OPINION

เป็นนักเดินทางกันแบบไหน?

วัลลภา วู
3 ก.ย. 2560
 ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยเลยที่ชอบเที่ยว ดูจากจำนวนนักเดินทางชาวไทยทั้งภายในประเทศและต่างประเทศก็ดูเหมือนประชาชนคนไทยจะมีแต่เพิ่มจำนวนขึ้นอยู่เรื่อยๆ  แล้วยิ่งเมื่อทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีแคมเปญเยอะแยะมากมาย  งานลดราคาโรงแรม ที่พัก มีกันนับไม่ถ้วน พวกเราก็ยิ่งจะมีตัวเลือกที่เยอะขึ้นใช่ไหมล่ะคะ ทุกครั้งที่เดินทางเราได้สังเกตเห็นอะไรหลายอย่างรอบข้าง​ หรือตัวเราเองบ้างหรือเปล่า​ ว่าเราจัดว่าเป็นเดินทางแบบไหน​ แล้วเราคิดว่าเรารู้จักการเดินทางที่แท้จริงมากน้อยแค่ไหน​ มี5อย่างที่อยากแชร์คะ
 
1. เที่ยวเยอะ ไม่ได้หมายความว่าฉลาดกว่าคนอื่น
เคยได้ยินบางคนพูดว่า คนเที่ยวคือคนที่ได้เห็นอะไรมากกว่า เพราะฉะนั้นต้องเป็นคนที่ฉลาดกว่าแน่ๆ  แน่นอนว่าคนที่เที่ยวเยอะ ได้เห็นอะไรมากกว่าคนที่ไม่เคยไปเที่ยวเลย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเค้าจะฉลาดหรือเจ๋งกว่าคนที่ไม่ได้เที่ยวเยอะเท่าไหร่  การไปเที่ยวมีหลายรูปแบบ สิ่งที่สำคัญคือพฤติกรรมการเที่ยวต่างหาก ถ้าคุณเที่ยวแบบไม่สนใจสิ่งรอบตัวเลย เอาแต่ตัวเองเป็นหลัก คุณก็จะมีแต่ได้ไปเที่ยวเก็บสะสมสิ่งที่ตัวเองอยากได้แล้วก็กลับบ้าน บางคนกินตะบี้ตะบัน แต่ไม่ได้สนใจที่มาที่ไป เสน่ห์ ความหมาย ของสิ่งที่กำลังรับประทานอยู่ ไม่ได้สนใจโต๊ะข้างๆ ว่าวิถีการรับประทานสิ่งนั้นๆ ของชุมชนนั้นๆ เค้าเป็นอย่างไร ทำไมวิถีจึงเป็นแบบนั้น มันมีอะไรที่แปลกไปจากวิถีคนไทยอย่างเราบ้าง พฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบนี้ต่างหากที่มากกว่าแค่เห็น เพราะมันไม่ใช่แค่ใช้ตาดูเท่านั้นถึงจะเข้าใจ​ แต่มีความใส่ใจและสนใจเข้าไปด้วย
 
2. จะขึ้นเครื่องบิน ต้องสวย จะลงเครื่องบิน ก็ต้องสวย
จำได้ว่าละครไทยนี่เป็นไอดอลของการเดินทางด้วยเครื่องบิน เวลาเปิดฉากมาเพื่อเล่าว่า นางเอกกลับมาจากเมืองนอก นางเอกนี่บินมาจากอเมริกาลงเครื่องมาอย่างสวย ผมปลิวสะบัด เมคอัพเป๊ะมาก หน้าไม่มีรอยยับถึงแม้ว่าจะนอนบนเครื่องมามากกว่า 20 ชั่วโมงก็ตาม หรือนี่คือที่มาของการแต่งตัวของพวกเราชาวไทย ที่เวลาเดินทางไปต่างประเทศ  ส่วนมากพวกเราจะค่อนข้างจัดเต็มในการเดินทาง เสื้อผ้าหน้าผมต้องเป๊ะ ในขณะที่ฝรั่งจะแต่งตัวเหมือนเตรียมนอนบนเครื่องบินเต็มที่ เอาสบายกายไว้ก่อน ส่วนชาวไทยหลายคนอย่างพวกเรานั้น ขอสบายใจไว้ก่อนก็แล้วกัน
 
