OPINION

เพราะโลกนี้ไม่ยุติธรรม

ชลาลัย แต้ศิลปสาธิต
12 ต.ค. 2560
ถ้าคุณคิดว่าความยุติธรรมมีอยู่จริงในโลก หรือ เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วแล้วละก็ นักจิตวิทยาสังคมจะบอกว่า คุณกำลังคิดผิดมหันต์ เพราะความเชื่อที่ว่าโลกนี้ยุติธรรมเป็นความหลงผิดรูปแบบหนึ่งที่ติดแน่นอยู่ในพื้นฐานความคิดของมนุษย์ โดยที่มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะมาจากชาติพันธุ์ใด อาศัยอยู่ในวัฒนธรรมไหน ต่างก็มีความเชื่อแบบนี้อยู่เหมือน ๆ กัน ไม่มากก็น้อย ความเชื่อว่าโลกนี้ยุติธรรม (Belief in a just world) แปลให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยก็จะได้ความหมายทำนองว่า กรรมใดใครก่อกรรมนั้นคืนสนอง ถึงแม้จะเป็นคำแปลจะดูเข้ากันกับวัฒนธรรมไทยได้เป็นอย่างดี แต่ความเชื่อแบบนี้ก็ยังปรากฏให้เห็นในสังคมตะวันตกด้วยเช่นกัน ดั่งที่ฝรั่งมักจะชอบพูดว่า “What goes around comes around” (ประโยคอันคุ้นเคยเพราะเป็นหนึ่งในชื่อเพลงฮิตของจัสติน ทิมเบอร์เลคนั่นแหละ) อันแปลเป็นไทยได้ทำนองว่า ไปทำอะไรไว้ สิ่งนั้นจะย้อนกลับมาหาตัว
           
เมลวิน เจ. เลอเนอร์ นักจิตวิทยาสายสังคมชาวอเมริกัน ได้เขียนหนังสือชื่อ The Belief in a Just World: A Fundamental Delusion ไว้ในปี ค.ศ. 1980 โดยเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ได้อธิบายเกี่ยวกับระบบความคิดมนุษย์ไว้ว่า มนุษย์เรามักจะปฏิเสธว่าสิ่งต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีสาเหตุ เราไม่เชื่อในเรื่องของความบังเอิญและความไร้เหตุผล ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่มนุษย์พยายามหาคำอธิบายให้กับสาเหตุของการเกิดขึ้นและการมีอยู่ของสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เราประสบพบเจอมาจากประสบการณ์ส่วนตัว หรือ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับคนอื่นที่เราได้รับรู้มา

เมื่ออ่านมาถึงจุดนี้ ดิฉันเชื่อว่าคุณคงกำลังคิดอยู่ว่า สิ่งที่เมลวินอธิบายไว้ฟังแล้วก็ดูจะเป็นเรื่องธรรมดา แล้วไงใครแคร์มาก ๆ ก็ถูกหนิที่ว่ามนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยากรู้อยากเห็น เราไม่อยากจะเข้าใจเพียงแค่ว่าสิ่งนี้มีอยู่แล้วดับไป แต่เราอยากรู้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร ทำยังไงให้มันดีขึ้น แล้วจะมีวิธีการอย่างไรที่ทำให้มันไม่หายไป การที่มนุษย์คิดเช่นนี้ก็ดีออก เพราะทำให้เราเป็นเผ่าพันธุ์ที่ฉลาด บลา บลา บลา ...... หยุดค่ะ! หยุดคิดเข้าข้างตัวเองก่อน เพราะสิ่งที่คุณกำลังคิดอยู่ไม่ถูกสักทีเดียว เมลวินได้ชี้ให้เห็นว่า โดยที่เราไม่ทันรู้ตัว ความคิดหลงผิดที่ว่าโลกนี้ยุติธรรมมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะออกไปเชิงทางลบเสียด้วย

ความเชื่อว่าโลกยุติธรรมทำให้เรารู้สึกว่าเราสามารถควบคุมสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของเราได้ โดยการยึดติดกับระบบความคิดแบบลวง ๆ ที่ว่าถ้าเราทำดี สิ่งเลวร้ายจะไม่มีวันเกิดขึ้นกับเรา ความคิดหลงผิดเช่นนี้ส่งผลให้สมองของเราปรุงแต่งเหตุผลต่าง ๆ นานาขึ้นโดยอัตโนมัติให้กับความโชคร้ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวโทษคนอื่น หรือ การมองว่าตนเองคือเหยื่อ เป็นผู้ถูกกระทำจากคนรอบข้าง รวมไปถึงการเชื่อมโยงเอาเรื่องโชคลางกรรมเก่ามาช่วยในการอธิบายสาเหตุของความโชคร้ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตน ซึ่งเหตุผลปรุงแต่งอันหลังนี้มักจะเป็นหัวข้อยอดฮิตที่ใช้กับคนไทยได้ดีไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย

