มากไปเรื่อยๆ เราใช้เวลาในการค่อยๆเลือกค่อยๆเก็บมาตลอดทุกช่วงอายุที่ผ่าน
หลายต่อหลายครั้งเราก็เชื่อในสิ่งที่ตาเราเห็น มือสัมผัส และเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ได้ยินมาเป็นสิ่งสุดท้าย แต่ผลที่ออกมา ทำไมกลับไม่จริงอย่างที่ตาเราเห็นล่ะ หรือประโยคที่ว่า “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” ตอนนี้มันใช้ไม่ได้แล้ว..