3. Socialize on flight! ใครจะรู้ เนื้อคู่คุณอาจจะอยู่ข้างๆ ก็ได้
เมื่อกี๊เหมือนกับว่าจะเพิ่งบอกว่าไม่ต้องสวยต้องหล่อมากบนไฟล์ทก็ได้  แต่บางทีก็ไม่แน่ว่าคนข้างๆ คุณอาจจะทำให้คุณหวั่นไหวได้เหมือนกันนะคะ  แล้วถ้าหน้าสดเกินไปอาจจะเสียโอกาสหรือเปล่า ฮ่าๆ บางคนบอกว่าอย่าคุยกับคนแปลกหน้าบนเครื่องบิน แต่เรากลับมาว่าบางครั้งการเดินทางก็เริ่มต้นตั้งแต่คุณยังไม่ถึงจุดหมายปลายทาง การเดินทางเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่ใจคุณออกเดินทางไปแล้วต่างหาก ตอนที่คุณกำลังเก็บของเตรียมใส่กระเป๋า ตอนที่คุณขึ้นรถแท็กซี่บึ่งไปสนามบิน ตอนที่คุณรีบวิ่งเข้าประตูขึ้นเครื่อง ตอนที่คุณทักทายคนแปลกหน้าที่นั่งข้างๆ  ช่วงเวลาเหล่านั้นคุณได้ออกเดินทางแล้ว ไมล์แรกของคุณเริ่มสะสมได้ที่ตัวคุณเอง คุณเลือกได้เองว่าจะใช้มันไปอย่างมีความสุข หรืออย่างวิตกกังวล โทษนู่นโทษนี่ว่าลืมนู่นลืมนี้ อย่างงี้ก็เตรียมไม่ดี  อย่างงี้ก็ไม่พร้อม ถ้าคุณคิดจะเป็นนักเดินทางละก็ อย่าเพอร์เฟ็กค่ะ
 
4. สอดรู้สอดเห็น อย่างมืออาชีพ
นักเดินทางมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือความอยากรู้อยากเห็น เห็นอะไรแปลกใหม่ไม่คิดในใจอยู่คนเดียว ต้องถามให้รู้ลึก รู้จริง  อยู่ตลอดเวลา บางคนไม่ชอบถามเยอะแต่เป็นคนชอบอ่าน ดูป้าย เข้าพิพิธภัณฑ์เก็บข้อมูล อยู่กับกระบวนการคิดวิเคราะห์ของตัวเอง แต่บางคนชอบมีล่าม มีไกด์จะได้ซักไซ้ถามนู้นถามนี้ แต่บางคนนี่สิคะ สร้างเพื่อนใหม่ระหว่างทางแล้วคะยั้นคะยอถามนู้นถามนี้  ไปไหนไปกัน เพื่อนใหม่แนะนำให้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ อีกเยอะแยะ สร้างความทรงจำที่ดี แพ็คกระเป๋ากลับบ้านได้มากกว่าของฝากซะอีก เคยมีอยู่ครั้งนึงไปเที่ยวฮานอยแบบไม่รู้จักใคร เค้าบอกว่าครั้งนึงในชีวิตให้ไปเที่ยวคนเดียวดูสักครั้ง เป็นครั้งแรกที่ไปเวียดนาม เพื่อนที่รู้จักเค้าตอนนั้นเค้าไม่อยู่เวียดนามพอดี  เลยฝากเราให้ไปนอนบ้านเพื่อนของเพื่อน เราก็ไป พอลัดเลาะไปถึงซอยก็มีตรอกซอกซอยลัดเลาะลึกล้ำเข้าไปอีกกว่าจะถึงบ้าน ตอนนั้นด้วยความกลัวว่าจะไม่มีที่พักเพราะดึกมากแล้วเลยเอาวะ อยู่มันที่นั้นแหละ ไม่ต้องเลือกมาก บ้านหลังนี้เป็น guesthouse ประเภทที่ให้ backpacker ที่รู้จักกันแบบปากต่อปากมาพักเท่านั้น ไม่มีการทำการตลาดอะไรมากมาย ตื่นเช้ามาเราเดินออกไปดูคนออกกำลังกายที่สวนสาธารณะ เจ้าของบ้านอาสาพาเที่ยวเลยแว้นขึ้นมอเตอร์ไซด์เค้าไปดูสถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมือง ตกเย็นไปนั่งยองๆ จิบกาแฟรสชาติกลมกล่อมข้างถนน ดึกหน่อยพาแว้นต่อไปแข่งมอเตอร์ไซด์กับแก๊งค์เพื่อนๆ (ครั้งแรกและคงเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต เหอๆ) ดึกมากหน่อยพาเราไปสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กนักเรียนยากจนที่ร้านกาแฟแห่งนึง
 
