OPINION

เมื่อ จุดแข็ง คือ จุดอ่อน : case study ว่าด้วย การยึดอำนาจสมเด็จพระนารายณ์

สุรพร เกิดสว่าง
16 เม.ย. 2561
ในปี  2229/1686 - 2231/1688 ของประวัติศาสตร์ช่วงตอนปลายของสมเด็จพระนารายณ์ การเมืองในราชสำนักมีความล่อแหลมมากขึ้นเรื่อยๆ นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า การยึดอำนาจและสังหารเจ้าฟ้าไชยผู้เป็นหลาน และต่อมายึดอำนาจและสังหารเพื่อครองราชย์แทนสมเด็จพระศรีสุธรรมราขา ผู้เป็นอาของพระองค์เอง พร้อมกับการล้างอำนาจเก่าด้วยการประหารชีวิตข้าราชบริพารระดับสูง ทำให้ฐานการเมืองของสมเด็จพระนารายณ์มีขนาดจำกัดและอ่อนแอ จนทำให้พระองค์ต้องไปประทับพระราชวังลพบุรีมากกว่าที่อยุธยา ด้วยเหตุว่าน่าจะมีความปลอดภัยมากกว่า 

ในปลายรัชสมัย นักประวัติศาสตร์บางท่านเชื่อว่า พระองค์แทบจะไม่มีอำนาจจริงจัง หรือแม้กระทั่งไม่มีอำนาจใดๆเลย และนั่นเป็นสาเหตุให้สมเด็จพระนารายณ์ให้ความสำคัญกับฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก โดยนำมาเป็นฐานอำนาจของพระองค์เองในยามที่ไม่อาจไว้ใจราชสำนักอยุธยาได้ 

การเข้ามาของฝรั่งเศส เป็น “จุดแข็ง” ที่ถูกวางหมากไว้ค้ำจุนสมเด็จพระนารายณ์ให้มั่นคง ด้วยเทคโนโลยีทางทหารที่เหนือกว่าคนไทย ด้วยกองกำลังทหารฝรั่งเศสที่ป้อมวิไชยประสิทธิิ์ที่บางกอก และด้วยผลประโยชน์ที่ฝรั่งเศสได้้รับ ก็น่าจะทำให้พระองค์มีฐานการเมืองส่วนพระองค์ กับ กองกำลังส่วนพระองค์ที่น่าเกรงขาม ยันคลื่นใต้น้ำทางการเมืองได้ 

แต่ทว่า ความสำคัญของฝรั่งเศสนี่เอง กลับกลายเป็นจุดอ่อนอันเปราะบางยิ่งของสมเด็จพระนารายณ์ ยิ่งฝรั่งเศสดูมีอำนาจมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งสร้างความกังวลและไม่พอใจให้กับขุนนางไทยมากขึ้นเท่านั้น 

ฝรั่งเศส จึงเป็นข้ออ้างที่สมบรูณ์แบบที่สุด ที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการโค่นล้มอำนาจของสมเด็จพระนารายณ์พร้อมกับราชวงศ์ปราสาททองของพระองค์

“เอกสาร แซงต์ วองดริล” (ศึกษาโดย อจ. ปรีดี พิศภูมิวิถี)  เขียนโดยนายทหารฝรั่งเศสชี้ว่า ภายในฝ่ายฝรั่งเศสเอง ก็มีความแตกแยกขัดแย้งกันอยู่ ด้วยผลประโยชน์ที่ขัดกันระหว่าง นายวาเรต์ หัวหน้าสถานีการค้าของฝรั่งเศส กับ เจ้าพระยาวิไชเยนทร์ หรือ คอนสแตน ติน ฟอลคอน (เป็นชาวกรีก แต่อยู่ในกลุ่มฝรั่งเศส) ทำให้ความหวังที่จะใช้กองกำลังทหารที่ป้อมวิไชยประสิทธิ์จากบางกอก มารักษาสถานการณ์ระหว่างการเปลี่ยนรัชกาลล้มเหลว 

เพราะเมื่อฟอลคอนขอกำลังนายพลเดฟาร์จขึ้นมาที่ลพบุรีโดยด่วน ปรากฏว่า ระหว่างทางที่อยุธยา นายพลเดฟาร์จได้แวะพูดคุยกับนายวาเรต์ และได้รับการบอกเล่าว่า ฟอลคอนเป็นคนเชื่อถือไม่ได้ อีกทั้งการนำกำลังทหารไปลพบุรี จะทำให้ชีวิตคนฝรั่งเศสในสยามตกอยู่ในอันตราย ซึ่งปรากฏว่าพระสังฆราชคาทอลิกก็เห็นด้วย  นายพลเดฟาร์จจึงเริ่มลังเล และเปลี่ยนใจนำกองกำลังทหารฝรั่งเศสกลับคืนสู่บางกอกในที่สุด 

