OPINION

เมื่อถูกหักหลัง

สุรพร เกิดสว่าง
27 พ.ย. 2560
“ฉันถูกหักหลัง”  หญิงสาวพูดเรียบๆ แต่ด้วยสีหน้าที่เจ็บปวด
 
“เกิดอะไรขึ้น? บอกมาๆ เราเพื่อนสนิทกัน ”  หญิงสาวอีกคนพูด เธอไม่เคยเห็นสีหน้าของเพื่อนแบบนี้มาก่อนเลย 
 
“สามีํฉัน..”  เธอพูดยังไม่ทันจบประโยคแล้วชะงักไว้อึดใจ เหมือนกับหยุดกลืนอะไรที่ติดลำคอ “..พึ่งรู้ว่า ที่สามีฉันต้องการหย่า และฉันก็ตามใจเขานั้น เป็นเพราะเขาไปมี affair และก็มีมานานแล้ว”
 
“อ่อ..” เพื่อนเธอนิ่งไป ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อดี
 
“ที่แย่ก็คือ ฉันรู้สึกถูกหักหลังอย่างแรง ไม่ใช่เรื่อง affair นั่นหรอกนะ เพราะพอเดาได้มานานแล้ว และเราก็ไม่ได้รักกันแล้ว แต่ที่น่าแค้นใจที่สุด มันคือ..” หญิงสาวหยุดปาดน้ำตา และหันมาจ้องตาเพื่อนของเธอ “เขาไปมี affair กับเพื่อนสนิท เพื่อนที่ฉันไว้ใจปรับทุกข์ เพื่อนที่ฉันไม่เคยมีความลับ บอกหมดจนรู้ทุกอย่าง...”
 
เพื่อนสาวอยู่ในอาการตระหนก และดูเหมือนจะหยุดหายใจไปชั่วขณะ
 
“เธอเองนะแหละ ใช่ไหม ที่มี affair กับเขาจนทำให้อะไรมันพัง ฉันพึ่งรู้เดี๋ยวนี้เอง” หญืงสาวเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ ระหว่างจ้อง ”เพื่อน” ของเธอผ่านม่านน้ำตา
 


ว่ากันว่า การถูกคนไว้ใจหักหลังนั้น เป็นความเจ็บปวดอย่างสาหัส สำหรับบางคนและบางกรณี อาจจะถึงขั้น PTSD หรือ Post-Traumatic Stress Disorder ซึ่งเป็นความเจ็บปวดแบบฝังใจที่ลืมไม่ลง ถึงแม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านมานานแล้ว ความรู้สึกนั้นก็ยังตามมาหลอนอยู่เรื่อยๆ ในลักษณะของความหวาดระแวง กลัวจะถูกหักหลัง ซึ่งอาจทำให้การดำเนินชีวิตมีปัญหา และอาจจะเป็นผลเสียในระยะยาว ที่ร้ายยิ่งกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเอง ด้วยซ้ำไป  นั่นเป็นเพราะ เขาสูญเสียความมั่นใจที่จะหยิบยื่น “ความไว้ใจ” ให้กับใครต่อใครไปเสียแล้ว  
 
ความไว้ใจ หรือ trust เป็นสิ่งที่ถือว่า ทำให้โลกขับเคลื่อนไปได้ หากไม่มีการไว้ใจ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะหยุดนิ่ง นักเศรษฐศาสตร์บอกว่า ความไว้ใจ คือสิ่งสำคัญพื้นฐานในการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจ
 
หากทุกคนต้องการหลักฐานชัดเจน ทุกๆครั้ง ว่าอีกฝ่ายนั้นไว้ใจได้ 100% ก่อนลงมือทำอะไร  ชีวิตก็คงดำเนินไปไม่ได้  มิตรภาพเกิดขึ้นได้ ก็เพราะต่างฝ่ายต่างไว้ใจกันและกันในระดับหนึ่ง ทั้งที่ไม่มีอะไรมารับประกันว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนอย่างที่เราหวัง การค้าเกิดขึ้นได้ ก็เพราะฝ่ายหนึ่งยอมไว้ใจล่วงหน้า กล้าเสี่ยงใช้บริการ ดีไม่ดีค่อยมาว่ากันทีหลัง  
 