5. ให้
บางคนบอกว่าการไปเที่ยวคือการไปเอา แต่เราคิดว่าการไปเที่ยวบางครั้งก็คือการได้ไปให้ด้วยต่างหาก บางคนตั้งใจไปซื้อไปกินไปใช้ให้เต็มที่ ไม่แปลกอะไรหรอกค่ะ อยากทำอะไรที่เราสบายใจแล้วไม่เดือดร้อนใครทำได้เลย เพราะเราจะได้พักผ่อนหย่อนใจในแบบฉบับของเราได้เต็มที่ แต่มีนักท่องเที่ยวอีกหลายคนที่นอกจากจะได้สนุกสนานแบบนั้นแล้ว เค้ายังได้เผื่อเวลาช่วงนึงของทริปไว้เผื่อการให้ด้วย  เราโชคดีที่ตอนนั้นที่ฮานอย เจ้าบ้านของเรา พาเราไปจิบกาแฟในร้านเล็กๆ​ ที่อยู่ในตรอกลึกลับ​ จิบกาแฟไปสอนภาษาอังกฤษไปด้วย เราเลยได้ลิ้มลองการเป็นนักเดินทาง “ที่ได้ให้” คนที่มานั่งเรียนเป็นเด็กวัยรุ่น​จนถึงเด็กเล็กที่ตามพี่ของตัวเองมา​ ส่วนคนที่สอนก็เป็นฝรั่ง​ backpacker ซะส่วนมาก​ ตอนนั้นเราก็เป็นหนึ่งในนั้น​ เราเลยได้รู้จักเพื่อนใหม่หลายชาติ​ คนนึงจบอ๊อกซ์ฟอร์ดมาปั่นจักรยานรอบโลกหนึ่งปี​ ก่อนจะกลับไปลงหลักปักฐานที่ลอนดอน​ อีกคนเป็นน้องนักเรียนชาวเวียดนามที่อยากหาเวลาว่างช่วยที่บ้านหาเงินโดยการเป็นล่าม​ แต่ภาษาไม่แข็งแรงเลยมาฝึกพูดกับพวกเรา​ พอดึกมากแล้วก็พากันกลับบ้าน​ จำได้ว่าวันนั้นน้องผู้หญิงที่เป็นนักเรียนของเราแว้นมาส่งถึงที่บ้านพัก​ ปัจจุบันเรายังได้คุยกันอยู่แล้วตอนนี้ภาษาอังกฤษขอเธอก็แข็งแรงขึ้นมากอย่างที่ตั้งใจไว้​  ไม่รู้สิคะ​ เวลาเราเที่ยวไปด้วยแล้วเราได้ให้อะไรบ้างนอกเหนือจากเพิ่มเม็ดเงินทางเศรษฐกิจ​ เรารู้สึก​ “อิ่มใจ” อย่างบอกไม่ถูก
 
 
 
 
photo credit : www.travelandleisure.com
About the Author
นักพัฒนากลยุทธ์ เเละความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและองค์กร
ที่ live&learn ในสามทวีปทั่วโลกทั้งยุโรป อเมริกา และเอเชีย
เธอชอบถ่ายทอดประสบการณ์แปลกใหม่ในมุมมองที่แตกต่าง 
ปลุกพลังและแรงบันดาลใจได้ง่าย ๆ จากเรื่องใกล้ตัวที่คนอื่นมองข้าม 
และหยุดพูดไม่ได้ถ้าคุณบังเอิญชวนเธอคุยเรื่อง women empowerment
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า Facebook คือส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว ถ้าเราย้อนกลับไป หากพูดถึง hi5 ที่โด่งดังในช่วงก่อนนั้น ก็ยังมีฟีเจอร์ที่น้อยกว่า Facebook ในปัจจุบันอยู่ดี หนึ่งในฟีเจอร์เด็ดก็คือ Live สด นั่นเอง ตั้งแต่ครั้งแรกที่ Facebook ปล่อยฟีเจอร์นี้มาได้รับความนิยมจาก user อย่างบ้าคลั่ง วันนี้เราจะพาคุณไปพบกับ 5 อันดับ Live Facebook ที่เราพบเห็นบ่อยที่สุด ว่ามีอะไรกันบ้าง…
 
สำหรับ climber แล้ว การไต่ระดับขึ้นไปจนถึงจุดที่สูงที่สุด ภาวะของจิตใจเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะต่อให้คุณมีเรี่ยวแรงมาดีแค่ไหน แต่ถ้าเห็นหน้าผาแล้วใจหวิวๆ ขาสั่นๆ มันก็พาหมดแรงเอาซะง่ายๆ