ในใจเธอไม่ได้คิดถึงเนื้อหาใน e-mail แต่อย่างใด หากคิดไปถึงความยากลำบากกว่าจะได้งานนี้มา เงินเดือนที่ใครๆก็อิจฉา ตำแหน่งที่สูงดูดี ห้องทำงานวิวสวย และสวัสดิการดีเยี่ยม พร้อมกับนึกไปถึงอนาคตที่เดาไม่ได้รออยู่ข้างหน้า
ในใจของหญิงสาวตัดภาพสลับไปมาระหว่าง สิ่งสวยงามที่งานนี้พามาให้ กับ หลายสิ่งในชีวิตที่เธอต้องสูญเสียไปเพราะงานนี้
หากเธออยู่ต่อ เธอก็สามารถรักษาสถานภาพทางสังคมที่ดีไว้ และชีวิตก็จะดำเนินไปตามปกติ ถึงแม้จะไม่มีความหมายนัก แต่ถ้าเธอเลือกที่จะไป โดยไม่รอได้งานใหม่เพราะการรอจะทำให้ถอนตัวยากขึ้นเรื่อยๆ เธอจะกลายสถานภาพเป็นคนตกงานทันที และเมื่อถูกถาม เธอจะตอบว่าอย่างไร? และเมื่อใดเธอจะได้งาน?
Cursor นั้นวางทาบลงบน icon “Send” มานานแล้ว เหลือแต่เพียงแรงกดคลิกจากนิ้ว ชีวิตเธอก็จะเปลี่ยนไปตลอดกาล
ในหนังสือขายดี The Dip โดย Seth Godin ที่พูดถึงการใช้ชีวิตของคนเรา ที่จำต้องพบกับสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคชั่วคราวคือ “the dip” ที่ทำให้บางคนหมดกำลังใจ ทั้งที่เป็นแค่หุบเหวตื้นๆ หรือสภาพ “cul de sac” (คัล-เดอ-แสค) อันเป็นภาษาฝรั่งเศสหมายถึง dead end นั่นคือ ทำอย่างไรก็ไม่มีอะไรดีขึ้น แต่ก็ไม่มีอะไรแย่ลงเช่นกัน โดยวันๆหนึ่งผ่านไปเหมือนเดิม หากพล๊อตเป็นกราฟ ก็จะได้เส้นตรงขนานไปกับแกนเวลา
ความน่ากลัวที่แอบแฝงของสภาพ cul de sac ก็คือ ความรู้สึกชินชาสามารถอยู่ไปได้เรื่อยๆ เสมือนกับการเสพติดความเฉื่อย ผลคือ ชีวิตจะไม่ไปไหนแบบ “ทนไปเรื่อยๆก็ได้” สิ่งที่จะทำให้ตื่นจาก cul de sac ได้ คือการคิดถึง ต้นทุนการเสียโอกาส หรือ opportunity cost
ในทางเศรษฐศาสตร์บอกว่า อะไรก็ตามที่เราทำลงไปนั้น อย่าลืมว่า มันมีต้นทุนของการเสียโอกาสที่จะทำอย่างอื่นเสมอ ถ้าทำอย่างอื่นแล้วน่าจะดีกว่า ก็หมายความว่า ที่เรากำลังทำอยู่นั้น ต้องนับต้นทุนการเสียโอกาสเพิ่มเข้ามาด้วย นั่นคือ ต้นทุนแท้จริงนั้น มีมากกว่าที่เห็นเป็นตัวเงิน
ในบางคน หากเอา ค่าตอบแทน มาหารกับ เวลาทั้งหมดที่ต้องหมดไปกับงานแล้ว อาจพบว่า รายได้ต่อชั่วโมง ไม่ได้มากมายอย่างที่คิด และยิ่งหักเอา opportunity cost ที่มองไม่เห็นของการเสียสุขภาพและการเสีย work-life balance เข้าไปด้วยแล้ว อัตราค่าตอบแทนต่อชั่วโมงอาจจะยิ่งต่ำลงไปอีก เงินเดือนที่เห็นสูงๆนั้น อาจเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะเป็นเพียง nominal value ไม่ใช่ real value
ในทางตรงข้าม สิ่งที่จะทำให้ติดอยู่กับ cul de sac จนไปไหนไม่ได้ เป็นเรื่องของ sunk cost อันเป็นคนละขั้วกับ opportunity cost ในทางเศรษฐศาสตร์ sunk cost เป็นต้นทุนที่ลงทุนลงแรงจ่ายไปแล้วในอดีต ดังนั้นไม่ว่ามันจะราคาแพงสักเพียงใด ถือเป็นเรื่องที่จบสิ้นไปแล้วอย่างสมบรูณ์ หรือ “จมหาย (sunk)” ไปแล้ว ไม่เกี่ยวกับอนาคตข้างหน้า จึงไม่ต้องนำมาใช้ตัดสินใจใดๆ
แต่ปรากฏว่า sunk cost นี่เอง กลับถูกนำมาใช้เป็นอันดับต้นๆในการตัดสินใจของคนเรา ยิ่ง sunk cost มีมูลค่าสูง ก็ยิ่งเสียดายอดีต ยิ่งต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ก็ยิ่งเสียดายหนัก หลายคนจึงถูกอดีตยึดขาไว้ไม่ให้ไปไหน และยอมทนมีชีวิตที่ไม่ต้องการ เพียงเพื่อให้ “คุ้ม” กับอดีตราคาแพงที่จบไปแล้ว