ในแง่เศรษฐศาสตร์ ความไว้ใจ เปรียบเสมือนการให้กู้ยืมแบบหนึ่ง แทนทีจะเป็นเงิน ก็เป็นการให้ยืม “ความเชื่อใจ” แทน ว่าอีกฝ่ายจะไม่โกง และจะทำตามความคาดหมายที่ให้ไว้ โดยที่ ผู้ให้ยืม เป็นผู้รับความเสี่ยงไปก่อน นั่นคือ ความไว้ใจ ตั้งอยู่บนสภาพที่ไม่มีข้อมูลข่าวสารสมบรูณ์ให้มั่นใจได้  หรือ asymmetry of information จึงทำให้ ฝ่ายหนึ่ง ต้องหยิบยื่นความไว้เนื้อเชื่อใจ “ให้ยืม” ล่วงหน้าไปก่อน 
 
และด้วยธรรมชาติที่เสมือนการให้ยืมนี่เอง อาจทำให้ ความไว้ใจ มี “ดอกเบี้ย” หรือ risk premium ที่พ่วงมา โดยเป็นรูปแบบของความอ่อนไหวทางอารมณ์ นั่นคือความแค้นใจหากถูกอีกหนึ่งฝ่ายหักหลัง
 
“ดอกเบี้ยอารมณ์” นี้ มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะธรรมชาติของคนนั้น ไม่ชอบความเสี่ยง เป็น risk aversion การที่ต้องยอมเสี่ยง “ให้ยืมความไว้ใจ” จึงเป็นเรื่องที่ค้านกับธรรมชาติดิบๆของมนุษย์ แต่ก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ในชีวิตประจำวัน และนั่นพออธิบายได้ว่า ทำไมเมื่อเราถูกหักหลัง ถึงได้เจ็บปวดนัก 
 
Iris Bohnet แห่ง Kennedy School of Government ที่ Harvard บอกว่า เวลาคนเราเสียงกับธรรมชาติ เช่น ลงทุนเพาะปลูกแล้วดินฟ้าอากาศไม่เป็นใจ ผลผลิตเสียหาย ก็จะไม่รู้สึกเคียดแค้นอะไรกับธรรมชาติ แต่ถ้าหากเราเสี่ยงไว้ใจคน และถูกหักหลัง ถึงแม้ในเรื่องเล็กน้อย ก็จะรู้สึกมีอารมณ์แค้นขึ้นมาทันที 
 
สิ่งที่แตกต่างระหว่างธรรมชาติกับคน คือ ธรรมชาติหักหลังใครไม่ได้ แต่คนสามารถหักหลังได้ และนั่นทำให้มนุษย์มองความเสี่ยงจากธรรมชาติ กับ ความเสี่ยงที่เกิดจากมนุษย์ด้วยกันเองต่างกันมาก ทั้งที่บางครั้ง ความเสียหายที่เกิดขึ้น อาจไม่ต่างกันในแง่ตัวเงิน แต่ต่างกันลิบลับ ในแง่ความรู้สึก คนเราจึงพยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เกิดจากคนด้วยกันมากเป็นพิเศษ
 