ผลคือ ฟอลคอนและสมเด็จพระนารายณ์ที่กำลังประชวรหนักขาดฐานกำลังช่วย จนในที่สุดการยึดอำนาจราชสำนักโดยกลุ่มขุนนางไทยนำโดย พระเพทราชา เป็นไปโดยง่ายดาย ถือเป็นการจบสิ้นราชวงศ์ปราสาททอง และเริ่มต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง พร้อมกับการขับไล่ทหารฝรั่งเศสออกจากกรุงสยาม

กลายเป็นว่า จุดแข็งของสมเด็จพระนารายณ์คือ ฐานกำลังของฝรั่งเศส ที่ควรจะทำปกป้องพระองค์และการสืบทอดอำนาจไว้ กลับกลายเป็นจุดอ่อน ที่แทบไม่ได้ประโยชน์อะไรในทางการเมืองและการทหาร ทำลายทุกอย่างของพระองค์รวมทั้งราชวงศ์ 



ในชีวิตจริง เป็นไปได้ว่า จุดเด่น/ข้อได้เปรียบนั้น ในอีกด้านหนึ่งคือ จุดอ่อน/ข้อเสียเปรียบ ที่แท้เป็นเรื่องเดียวกัน เสมือนเหรียญสองด้านที่โยนไปแล้วแต่จะหัวหรือก้อย  โดยผันแปรเป็นได้ทั้งผู้ดีและผู้ร้ายแล้วแต่สถานการณ์ จังหวะเวลา และเงื่อนไขที่ซ่อนอยู่ รวมถึงเงื่อนไขที่ไม่สามารถควบคุมได้เลย หรือคาดไม่ถึง 

นั่นหมายความว่า ระหว่างที่เรากำลังสร้างข้อได้เปรียบอยู่นั้น ในอีกด้านหนึ่งก็เท่ากับว่า เรากำลังเพิ่มจุดอ่อนให้กับตัวเองอยู่เช่นกัน 

เหมือนอย่างที่ Steve Jobs กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า “จุดแข็งและจุดอ่อนคือสองด้านบนเหรียญเดียวกัน ความแข็งแกร่งในสถานการณ์หนึ่ง ก็คือ ความอ่อนแอในอีกสถานการณ์หนึ่ง ซึ่งเรามักมองไม่ค่อยออก เป็นเรื่องสับสนมากที่จะพูดถึงจุดแข็งและจุดอ่อน เพราะจริงๆแล้ว มันก็คือสิ่งเดียวกันตลอดมา”  

ดังนั้น ความเข้าใจใน “เงื่อนไขของความได้เปรียบ” จึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง เพราะความได้เปรียบจะยังคงอยู่ได้ ก็ต่อเมื่อมี ปัจจัยเงื่อนไขเฉพาะ หรือ conditional factors สนับสนุนอยู่เท่านั้น หาก conditional factors เปลี่ยน ความได้เปรียบที่ว่าอาจจะพังครืนทันที แปรสภาพเป็นจุดอ่อนอันโดดเด่น ที่เชิญชวนให้ถูกโจมตีได้ 

การติดตามหรือ monitor conditional factors นั้น เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่าการใช้ความได้เปรียบ เพราะการ monitor conditonal factors จะบอกเราว่า เราควรยังใช้ความได้เปรียบนั้นอยู่หรือไม่ หรือว่า ควรหยุดใช้ได้แล้ว เพราะที่เคยได้เปรียบ วันนี้อาจกลายเป็นความเสียเปรียบไปเสียแล้ว 

ดังเช่น หากสมเด็จพระนารยณ์ทรงตระหนักถึงปัญหาภายในของฝ่ายฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นความยากลำบากในการสร้างป้อมปราการที่บางกอก จนทำให้ทหารฝรั่งเศสเบื่อหน่าย, การขัดแย้งระหว่างฟอลคอนกับฝรั่งอีกหลายๆคน ก็อาจจะไม่วางพระทัย ทุ่มเทผลประโยชน์ให้ฝรั่งเศส อย่างเช่นการมอบเมืองมะริดให้ฝรั่งเศสดูแล จนราชสำนักอยุธยาไม่พอใจอย่างหนัก เรียกว่า conditional factor ภายใต้ “จุดแข็ง” ไม่เป็นใจ จนจุดแข็งกลายเป็นจุดแข็งลวงๆ หรือจุดอ่อนในที่สุด   