ในกรณีที่มีเรื่องร้ายอันเกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ หรือ อุบัติเหตุ ความพยายามหาตัวผู้ร้ายอันเป็นสาเหตุของความโชคร้ายของเรา ไม่ว่าจะเป็นการพยายามควานหาใครสักคนมาตำหนิ การทำให้ตัวเองอยู่ในสภาวะที่น่าสงสาร หรือ แม้กระทั่งการกล่าวอ้างโชคชะตา ล้วนเป็นความพยายามของมนุษย์ที่ทำไปเพียงเพื่อความสบายใจของตนเองทั้งสิ้น ในเมื่อเรารับไม่ได้ว่าความไร้เหตุผลมันเป็นธรรมดาของโลกนี้ ก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมชาติที่เราจำเป็นจะต้องหาใครสักคนหรืออะไรสักอย่างมาเป็นเหยื่อของความคิดหลงผิดที่เชื่อว่าโลกนี้ยุติธรรม

นอกเหนือจากความพยายามในการหาสาเหตุของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราแล้ว หลาย ๆ ครั้งความเชื่อว่าโลกยุติธรรมยังนำพาให้สมองของเราคล้อยตามไปกับความคิดที่ว่าการกระทำบางสิ่งบางอย่างสามารถทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นได้ ซึ่งจัดว่าเป็นการยกระดับความสุขในชีวิตแบบปลอม ๆ ต่อเนื่องกันไป ที่จำเป็นต้องใช้คำว่า “ความสุขแบบปลอม ๆ” ก็เพราะว่าเหตุผลที่เรากล่าวอ้างมาตั้งแต่ต้นที่ว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วนั่นก็เป็นผลมาจากความเชื่อแบบหลงผิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นรูปแบบการยกระดับความสุขในชีวิตที่พูดถึงในที่นี้จึงเป็นการตัดสินใจกระทำอันเนื่องมาจากความรู้สึกดีต่อใจซะมากกว่า แต่ไม่สามารถขจัดปัดเป่าความบังเอิญที่ต้องมาพบกับโชคร้ายออกไปได้จริง ๆ เพราะไม่ว่าจะยังไงก็แล้วแต่ ธรรมชาติของโลกมนุษย์นั้น ความบังเอิญช่างเป็นเรื่องธรรมดาสามัญจนเหมือนกับเป็นกฎแห่งความจริงอย่างหนึ่งของโลกมนุษย์เราไปซะแล้ว แต่มนุษย์เรากลับเลือกที่จะไม่ยอมรับมันเสียเอง

กลไกของความเชื่อที่ว่าโลกนี้ยุติธรรมดั่งที่ได้กล่าวมาข้างต้น นอกจากจะมีอิทธิพลต่อมุมมองของตัวเราเองแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อความเข้าใจของเราที่มีต่อผู้อื่นอีกด้วย เมื่อเราไม่เชื่อในเรื่องของความบังเอิญที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา เราก็ย่อมที่จะปฏิเสธการมีอยู่ของแนวคิดนี้ในชีวิตของผู้อื่นเช่นกัน เวลาที่เราได้ยินเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับผู้อื่น สมองของเราจะทำงานไม่ต่างจากกรณีที่เหตุการณ์เลวร้ายเหล่านั้นเกิดขึ้นกับตัวเราเอง นั่นคือ เราจะพยายามคิดหาสาเหตุของความโชคร้ายที่เกิดขึ้น จะเป็นไปได้ไหมที่เขาช่างโชคร้ายเจอคนไม่ดีคิดฉวยโอกาสจากเขา หรือ อาจจะเป็นไปได้ว่าเขาสะเพร่าเอง ไม่ดูแลตัวเองให้ดีพอ หรือ จะเป็นไปได้หรือไม่ที่เขาอาจจะเคยทำกรรมไม่ดีไว้กับใคร กรรมนั่นถึงตามมาสนองคืน อย่างไรก็ดีนอกเหนือจากความคิดหลงผิดที่ทำให้เราเชื่อว่าโลกนี้ยุติธรรม ชีวิตของมนุษย์ยังมีความตลกร้ายมากกว่านั้นอีก นั่นคือ เรามักจะอธิบายสาเหตุการกระทำของผู้อื่นโดยอ้างอิงปัจจัยภายในตัวของเค้าเองเป็นหลัก และไม่สนใจปัจจัยภายนอกที่อาจนำพาให้เกิดผลกระทบต่าง ๆ ต่อชีวิตของบุคคลนั้น ๆ ซึ่งตรงกันข้ามกับมุมมองเวลาที่เราพยายามอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราเอง
 