นอกจากนั้น ในแต่ละสังคมยังตีราคาดอกเบี้ยของความไว้ใจ หรือ risk premium ของความไว้ใจ ต่างกัน จากการศึกษาของ Harvard บอกว่า สหรัฐ สวิส บราซิล มีค่า “betrayal aversion” หรือ ค่าของการเลี่ยงที่จะถูกหักหลัง อยู่ 10-20% ซึ่งหมายความว่า ต้องมีคนที่เชื่อใจได้ประมาณ 10-20% ปนอยู่ในคนกลุ่มหนึ่ง ถึงกล้าจะเสี่ยง เช่น ถ้าจะซื้อของทาง net ขอให้มีคนขายซื่อสัตย์สัก 10-20% ถึงจะกล้าสั่งซื้อ ในขณะที่คนตะวันออกกลาง ขอให้มีคนซื่อสัตย์แน่ๆปนอยู่อย่างน้อย 30-40% ถึงจะกล้าเสี่ยง

ทั้งนี้อาจพออธิบายได้ว่า ในวัฒนธรรมอย่างตะวันออกกลาง ให้ความสำคัญกับความเชื่อใจส่วนตัวสูง และเป็นวัฒนธรรมที่ใช้มาช้านาน ส่วนในตะวันตก อาจให้ความสำคัญทางกฏหมายมากกว่า ทำนองว่า ถ้าโกงก็เอากฏหมายเล่นงาน เอาคืนได้ จึงไม่ได้สนใจเรื่องความไว้ใจส่วนตัวมากนัก
 
ในด้าน game theory บอกว่า การหักหลังนั้น จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อเป็นการเล่นเกมครั้งเดียว ประเภทเจอครั้งเดียวแล้วไม่เจอกันอีก เพราะถ้าเป็นกรณีที่ต้องเจอกันอีก คนที่ถูกหักหลังย่อม “เจ็บแล้วจำ” ไม่ยอมแพ้เป็นครั้งที่สอง ซึ่งอาจจะ ไม่ยอมเล่นด้วยอีกเลย หรือ เล่นแบบเอาคืนแก้แค้น  ผลคือ เกิดการเผชิญหน้ากัน และทั้งสองจะไม่ได้ประโยชน์เท่าใดนักในระยะยาว 
 
จึงไม่น่าประหลาดใจว่า เราจึงพบการโกงบ่อยๆ ในสถานการณ์แบบ “เจอหน้าหนเดียว” อยู่เสมอ เช่น แท็กซี่โกงนักท่องเที่ยว ยิ่งอีกฝ่ายมีต้นทุนต่ำอย่างแท็กซี่ ที่นักท่องเที่ยวขี้เกียจ report และโทษก็ไม่มาก ก็ยิ่งจะเป็นไปได้ง่าย
 
แต่ถ้าหากอีกฝ่ายมีต้นทุนสูง อย่างเช่น โรงแรม ก็จะไม่สามารถโกงนักท่องเที่ยวได้ง่าย เพราะโรงแรมซ่อนตัวหรือหนีไม่ได้ อีกทั้งในยุคของข้อมูลข่าวสาร การที่จะ “ไม่เจอกันอีกเลย” นั้น เป็นไปได้ยากขึ้น เพราะข้อมูลถูกเก็บอยู่เกือบตลอดเวลาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และสามารถนำมาเผยแพร่ได้ง่ายดาย ต่อให้เจอตัวจริงแค่หนเดียว ก็ยังไปตามหาเจอกันอีกครั้งใน social media หรือ internet ได้ 
 
นั่นหมายความว่า กลยุทธ์การหักหลัง ในยุคนี้ ย่อมไม่ใช่วิธีที่ฉลาดนัก ทว่า ก็ยังมีอีกหลายคน ที่ต่อให้ต้องกลับมาเจอกันอีกอย่างแน่นอน และหนีไปไหนไม่ได้ ก็ยังมึความตั้งใจที่จะใช้วิธีหักหลังอยู่ดี ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น พวกเขาไม่คิดถึง ความเสียชื่อ ความเสียหาย ที่รอคอยอยู่ข้างหน้าเลยหรือ?
 