นอกจากนั้น ในหลายสถานการณ์ การมีข้อได้เปรียบที่มั่นคงในวันนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะได้เปรียบจริงในระยะยาว เพราะด้วยความโดดเด่นนั้น ย่อมเป็นเป้าหมายชัดเจนให้คู่แข่งหาทางหลีกเลี่ยงการปะทะ หันไปใช้วิธีอื่นแทน จนความได้เปรียบที่มีอยู่ ไม่ได้ถูกนำเอามาใช้สักที นั่นเพราะตัวเกมถูกเปลี่ยนไปเสียแล้ว 

เปรียบง่ายๆได้ดังการเล่น เป่ายิงฉุบ ที่ประกอบไปด้วย ก้อนหิน กรรไกร และ กระดาษ หากผู้เล่นคนหนึ่ง ใช้ก้อนหินอยู่เสมอและชนะฝ่ายตรงข้ามที่ใช้กรรไกรเสมอ “ข้อได้เปรียบ” นี้จะหมดไปในที่สุด เพราะฝ่ายตรงข้ามจะเรียนรู้ และหันไปใช้กระดาษแทนหลัังจากแพ้ไม่กี่ครั้ง หากใช้กระดาษแล้วชนะ  ผู้เล่นคนแรกย่อมจะหนีไปใช้กรรไกร และหากเขาชนะ แน่นอนว่า ผู้เล่นคนที่สองจะเปลี่ยนไปใช้ก้อนหินในไม่ช้า  วนเวียน ไล่ตามกันไปเช่นนี้อย่างไม่รู้จบ จนทำให้เกมนี้ไร้ความหมายที่จะเล่น   

John Nash เจ้าของรางวัลโนเบล ที่เรื่องของเขาถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ “Beautiful Mind” บอกว่า การเล่น “pure strategy” หรือการเอาความสามารถที่มีอยู่มาใช้ซ้ำๆ คือ “ใช้ก้อนหินอย่างเดียว” “ใช้กระดาษอย่างเดียว” หรือ “ใช้กรรไกรอย่างเดียว” จะไม่มีทางพาเกมไปสู่ความสมดุลได้  เพราะ ฝ่ายตรงข้ามย่อมเรียนรู้แบบแผนหรือ pattern ของการเล่นในที่สุด และหาทางตอบโต้หรือหลีกเลี่ยงด้วย counter strategy จนจุดแข็งนั้นไร้ประโยชน์ 

Nash บอกว่า หากจะไปสู่ความสมดุลหรือที่เรียกว่า “Nash Equilibrium” แล้วละก็ ต้องเล่นเกมแบบ “mixed strategy” นั่นคือ ใช้จุดแข็งบ้าง ไม่ใช้บ้าง หรือแม้กระทั่งใช้จุดอ่อนมาเล่นแทนจุดแข็ง โดยทั้งหมดกระทำในลักษณะ random หรือสุ่มไปเรื่อย 

หากเปรียบเทียบในเกมเป่ายิงฉุบ ก็คือต่างคนต่างใช้ ก้อนหิน กระดาษ หรือ กรรไกร สลับกันไปแบบ random หา pattern อะไรไม่ได้ แต่โดยเฉลี่ยแล้ว อาวุธทั้งสามต่างจะถูกนำมาใช้ในสัดส่วน ⅓ หากใครก็ตามเริ่มเปลี่ยนวิธีเล่น กลับไปใช้ pure strategy คือใช้อาวุธเดิมซ้ำๆ ก็จะเจอปัญหาวน loop จนต้องหันกลับมาใช้ mixed strategy อย่างหนีไม่พ้น และนั่นหมายความว่า เกมเข้าสู่ความสมดุล ไม่มีใครชนะแพ้ชัดเจน นั่นคือ ไม่มีใครอยากเปลี่ยน strategy อีก นอกจากใช้ mixed strategy ที่เป็น random เท่านั้น

ทั้งหมดนี้ชี้ว่า การเล่นเกมโดยใช้ข้อได้เปรียบอย่างเดียว อาจทำให้ไม่บรรลุเป้าหมาย เพราะอีกฝ่ายจะตอบโต้กลับมาได้อย่างถูกต้องจนอาจ nutralize หรือทำให้ข้อได้เปรียบนั้นหายไป (ยกเว้นว่า ข้อได้เปรียบนั้นมีมากจนไม่น่าจะมีใครสู้ได้) 

