ประโยคนี้เป็นแง่บวก หรือแง่ลบ?
ประโยคเดียว แต่สามารถตีความไปได้หลายความหมาย ตามแต่วิธีคิด วิธีการมองโลกของคนที่อ่าน
ไม่ว่าด้วยเนื้อความจะเป็นแง่บวก หรือ แง่ลบ แต่มันก็ทำให้คนที่อ่านได้รู้สึก และได้ลอง ‘หยุด’ เพื่อคิดถึงความหมายของมัน
บ้างก็ตีความว่า ขนมหวาน ทำให้เรายิ้มได้ ทำให้มีความสุข ทำให้มีกำลังใจ
บ้างก็ตีความว่า ขนมหวาน เป็นสิ่งล่อลวง เป็นหลุมพราง ทำให้เคลิบเคลิ้ม
จะตีความให้หวานหรือขม ประโยคนี้ก็เป็นประโยชน์แก่คนที่อ่าน
บ้างก็ได้เห็นประโยชน์ของคำชม
บ้างก็ได้เห็นสิ่งที่ต้องพึงระวัง
อย่างน้อย เราก็น่าจะมองเห็นว่าผลประโยชน์ของประโยคออกมาเป็นแง่บวก
ในชีวิตประจำวัน พวกเราแต่ละคนคงต้องพบเจอกับถ้อยคำต่างๆนับไม่ถ้วน
ยิ่งในยุคปัจจุบันที่คุยกันผ่านตัวอักษรแล้ว
คงมีบ้างกับถ้อยคำที่บางครั้งได้ฟัง ได้อ่านแล้วทำให้เสียความรู้สึก ขัดหู เคืองใจ
เพราะความรู้สึกเป็นสิ่งที่ทำงานไวเสมอ
ไวเสียจนหลายครั้งเราเลือกที่จะเชื่อและใช้ความรู้สึกแรกในการตัดสินสิ่งเหล่านั้น
จริงอยู่...ที่ความรู้สึกจะไม่โกหกเรา
แต่มันอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป
ต้องใช้การไตร่ตรอง ลองหยุดคิดดูว่าคำพูดที่ได้ฟัง ได้อ่าน
แท้จริงแล้ว ใต้เปลือกชั้นนอกสุด มีอะไรอยู่ภายในนั้นบ้าง
โดยเฉพาะการไม่ได้ยินน้ำเสียง มักทำให้เราตีความเจตนาพลาดไป
ใต้คำที่ดูเหมือนว่ากล่าว อาจคือความใส่ใจ
ใต้คำที่ดูเหมือนเยินยอ อาจเป็นความอิจฉา
ใต้คำที่ดูเหมือนสุภาพ อาจเป็นการประชดประชัน
ใต้คำที่ดูเหมือนจุกจิก อาจเป็นความรอบคอบ
ลองแยกความรู้สึกออกไป แล้วฟังที่ใจความสำคัญ ว่าเขากำลังต้องการสื่อสารสิ่งใด
เพราะไม่แน่อาจจะมีคนที่ปากไม่ตรงกับใจ และเลือกใช้คำไม่เก่ง อยู่เต็มไปหมด รอบๆตัวเรา
ถ้าหากใครเคยชมภาพยนตร์ เรื่อง Whiplash (ตีให้ลั่น ฝันยังไม่จบ) จะได้สัมผัสถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน
แม้ว่าจะผ่านมาเกือบ 4 ปีแล้ว นับจากวันที่เข้าฉาย ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ขึ้นแท่น คลาสสิค ไปแล้วเรียบร้อย แต่ประเด็นต่างๆก็มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอ
Whiplash เป็นเรื่องราวของ Andrew Neiman นักเรียนดนตรี ที่ทุ่มเทชีวิตพัฒนาฝีมือการตีกลองของตัวเองให้เก่งที่สุด เพื่อให้อาจารย์สุดเฮี้ยบ Terence Fletcher ยอมรับ
บุคลิกของอาจารย์ Fletcher นั้นโหด ห่าม ห้าว และห้วน เรียกได้ว่ามีความน่าเกรงขามและคาดเดาไม่ได้ตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งบุคลิกและพฤติกรรมของอาจารย์นั้น ทุกคนที่เห็นต้องรู้สึกขัดหู ขัดตา ขัดใจอย่างแน่นอน ด้วยวิธีการสอนของอาจารย์ที่ดุดัน รุนแรง และไม่แคร์ใครหน้าไหน จนสามารถสร้างศัตรูรอบตัวได้เต็มไปหมด
ภาพยนตร์ทิ้งช่องว่างให้เราตีความบุคลิกของอาจารย์เอาเองว่า เป็นคนปากไม่ตรงกับใจหรือไม่ เราสามารถเลือกตัดสินเค้าได้ตามความคิดของเราเอง จึงไม่แปลกใจที่ดูจบแล้ว ผู้ชมต่างคนต่างมีความรู้สึกต่ออาจารย์ที่แตกต่างกันไป ทั้ง กลัว เกลียด เกรง ชม ชอบ นับถือ
ภาพยนตร์ทิ้งช่องว่างให้เราคิดเอาเองอีกเช่นกันว่า Neiman รู้สึกอย่างไรกับอาจารย์ ไม่แน่ว่า สุดท้าย Neiman อาจมองผ่านทะลุเปลือกอันเหี้ยมโหด ของอาจารย์ จนเจอกับใจความสำคัญที่เป็นประโยชน์ก็เป็นได้
แต่ที่แน่ๆ การสอนที่ดุดันของอาจารย์ Fletcher นั้น ไม่ได้สอนแค่ Neiman ให้พัฒนาขึ้นเท่านั้น
แต่ทำให้คนดูได้บทเรียนไปด้วยในเวลาเดียวกัน
คำสอนหนึ่งที่เป็นที่จดจำ และถูกใช้เป็นคติประจำใจใครหลายๆคน
Terence Fletcher: “There are no two words in the English language more harmful than ‘good job’.”
“ไม่มี 2 คำไหนในภาษาอังกฤษที่อันตรายไปกว่าคำว่า ’good job (ดีแล้ว)’ ”
ที่อาจารย์สอนแบบนี้ ก็เพราะว่า การให้คำชมว่า ‘ทำดีแล้ว’ นักเรียนจะรู้สึกพอใจและไม่พัฒนาฝีมือให้ไกลเกินขีดจำกัดของตนเอง
เพราะอาจารย์ได้บอกเหตุผลของตัวเองไว้ว่า
Terence Fletcher: “I was there to push people beyond what's expected of them. I believe that's an absolute necessity.”
“ฉันทำแบบนั้นเพื่อผลักดันทุกคนให้ก้าวข้ามความคาดหวังของพวกเขา ฉันเชื่อว่านั่นคือความจำเป็นอย่างที่สุด”
ด้วยความโหด และเข้มข้นของอาจารย์
ภาพยนตร์จึงชื่อ Whiplash
ตีความได้ว่า การหวดแส้เคี่ยวกรำนักเรียน
หรือ อาจจะเป็นการหวดกลองด้วยไม้กลองชนิดที่เป็นแส้
สำหรับคุณแล้ว คุณตัดสินอาจารย์ Fletcher
ที่คำพูด การกระทำ หรือผลลัพธ์?
ภาพจาก
www.unsplash.com
http://www.imdb.com/title/tt2582802/






