OPINION

“เยอะ” vs “ง่ายๆ” : รัก ของคน High Maintenance vs Low Maintenance

สุรพร เกิดสว่าง
4 มิ.ย. 2561
Harry: “มีผู้หญิงอยู่สองแบบ high maintenance และ low maintenance.”
Sally: “แล้วชั้นเป็นพวกไหน?”
Harry: “เธอน่ะเป็นพวกที่แย่สุด เธอเป็นพวก high maintenance แต่คิดว่าตัวเองเป็นพวก low maintenance.”
นั่นเป็นบทสนทนาในภาพยนตร์เรื่อง “When Harry Met Sally” (1989) ที่เป็นต้นกำเนิดของคำว่า “high maintenane” และ “low maintenance” ตั้งแต่นั่นเป็นต้นมา
 
High maintenance woman/man ถ้าจะเปรียบกับคำไทย ก็คงใกล้เคียงคำสมัยใหม่ว่า “เยอะ” หรือคำทั่วไปว่า “เรื่องมาก” “เอาใจยาก”  ส่วน low maintenance ก็ตรงกันข้ามคือ “ไม่เยอะ” “เป็นคนง่ายๆ” “ไม่เรื่องมาก”
 
High maintenance หรือย่อว่า HM มีรายละเอียดในการตีความอยู่มากมาย แต่หลักๆคือ HM ต้องการคนเอาใจเสมอ ประเภท “ฉันต้องได้ ในแบบที่ฉันอยากได้” หรือ “ฉันสำคัญที่สุด ดังนั้น ฉันต้องมาก่อน” ไปจนถึงความต้องการยากๆ เช่น ต้องการให้คนอื่นบริการตลอดเวลา หรือ คาดหมายให้ใครๆ ต้อง always on เสมอ ฯลฯ
 
บางคนบอกว่า HM คือพวกไฮโซ แต่จริงๆแล้วไม่เกี่ยวกันนัก เพราะ keyword แท้จริงของ HM มีเพียงสองคำ คือ “เอาใจ” และ “ไม่ง่าย”  ซึ่งไม่ได้จำเป็นต้องเกี่ยวกับเรื่อง เงิน หรือ สถานภาพสังคม 
 
HM จึงเป็นคนที่หากใครเป็นแฟน ก็ต้องแบก “ต้นทุน” ในเรื่องของ เงิน เวลา และ ความพยายาม มากหน่อย ทำให้เชื่อว่า พวก HM มักจะได้แฟนดี เพราะถือว่าตั้งมาตราฐานไว้สูงแล้วยังมีคนสอบผ่านมาได้
 
อีกทั้งมีความเชื่อว่า HM มักจะเป็นพวก alpha หรือ คนที่มีความโดดเด่นสูง ดึงดูดเพศตรงข้าม ถึงสามารถ “ตั้งราคา” ตนเองไว้สูงได้ คือ ต่อให้แพง ก็ยังมีคนแย่งกันอยากเป็นแฟน หรือในทางเศรษฐศาสตร์อาจบอกว่า ของดี ยังไงมี elasticity of demand ต่ำ นั่นคือ ใครๆก็อยากได้ แพงก็สู้
 
แต่ว่า ในความเป็นจริงแล้ว  HM ไม่ได้ต้องเป็น alpha และถ้าเป็น ก็อาจเป็น alpha ภายนอก เพราะลึกลงไปแล้ว HM อาจเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในตนเอง จึงทำให้ต้องอาศัยเสียงเห็นพ้องและความช่วยเหลือจากผู้อื่นอยู่เสมอ ความต้องการยากๆทั้งหลายของ HM มาจากการพยายามพิสูจน์ว่าตนยังมีค่าในสายตาผู้อื่นอยู่  ซึ่งนั่นคือความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ perfectionist
 
มีการมองว่า HM คือ narcissism หรือ อาการหลงตัวเอง แต่นักจิตวิทยาบอกว่า HM ส่วนใหญ่นั้น เป็นเพียงคนที่มี self esteem หรือ ความนับถือตนเองสูงมากเท่านั้น ไม่ได้ถึงขนาดที่เรียกว่า หลงตัวเองแบบ narcissism จึงอาจบอกได้ว่า narcissists ทุกคนเป็น HM แต่ ไม่ใช่ HM ทุกคนจะเป็น narcissists
 