อคติการมองเพื่อนมนุษย์ดังกล่าวร่วมกับความเชื่อหลงผิดว่าโลกนี้ยุติธรรมส่งผลกระทบด้านลบต่อมุมมองที่เรามีต่อเพื่อนมนุษย์ เพราะเรามีแนวโน้มที่จะด่วนสรุปว่าสิ่งร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเรานั้นเป็นผลมาจากการถูกกระทำ ไม่ว่าจะเกิดจากกระทำของผู้อื่น หรือ การลงโทษของกฎแห่งกรรม แต่เรามักมองว่าสิ่งร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นกับคนอื่นเป็นผลมาจากการกระทำของเจ้าตัวเอง ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ลักษณะการตำหนิเหยื่อ (Victim blaming) ยกตัวอย่างเช่น การที่สังคมมักจะตำหนิผู้หญิงที่ถูกกระทำลวนลามทางเพศว่าเป็นเพราะแต่งตัววาบหวิว กลับบ้านดึกดื่น ซึ่งเป็นลักษณะการกระทำตัวเองให้ตกเป็นเหยื่อ โดยละเลยการมองปัจจัยจากสังคมภายนอกอื่น ๆ ที่ส่งผลให้ผู้หญิงคนนี้โชคร้ายและประสบกับการกระทำดังกล่าว 

ถึงแม้ความเชื่อที่ว่าโลกนี้ยุติธรรมจะเป็นลักษณะหลงผิดที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อมนุษย์หลายด้าน แต่มนุษย์เราก็ยังชื่นชอบที่จะเชื่อว่าโลกนี้ยุติธรรมอยู่ดี ทำไมน่ะหรือ? ก็เพราะว่าความเชื่อนี้ถึงแม้จะผิดแต่สบายใจ มันเป็นความหลงผิดที่ทำให้มนุษย์รู้สึกว่าอย่างน้อย ๆ เราก็สามารถกำหนดความเป็นไปของชีวิตตนเองได้ นั่นก็คือ ถ้าอยากได้ดีก็จงทำแต่ความดีเข้าไว้ และคนทำชั่วก็เหมาะสมแล้วที่จะได้รับแต่อะไรชั่ว ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วเป็นเพียงภาพลวงตาที่เรายึดติดเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงคนทำชั่วแล้วได้ดีก็มีให้เห็นอยู่มากมายในสังคม
           
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประหลาด ถึงแม้ว่าเราจะฉลาดและสามารถคิดวิเคราะห์ได้ดีแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วเราก็ตกหลุมพรางในเรื่องของการคิดเข้าข้างตัวเอง เราเชื่อว่าโลกนี้ยุติธรรม และทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วเหตุปัจจัยของมัน แต่ในความเป็นจริง โลกนี้มันไม่ได้ยุติธรรมขนาดนั้น แล้วหลาย ๆ ครั้งชีวิตเรามันก็มีความบังเอิญหลายอย่างเกิดขึ้น โดยที่ต่อให้พยายามนั่งหาสาเหตุมากแค่ไหนก็ยากที่จะหาคำตอบ เพราะความยุติธรรมแบบ 100% มันไม่มีอยู่จริงหรอกบนโลกใบนี้ เมื่อเข้าใจตามนี้แล้วก็  อย่าได้น้อยใจไปว่าประเทศเรามันไม่มีความยุติธรรม เพราะไม่ว่าที่ไหน ๆ ในโลกก็ไม่มีความยุติธรรมเหมือน ๆ กันหมดนั่นแหละ
 
 
About the Author
จากบทบาทการเป็นอาจารย์และนักจิตวิทยา วันนี้เธอจะมาเล่าเรื่องจิตวิทยาที่แทรกอยู่ในเหตุการณ์ประจำวันให้คุณฟัง 
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
จากที่ผมได้เลื่อน หน้า Feed Facebook ของผม พบว่าในปัจจุบันจะเห็นคลิปจากเพจดังมากมายที่มีผู้คนหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หรือเหตุการณ์สำคัญในช่วงเวลานั้น เพื่อเป็นหลักฐานความยุติธรรมของตนเองหรือของสังคม จึงเป็นความจริงที่ว่ายุคสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องรอนักข่าวลงพื้นที่ เราสามารถมีสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวก็สามารถเก็บภาพบรรยากาศเหตุการณ์เหล่านั้นได้  
การ์ตูนล้อเลียน By น้าชู