จากเพลง Shanghai Breeze ของ John Denver
ในยุคสมัยที่คนต่างถิ่นห่างไกลมาเจอกันได้ง่าย และจากกันได้ง่าย ยุคของของการทำงานที่ต้องย้ายถิ่นฐาน การเดินทางที่บ่อยครั้งและยาวนาน ความสัมพันธ์แบบทางไกล หรือ “long distance relationship LDR” กลายเป็น lifestyle แบบหนึ่งที่หลายคนอาจได้สัมผัส ว่ากันว่า ไม่มีครั้งไหนในประวัติศาสตร์ ที่ LDR กลายเป็นเรื่องปกติ ที่มนุษย์ต้องเรียนรู้เท่ากับยุคนี้
อย่างเช่นในอเมริกา มีคน 3.9 ล้านคนที่แต่งงานแล้วอยู่ห่างกัน และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ โดยเป็นคนที่อยู่ระหว่างช่วงทำงานหนัก คืออายุ 30-40 ปี ที่มีสัดส่วนมากที่สุด และ 10% ของคนที่แต่งงานตอนกำลังอยู่ในสภาพ long distane relationship
ส่วนถ้าไม่นับเฉพาะคู่แต่งงาน เอาแค่คนเป็นแฟนกัน พบว่ามีถึง 14 ล้านคนที่บอกว่ารักกันแบบทางไกล แต่นี่คือตัวเลขปี 2005 ในสหรัฐ ตัวเลขปัจจุบันต้องสูงกว่านี้มาก ยิ่งถ้านับในระดับโลกทั้งใบ ชาว LDR อาจมีจำนวนเท่ากับประชากรประเทศขนาดกลางได้เลยทีเดียว
ในอดีต มนุษย์พยายามหลีกเลี่ยง LDR ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมีเป้าหมายว่า สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าใครคนใดคนหนึ่งต้องทิ้งถิ่นฐานเดิมมาอยู่ด้วยกัน ทั้งนี้ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารที่ทำได้ยากและต้นทุนสูง การโต้ตอบทางจดหมายรอเป็นเดือน รวมถึงสภาพสังคมและวัฒนธรรมที่ในชีวิตคู่ ต่างคนต่างต้องอาศัยการพึ่งพากันมากกว่าปัจจุบัน ล้วนทำให้ LDR เป็นเรื่องไม่พึงประสงค์ และถือเป็นอุปสรรคที่ต้องกำจัดไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่ในโลกปัจจุบันของการสื่อสาร กับความสามารถพึ่งตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องอิงกับชีวิตคู่ ทำให้ LDR กลายเป็นเรื่องที่สามารถบริหารจัดการได้มากกว่าแต่ก่อน และส่งผลให้ LDR เปลี่ยนจาก “life event” หรือ “life problem” กลายเป็น “lifestyle” ของคนสมัยใหม่จำนวนมาก
ถึงกระนั้นก็ตาม คำถามที่เกิดขึ้นเสมอคือ “LDR นั้นรอดหรือไม่รอด” บางคนที่เคยมาแล้วบอกว่า ไม่รอด เหมือนอย่างที่พูดว่า “รักแท้แพ้ระยะทาง” แต่บางคนไม่เพียงแต่ รอด แถมยังมีความสุขดี และสามารถใช้ชีวิตในแบบนี้ไปได้เรื่อยๆ
ซึ่งหมายความว่า LDR อาจไม่ได้เป็นเรื่องของ ระยะทาง เท่าใดนัก
ความคิดที่ว่า ระยะทางไม่ได้เป็นเรื่องชี้เป็นชี้ตาย ประยุกต์มาจากแนวคิดวิชาฟิสิกส์ เรื่องแรงดึงดูดของ Issac Newton หรือ “Newton’s Universal Law of Gravitation” ที่ว่า วัตถุสองชิ้นที่มีมวลหรือ mass ต่างส่งแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน โดยแรงดึงดูดนี้จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ มวล และ ระยะทาง ยิ่งมวลมากและระยะทางสั้น ยิ่งมีแรงดึงดูดต่อกันมาก
แนวคิดนี้ ไม่จำเป็นว่าใช้ได้เฉพาะกับสิ่งที่จับต้องได้เท่านั้น เนื่องจากถือเป็นเรื่องของธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับสรรพสิ่ง Universal Law of Gravitation ของ Newton จึงถูกเอาไปประยุกต์ใช้กับหลายเรื่อง และอาจรวมถึงเรื่องของความรัก โดยประยุกต์ต่อมาจากแนวคิดในทางเศรษฐศาสตร์อีกทีหนึ่ง ที่นำเอาแนวคิดนี้มาใช้ โดยเรียกว่า “Gravity Model”
ซึ่งอธิบายว่า ประเทศสองประเทศ จะมีความสัมพันธ์ทางการค้าต่อกันมากน้อยเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับ ขนาดของเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ (ซึ่งอาจมาจากจำนวนประชากรและอื่นๆ) และ ระยะห่างระหว่างสองประเทศ โดยหากต่างมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ และอยู่ไม่ห่างกันนัก ก็ยิ่งจะเกิดการค้าระหว่างกันมาก