ส่วน low maintenance หรือ LM นั้น เป็นบุคลิกตรงข้ามกับ HM เช่น “หากคุณบอก LM ว่าจะออกไปข้างนอก เธอจะยังไม่ทำอะไรเลย จนกระทั่ง 10 นาทีสุดท้ายค่อยแต่งหน้าและเลือกเสื้อผ้า และเธอจะทำเสร็จภายใน 10 นาทีนั้น”  หรือ “LM ไม่ติดใจอะไร หากคุณไม่เคยพาเธอ dinner ร้านหรู” LM กลับจะรู้สึกรำคาญหรืออึดอัดหากมีคนพยายามเซ้าซี้เอาใจ เพราะ LM เน้นความ practical เป็นหลัก และมองความหวือหวา หรือ drama อย่างไม่ไว้ใจ
 
ธรรมชาติที่สำคัญของ LM มักคาดหมายว่า อีกฝ่ายก็ควรคิดและทำแบบเดียวกันด้วย เพราะนั่นคือ สิ่งที่ LM เห็นว่า make sense ที่สุดแล้ว เช่น คนที่ชอบทำอะไรด้วยตนเอง ก็คาดว่า คนอื่นก็ควรดูแลตนเองเช่นกัน ซึ่งทำให้ LM คาดไม่ถึง และไม่เข้าใจในความต้องการของ HM อยู่บ่อยๆ
 
LM จึงเป็นคนที่ไม่ demand อะไรมาก ซึ่งเป็นไปได้ตั้งแต่ คนที่มีความเฉย เรื่อยๆ ไม่คิดอะไรมากกับชีวิต ประเภท “ยังไงก็ได้” ไปจนถึง พวก “alpha” ซึ่งเป็นคนที่เด่น มีความสามารถสูง อยู่ได้ด้วยตนเอง และมีเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้าม ด้วยความมั่นใจในตนเอง LM alpha จึงไม่ต้องการ confirm ด้วยการเรียกร้องให้ใครมาแสดงการเอาใจอีก
 
ถึงแม้ LM จะดูมีปัญหาน้อยกว่า HM  แต่สำหรับบางคน LM ก็ดูเหมือนขาดเสน่ห์ของความเป็น drama จนอาจน่าเบื่อ  อีกทั้งบางคนเห็น LM เป็น “ของตาย” หรือ take it for grant จนลืมไปว่า ไม่ว่า LM จะดูแลตัวเองได้ดีแค่ไหน พวกเขาก็ยังต้องการความเอาใจใส่ในระดับหนึ่งอยู่ดี
 
การทำความเข้าใจในธรรมชาติของ HM และ LM ถือว่า เป็นกุญแจสำคัญไปสู่ความสำเร็จในชีวิตคู่ ผู้เชี่ยวชาญด้าน counseling บางคนบอกว่า นี่คือเรื่องแรกที่ต้องตระหนักไว้ หากคิดจะเริ่มต้นความสัมพันธ์กับใคร 
 
เป้าหมายของชีวิตคู่ย่อมหมายถึง ความสัมพันธ์ที่ยาวไกลและราบรื่น และนั่นคือสภาพที่ game theory บอกว่า อยู่ใน สภาพสมดุล หรือ  equilibrium ซึ่งก็คือ ไม่มีใครคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรอีก เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้เแล้ว
 
ธรรมชาติของ HM คือ การเอาชนะ หรือที่เรียกว่า dominant strategy เพราะเป้าหมายของ HM คือ อีกฝ่ายต้องยอมตามที่พวกเขาต้องการ ส่วน LM นั้น ไม่ได้ต้องการอะไรมาก ไม่ได้เรียกร้องอะไรพิเศษ อาจะถือว่าเป็น cooperative strategy คือ พยายามร่วมมือกัน  โดยความสัมพันธ์ทั้งหมด อาจมองแยกเป็น 6 กรณี คือ
 