ในการทดลอง “Marshmallow Test” อันมีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย Stanford ในช่วงปี 1960s นั้น เล่าว่า เด็กอายุแถวๆ 4 ขวบที่นั่งอยู่ในห้องกับขนม marshmallow หวานๆ นั้นได้รับการสัญญาว่า หากไม่กิน marshmallow เดี๋ยวนั้น ให้นั่งรอไป 20 นาที จะได้ marshmallow เพิ่ม ผลคือ เด็กจำนวนหนึ่ง อดใจไม่ได้ กิน marshmallow ที่อยู่ข้างหน้าเสียเลย ทำให้อดที่จะได้ของเพิ่ม ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง อดทนรอ เพื่อจะได้ marshmallow มากินเพิ่ม
 
ในหลายปีต่อมา การติดตามผลพบว่า เด็กที่ยอมอดทนรอ มักมีชีวิตในแง่ การศึกษา การงาน และการเงิน ดีกว่า เด็กที่ไม่รอ จึงอาจสรุปได้ว่า คนที่คิดแค่ถึงผลประโยชน์ระยะสั้น ซึ่งในที่นี่ก็คือ รีบร้อนกิน marshmallow เลย จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่
 
แน่นอนว่า ในชีวิตจริง มีคนประเภทกิน marshmallow ทันทีอยู่ไม่น้อย ดังนั้น การตัดสินใจเพื่อผลที่ได้ในระยะสั้นแล้วไม่สนใจสิ่งที่จะสูญเสียไปในระยะยาว ดังเช่นการคิดใช้วิธีหักหลัง ทั้งที่รู้ว่าตนจะอยู่ในสภาพที่จะชื่อเสียงเสียหาย ไม่มีใครอยากไว้ใจ ก็ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ใช่เรื่องแปลก    
 
...คืนวันนั้น หญิงสาวนั่งครุ่นคิดอยู่คนเดียว เธอมีทางเลือกอยู่สองทาง ทางแรกคึือ ด้วยความเข็ด เธอคงไม่กล้าไว้ใจใครอีก ไม่ว่าจะเพื่อนสนิทหรือมิตรแท้ กับ ทางที่สองคือ เธอยังพร้อมที่จะหยิบยื่นความไว้ใจให้ใครต่อใคร โดยยอมรับความเสี่ยงว่า ทุกครั้งที่ไว้ใจคน เธอมีโอกาสถูกหักหลังได้เสมอ เพียงแต่หวังว่า โอกาสเลวร้ายเช่นนี้ ไม่น่าจะมีบ่อยในชีวิตของคนคนหนึ่ง
 
เธอรู้ว่า การไม่ไว้ใจใคร ย่อมจะทำให้เธอปลอดภัยและไม่เจ็บอีก แต่ขณะเดียวกัน ก็จะทำให้เธอพลาดโอกาสหลายอย่างในชีวิต และชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงนั้น คงไม่ใช่ชีวิตที่น่าสนใจนัก หากเธอจะต้องเสียให้กับเรื่องนี้ ก็เสียให้น้อยที่สุด และจะไม่ควรแลกวันดีๆ ข้างหน้าจมอยู่กับเรื่องนี้ อย่างเด็ดขาด 
 
เธอหวนไปนึกถึง คำพูดของ Ronald Reagan ในช่วงสงครามเย็น ที่ว่า “trust, but verify” หรือ ไว้ใจ แต่ต้องตรวจสอบ ทบทวน อยู่ตลอดเวลา และนั่น น่าจะเป็นหลักการที่ทำให้เธอกล้าพอ ที่จะหยิบยื่นความไว้ใจให้กับใครๆได้อีก 
 
ว่าแล้ว เธอก็เอามือปาดน้ำตาหยดสุดท้ายออกไป  
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
นี่แหละอาชีพขายบริการ ส่วนใหญ่จะหลงระเริงอยู่ในโลกมายาราตรี ที่เป็นเหมือนสวรรค์ในนรกกลืนกินชีวิตไปเรื่อยๆ แบบไม่รู้ตัว
 
การ์ตูนล้อเลียน By น้าชู