เป็นไปได้ว่า ประเทศที่อยู่ติดกันเป็นประเทศเพื่อนบ้าน แต่กลับไม่ค่อยมีการค้ามาก เพราะขนาดเศรษฐกิจเล็ก ส่วนประเทศที่อยู่ห่างไกลหลายพันกิโลเมตรกลับมีการค้าด้วยกันมากกว่า อย่างเช่น ไทยกับประเทศลาว กัมพูชา เมียนมาร์ ไม่ได้ค้าขายกันมากเท่ากับ ไทยค้าขายกับญี่ปุ่น อเมริกา หรือยุโรป
ในเรื่องของความสัมพันธ์หรือความรัก ก็เช่นกัน

Gravity Model ชี้ว่า ระยะทางไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด ที่สำคัญเหมือนกัน หรืออาจจะสำคัญกว่าคือ “ขนาด” หรือ mass ของความรักระหว่างสองคนนั้นเอง ที่ชี้เป็นชี้ตายมากกว่า
เพราะเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปว่า คนสองคนต่อให้อยู่ด้วยกัน เจอกันมากกว่า 12 ชั่วโมงทุกวัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมี gravity ที่ดีต่อกัน ทั้งนี้เพราะ “ขนาด” หรือ mass ของความรักที่มีนั้น อาจไม่ได้มากก็ได้
มีการศึกษาหลายชิ้นที่ค้านกับความเชื่อทั่วไปที่ว่า LDR อยู่ไม่ยืด ชิ้นหนึ่งเป็นของ Dargie แห่ง Queen’s University และทีมงาน ลงใน Journal of Sex & Marital Therapy โดยทำการศึกษากับคน 1,000 คนที่กำลังเป็นแฟนกัน โดยวัดจาก ความรู้สึกใกล้ชิดหรือ itimacy, ความสมหวัง, และความพอใจเรื่อง sex
พบว่า “ยิ่งอยู่ห่างกันมากขึ้นเท่าใด กลับยิ่งมีความสัมพันธ์ที่ดี”
จนชักเกิดคำถามเล่นๆว่า ระยะทาง อาจไม่ใช่ตัวเอามาหารใน LDR Gravity Model เสียแล้ว ดีไม่ดีเป็นตัวคูณ
นอกจากนั้น ยังพบอีกว่า คนเป็นแฟนแบบ LDR มีความพอใจกันและกัน ไม่แตกต่างคนเป็นแฟนแบบอยู่ใกล้กัน
Karen Blair จาก University of Utah ผู้ร่วมในงานศึกษานี้เชื่อว่า ชาว LDR เห็นคุณค่าของเวลาอันน้อยนิดที่ได้อยู่ด้วยกัน จึงทนุถนอมห้วงเวลานั้นให้มากที่สุด คนที่อุตส่าห์เดินทางเป็นพันๆกิโลเมตร เพื่อจะได้ไปโผเข้าสวมกอด ย่อมหมายถึงว่า การเดินทางนั้นมีค่ามากเพียงใด
ต่างจากคนที่อยู่ใกล้กัน ที่อาจมองเวลาว่าเป็นแค่ commodity ราคาถูก และใช้อย่างไม่ถนอมเท่าไหร่ แฟนที่ตัวติดกัน อาจมองความเป็นแฟนว่าเป็นของตาย จึงไม่ต้องดูแลมาก และนั่นอาจทำให้ คู่ที่ใกล้ชิดกันมีความเปราะบางมากกว่าความรักของคู่ LDR เสียอีก
ว่ากันว่า คนที่มีขนม 10 ชิ้น อาจโยนทิ้งเล่นๆไปหลายชิ้น และหยิบที่เหลือใส่ปากโดยไม่คิดอะไร ส่วนคนที่มีขนมเพียง 1 ชิ้น ไม่สามารถโยนทิ้งได้ อีกทั้งเวลากินชิ้นเดียวที่มีค่านั้น ก็ย่อมรู้สึกอร่อยกว่าเป็นไหนๆ
Blair บอกว่า ในเวลาที่ไม่ได้เจอกัน คู่ LDR มักมี “กิจกรรมทางไกล” ร่วมกันที่มีประสิทธิภาพกว่า เช่น การ text ถึงกันจะให้ผลออกมาเชิงบวกมากกว่า ระมัดระวังที่จะทำร้ายใจกัน อันยิ่งเสริมความสัมพันธ์ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก จากการศึกษาพบว่าคู่ LDR จะโทรหากันหนึ่งครั้งใน 2.7 วันโดยเฉลี่ย
แต่สิ่งที่น่าสนใจมากจากการศึกษานี้ก็คือ หากคู่ LDR มีเป้าหมายว่า ในที่สุดแล้วจะมาอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม ก็จะระมัดระวังรักษาความรักให้คงไว้
ซึ่งหมายถึงความเป็น irony หรือความย้อนแย้งในตัวมันเองว่า “LDR จะไปได้ดี เมื่อทั้งสองคนพยายามจบ LDR” นั่นคือ ทั้งคู่ต้องมีแผนชีวิตที่จะหาทางมาอยู่ด้วยกัน ไม่ใช่คิดจะอยู่แบบ LDR ไปเรื่อยๆจนถึงอินฟินนิตี้ ไร้แผนใดๆ
มีข้อโต้แย้งว่า งานศึกษา LDR ไป focus ที่คนกำลังอยู่ใน LDR ก็เลยได้ผลออกมาแบบโลกสวย ลองถ้าหากไปดูคนที่เป็นศิษย์เก่า LDR หรือคนที่ล้มเหลวจากรักทางไกลบ้าง ผลจะเป็นอย่างไร?