1.LM vs LM  ถือว่าเป็นสภาพที่ราบรื่นที่สุด เพราะต่างก็เล่น cooperative strategy ด้วยกันทั่งคู่  โดยต่างคนต่าง “ง่ายๆ” เข้าหากัน เคารพ space หรือ ความเป็นส่วนตัวของกันและกัน ไม่พยายามเอาชนะ ไม่คิดจะเรียกร้องให้อีกฝ่ายต้องคอยปรนนิบัติเอาใจ
 
2.HM vs HM นั้น ดูเหมือนจะเป็นสภาพที่รุนแรงที่สุด เพราะต่างก็พยายามให้อีกฝ่ายทำตามที่ตนเองต้องการ นั่นคือเล่น dominant strategy หรือ การพยายามเอาชนะกันและกัน เป็นไปได้มากว่า การปะทะกันย่อมเป็นเรื่องปกติระหว่างคู่ HM 
 


ทางออกของ HM กับ HM ก็คือ เรียนรู้ที่จะถอยในบางเรื่องที่คิดว่าไม่สำคัญ ซึ่งแน่นอนว่า ผลคือ ต่างคนจะไม่ได้สิ่งที่ตนเองต้องการแต่แรก แต่นั่น ก็ดูเหมือนเป็นทางเดียวที่ทำให้รอดได้ โดยแต่ละฝ่ายต่างเรียนรู้ว่า ตนเองควรจะรุกแค่ไหนแล้วหยุด และไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรอีก สภาพสมดุลแบบ ที่เรียกว่า “Nash Equilibrium” จึงเกิดขึ้นได้ นั่นคือ ถึงไม่สมหวังอย่างที่ต้องการแต่แรก แต่ยังก็ดีพอที่จะรับได้  
 
ส่วนการ mix ระหว่าง HM กับ LM นั้น มีความซับซ้อนเพิ่มเข้ามาตรงว่า “แต่ละฝ่ายมีความเป็น alpha หรือ beta (หรือ แม้กกระทั่ง omega) มากเพียงใด” 
 
“beta” คือ คนที่ไม่ได้เด่นขนาด alpha ไม่ได้มีเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้ามเท่า แต่มีความอบอุ่นและความเข้าอกเข้าใจที่ดีกว่า รับฟังมากกว่า และไม่ agressive ถึงแม้ beta จะไม่มีเสน่ห์แรงเท่า alpha แต่มีความสามารถที่จะเป็นคู่ชีวิตที่ดีกว่า 
 
(ส่วน “omega” อันเป็นคำ slang ใน pop culture มากกว่าคำวิชาการ ใช้เรียกคนที่มีบุคลิกและนิสัยที่แย่ไปหมด เช่น ขี้เกียจ ไม่รู้จักรับผิดชอบ อยู่ไปวันๆ ถือว่า เป็นคนที่ไม่ค่อยมีใครอยากเอาเป็นแฟน)
 
3.HM alpha vs LM alpha  ย่อมมีการปะทะกันอย่างชัดเจน ด้วยเหตุที่ต่างคนเป็น alpha ที่มีความโดดเด่นเชื่อมั่นในตนเองสูง แต่อยู่กันคนละขั้วของ maintenance จึงยากมากที่จะประนีประนอมกันได้  โดย LM alpha จะมอง HM alpha ว่า เรื่องมาก ไร้สาระ และไม่ยอมอ่อนข้อให้กับสิ่งที่ตนเองมองเห็นว่าไม่ถูกต้อง ส่วน HM alpha จะมองว่า LM alpha ไม่ให้ความสำคัญตนเองพอ
 
ผลคือ เป็นไปได้ที่ LM alpha ไม่ยอมเล่นเกมนี้ด้วย และอาจจะถอนตัวในที่สุด ในขณะที่ HM alpha ก็อาจเชื่อว่าตนเอง “เด่นเลือกได้”  หากเป็นดังนั้น เกมจะล้ม ความสัมพันธ์ล่ม
 