Presh Talwalkar ผู้เขียนหนังสือและบทความเกี่ยวกับ game theory หลายชิ้น ชี้ว่า การใช้จุดแข็งอย่างเดียว อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด โดยยกตัวอย่างการแข่งขันเทนนิสหลายปีมาแล้ว ที่ Nadal มักจะชนะคู่แข่งด้วยการตีมือซ้าย ทั้งที่เขาเป็นคนถนัดขวา จนอาจบอกได้ว่า Nadal ชนะเพราะความสามารถที่จะ surprise คู่แข่ง โดยใช้ “จุดอ่อนมือซ้าย” ของเขาสลับไปกับ “จุดแข็งมือขวา” ในแบบ mixed strategy จนทำให้คู่แข่งเดาไม่ออกว่าจะโต้ตอบแบบไหน ทำให้พ่ายแพ้ในที่สุด 
ไม่ต่างจาก ฟอลคอน มี pure strategy ชัดเจนอยู่อย่างเดียว และเล่นแนวเดิมซ้ำๆ คือต้องการเพิ่มอำนาจฝรั่งเศสเข้าไปอีก โดยประสงค์ให้พระปีย์ ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของสมเด็จพระนารายณ์ที่ทรงโปรดปราน และได้รับการเปลี่ยนศาสนาโดยบาทหลวงฝรั่งเศสแล้ว ขึ้นครองราชย์ต่อ และนั่นทำให้ราชสำนักอยุธยายอมรับไม่ได้   

ส่วนพระเพทราชาเล่น mixed strategy ที่ประกอบไปด้วย 3 sub strategy คือ 1. ในด้านสว่าง ต้องการให้พระอนุชาองค์เล็กของสมเด็จพระนารายณ์ขึ้นครองราชย์สืบทอดราชวงศ์ต่อ 2. อีกด้านก็ต้องการลดอำนาจชาวต่างชาติซึ่งกำลังเป็นที่กังวลของชนชั้นนำไทย และ 3. ในด้านมืด ต้องการล้มราชวงศ์ ขึ้นครองราชย์เสียเอง 

Mixed strategy ของพระเพทราชาได้ผลอย่างแรง เพราะ sub strategy ที่1 ได้สร้างฐานอำนาจจากความชอบธรรมในการรักษาราชวงศ์ จนฟอลคอนโต้แย้งอะไรไม่ได้ ต่างจาก pure strategy ของฟอลคอน ที่ดูเหมือนจะย้ำเพิ่มอำนาจต่างชาติ ที่ใครๆก็กลัวอยู่แล้ว ให้มากเข้าไปอีก  อีกทั้งยังทำให้ sub strategy ที่ 3 ที่ซ่อนไว้บรรลุผล เพราะพระเพทราชาได้รับความไว้ใจจากพระอนุชา สามารถลวงพระอนุชาจากอยุธยาเสด็จมาเข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ที่ลพบุรี “เพื่อรับมอบราชสมบัติ” โดย “ได้ส่งผู้คนลงมารับเสด็จเปนเกียรติยศเปนอันมาก” อีกทั้งทำให้พระอนุชาเชื่อว่า “ออกพระเพทราชาได้ถือน้ำพิพัฒน์สัตยายอมตัวเปนข้าของท่านพระอนุชาแล้ว” (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 46) 

แต่แล้ว เมื่อพระอนุชาเสด็จมาถึงลพบุรี ก็ถูกพระเพทราชาสั่งสำเร็จโทษเสีย

เป็นอันว่า พระเพทราชาสามารถคุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้หมด แม้กระทั่งกองทหารฝรั่งเศสที่ป้อมเมืองบางกอก ก็ทำอะไรไม่ได้  เพราะ sub strategy ที่ 2 เริ่มบรรลุผลตามเป้าหมายอย่างง่ายดาย 

ที่ง่ายดาย เพราะ เอกสาร แซงต์ วองดริล เปิดเผยด้วยว่า นายวาเรต์ หัวหน้าสถานีการค้าฝรั่งเศส ที่ผู้บันทึกได้มีโอกาสพูดคุยด้วยตนเองนั้น ที่แท้จริงก็คือสหายคนสนิทของพระเพทราชา นั่นเอง
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
วินาทีนั้นใจฉันรอลุ้นระทึกว่าต้องเป็นเฮโรอีนหรือไอซ์ เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นกับฉันแล้วครั้งหนึ่ง ที่โดนยากูซ่าจับฉีดเฮโรอีนที่ญี่ปุ่น
 
social media นี้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของชีวิต หรือแกนกลางของขีวิตไปโดยปริยาย กิจกรรมหลายอย่างในชีวิตถูกโยงมารวมศูนย์ที่เวทีนี้ ในเมื่อคนอื่นๆมีชีวิตที่น่าสนใจ แล้วเราจะไม่ได้ทำอะไรเลยก็คงรู้สึกไม่ดี จึงต้องหาทางใช้ชีวิตให้น่าสนใจบ้าง