คำตอบคือ มีงานศึกษาคนที่ fail เหมือนกัน โดย Guldner ที่ The Center for the Study of Long Distance Relationships พบว่า ถ้า LDR จะ fail ก็มักจะ fail ใน 4.5 เดือน นั่นอาจหมายถึงว่า ในเชิงสถิติ หากคู่ LDR ผ่าน “ช่วง probation” คือ 4.5 เดือนนี้ได้แล้ว โอกาสรอดน่าจะสูง
แต่ทว่า ช่วง probation นี้ก็ถือว่าโหดร้ายพอสมควร เพราะ 60% เท่านั้นที่จะพ้นโปร
สาเหตุหลักที่ fail คือ 70% มาจากไม่มีแผนชีวิตที่รองรับการเปลี่ยนแปลง หรืออีกนัยหนึ่งคือไม่ flexible และปรับตัวไม่ได้ ยังคงคาดหวังและเปรียบเทียบความเป็นแฟน LDR กับคู่ที่อยู่ใกล้กันอยู่เสมอ เช่น เห็นเพื่อนที่มีแฟนไปไหนด้วยกันในโลกโซเชียล ก็เกิดความรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งไป
ส่วนสาเหตุอีกประการของการ fail คือ “ระแวงว่าจะนอกใจ” อันเป็นที่มาของประโยคที่ว่า “รักแท้แพ้ระยะทาง” นั่นคือไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะไปเจอ prospect ใดๆที่ไหนบ้าง เกิดความสงสัย เกิดคำถาม และเกิดการทะเลาะข้ามโซนเวลา ซึ่งเป็นการสร้างความกดดันให้กับผู้ที่อยู่ต่างถิ่นที่กำลังต้องเผชิญกับการปรับตัวอยู่แล้ว มากขึ้นไปอีก
เรื่องนี้ Guldner บอกว่า เอาเข้าจริงแล้ว จากงานวิจัยของเขาไม่มีหลักฐานบ่งบอกเช่นนั้นเลย จริงๆแล้ว คน LDR ไม่ได้มีอาการนอกใจมากไปกว่าคนที่อยู่ใกล้กันแต่อย่างใด ดังนั้น หากคู่ LDR จะต้องมาล่มเพราะระแวงเรื่องนี้ ก็เป็นที่น่าเสียดายมาก
ชีวิต LDR เป็นชีวิตที่ต้องใช้ skill มากกว่าคู่ธรรมดา คนที่รอดคือคนที่ Dargie พบว่าเป็นคนที่มองโลกในแง่บวก เชื่อมั่นในตนเองสูง ไม่กระวนกระวายง่าย มีความสามารถดูแลตัวเองได้ดี สามารถเป็นเจ้าของชีวิตตนเองได้ และหาทางลดความเหงาจาก LDR ด้วยการมีกิจกรรมต่างๆ เช่น กีฬา งานอดิเรก หรือเข้าสังคม เป็นคน active ที่มีอะไรทำอยู่ตลอดเวลา
และนั่นทำให้ในชาว LDR หลายคน มองว่าชีวิตแบบนี้ก็ไม่ได้แย่อะไร กลับจะยิ่งทำให้ได้ “the best of both worlds” เสียด้วยซ้ำ นั่นคือ มีความรัก มีแฟน มีคนห่วงใย มีความโรแมนติก และยังมีอิสระที่จะดำเนินชีวิต เป็นตัวของตัวเองได้ตามต้องการ
และนี่เองเป็นที่มาว่า สำหรับหลายคู่ LDR แล้ว เวลาที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ ตอนที่กลับมาอยู่ด้วยกันนี่เอง