4.HM beta vs LM beta ความเป็น beta ทั้งคู่ ทำให้ง่ายขึ้นมาหน่อย มีโอกาสมากที่ต่างคนต่างถอยเพื่อเห็นแก่ความสัมพันธ์ระยะยาว และหาจุด Nash Equilibrium จนเจอ
 
5.HM alpha vs LM beta เป็นการเล่นเกมแบบ win-lose โดย HM ต้องการเอาชนะ  ส่วน LM beta นั้น ถึงแม้จะไม่เห็นด้วย แต่ด้วยความเป็น beta คือ เป็นคนที่ “nice” ไม่ agressive เท่ากับพวก alpha  ก็อาจจะยอมในบางเรื่อง เพื่อให้ความสัมพันธ์ไปต่อได้
 
6.HM beta vs LM alpha  ถึงแม้ HM beta จะเป็นฝ่าย demanding แต่ด้วยความที่ตนเองมีความอ่อนโยนมากกว่า ถ้า HM beta พยายามปรับลดความต้องการบางเรื่องลงมา ก็สามารถอยู่กับ LM alpha ได้ ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม
 
เพราะ LM alpha นั้น ถึงแม้ไม่ได้มี demand อะไรกับ HM beta แต่ด้วยความที่เชื่อมั่นในตนเองสูงมาก ก็ย่อมไม่ทำตามสิ่งที่ HM beta ต้องการอยู่ดี  ทางรอดจึงดูเหมือนมีอยู่ทางเดียวคือ HM beta ต้องกล้ำกลืนความรู้สึกว่าตนเองไม่ได้ “สำคัญ” ปานนั้น
 
ส่วนคนที่เป็น Omega นั้น มองง่าย เนื่องจากถือว่าเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยมีใครอยากเอาเป็นแฟนอยู่แล้ว ถ้าอยากจะมีความสัมพันธ์ยืนยาวกับใคร ก็คงต้องยอมเขาอย่างเดียว ไม่ว่าตนเองจะเป็น HM หรือ LM 
 
อย่างไรก็ตาม ความเป็น HM, LM, alpha, หรือ beta ล้วนเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา การเรียนรู้ ตามสถานการณ์แรงๆในชีวิต รวมไปถึงอิทธิพลจากสังคมรอบตัวที่คอยยุยงหรือคอยปราม ที่ทำให้ความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ ดีขึ้นหรือเลวลง
 
แต่ที่แย่ที่สุด ก็คงเหมือนกับที่ Harry ในภาพยนตร์พูดไว้ นั่นคือ คนที่สับสนว่า ตัวเองเป็นอย่างหนึ่ง ทั้งที่จริงเป็นตรงกันข้าม เพราะนั่นหมายความว่าจะคุยกันแทบไม่รู้เรื่อง และปัญหาคงไม่ได้แก้  equilibrium จริงคงไม่เกิด
 
ทั้งนี้ ยกเว้นเฉพาะคู่ Harry กับ Sally ในหนัง ที่ได้แต่งงานกันในตอนจบ 
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ประเทศเล็กๆ ที่มีประชากรเพียงแค่ 9.7 ล้านคน อย่างสวีเดน ในอดีตเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในยุโรป หนึ่งร้อยกว่าปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันนี้สวีเดนกลับกลายเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำทางด้านนวัตกรรมในยุโรป จุดเด่นและจุดแข็งที่สวีเดนภาคภูมิใจมากที่สุด คือ การมีผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมชาวสวีเดน ที่คิดค้นสิ่งประดิษฐ์เปลี่ยนโลก อยู่ในทุกยุคสมัย   
 
ในสังคมไทยสมัยก่อน เราจะมีตัวตนอยู่ในสังคมด้วยความสามารถ เรื่องรูปร่างหน้าตาจึงเป็นสิ่งรองลงมา แต่ทว่าปัจจุบัน ด้วยสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมและอะไรหลายอย่าง ที่กดดันให้เราต้องพยายามหล่อหรือสวย เพื่อมีหน้ามีตาในสังคมให้ได้