เช่นเดียวกับตำแหน่งหน้าที่ ที่อาจดูดีประสบความสำเร็จในสายตาคนทั่วไป แต่ถ้า “ความสำเร็จ” ที่ว่า ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริง อีกทั้งต้องแลกกับหลายอย่างที่ไม่อยากแลก “ความสำเร็จ” ที่ว่านั้น ก็ไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย แทบไม่ต่างจาก sunk cost ที่ไม่ควรคิดเสียดาย

นักจิตวิทยาบอกว่า ความเครียดและอ่อนล้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนเราขาดวินัยในการควบคุมตนเอง จึงไม่น่าประหลาดใจว่า บางคนที่ไม่ได้สนุกกับงานจนความหมายอยู่แค่วันเงินเดือนออก ต้องหาทางคลายเครียดโดยการ “ให้รางวัลกับตัวเอง” เช่น “ช้อปปิ้งเพื่อขอให้ได้ช้อปปิ้ง” หรือ กินไม่หยุด หรือหาทางใช้เงินต่างๆ ฯลฯ
รางวัลที่ว่านี้ เป็นเพียงทางออกชั่วคราว หรือเป็นเพียง pleasure ในเวลาสั้นๆ ไม่ใช่ happiness ที่แท้จริง โดยทำไปเพื่อให้ “มีชีวิตดีๆบ้าง” ท่ามกลางชีวิตการงานที่ไม่ได้มีความหมายนัก และการให้รางวัลกับตัวเองนี้ ถูกหล่อหลอมโดยไม่รู้ตัว กลายเป็น life style หลัก และวิถีชีวิตของคนคนนั้นไปในที่สุด
นั่นคือ ในชีวิตของคนทำงานบางคนนั้น life style ที่เห็นๆกัน อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการจริง ไม่ได้เกี่ยวกับ passion ใดๆที่เขามี หากเป็นเพียงความพยายามหันเหความสนใจจากชีวิตที่ไม่มีความหมาย ที่ัยังหาทางออกไม่ได้เท่านั้นเอง
ที่สำคัญคือ หลายกรณีที่ “รางวัล” เหล่านี้ต้องแลกมาด้วยภาระการเงิน ทำให้บางคนจำต้องถูก locked in กับงานที่ไม่ชอบไปเรื่อยๆก่อน เพื่อจะได้มีกระแสเงินสดสิ้นเดือน มากพอ แน่นอนพอ หล่อเลี้ยง life style เหล่านี้ต่อไปได้ เข้าทำนองขี่หลังเสือแล้วลงไม่ได้ เกิดเป็น negative feedback loop ที่วนไม่รู้จบ เสมือนเป็นกับดักหรือ trap ที่ทำให้ จำต้องอยู่กับงานไม่มีความหมายอะไรสำหรับเราไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดอายุขัยของการทำงาน
สำหรับบางคนที่ถูก locked in กับงานที่ไม่ชอบ มักไม่มีเวลาทุ่มเทให้กับ passion ที่มีนัก เพราะกว่าจะมีเวลาว่าง ก็อ่อนล้าทั้งกายและใจเสียแล้ว เลยหันไปหากิจกรรมสบายๆเพื่อผ่อนคลายมากกว่า แทนที่จะทุ่มแรง เงินทุน และ เวลานอกงานเพื่อ passion และนั่นทำให้ความฝันและ project ต่างๆที่อาจจะมีอยู่ในใจมานานแสนนาน ต้องรอไปก่อนอีกนานแสนนานเช่นกัน
นั่นคือ “ชีวิตทั้งหมดดำเนินไปเพื่อรักษาสิ่งที่ไม่ต้องการให้คงไว้” ซึ่งดูไม่เป็นตรรกะ แต่นั่นคือชีวิตจริงของหลายคน
ตรงกันข้ามกับคนที่อยู่กับงานที่ชอบ ถึงแม้จะเจอปัญหาเจ็บปวดอย่างไร ก็ยังรู้ว่าเป็นสิ่งที่ต้องแลกมาเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่า ทำให้วันเวลาที่ผ่านไปนั้น ถึงแม้จะยากลำบากอย่างไร ก็ยังมีความหมาย จึงไม่ต้องหาเรื่องเบี่ยงเบนความสนใจหรือ “ให้รางวัลกับตัวเอง” อันจะทำให้เปลืองเงินโดยไม่จำเป็น
และนั่นทำให้บางคนพบว่า ถึงแม้งานใหม่ได้ค่าตอบแทนเป็นเงินน้อยกว่าเดิม แต่กลับมีเงินเก็บมากขึ้น และฐานะการเงินดีขึ้น รวยกว่าเดิมเสียอีก
หลายนาทีผ่านไป หน้าจอยังปรากฏ e-mail ฉบับเดิม .
เธอหวนนึกถึง คณิตศาสตร์- algorithm ที่ว่า การติดอยู่ในภาวะชะงักงัน หรือที่เรียกว่า local maxima นั้น มีวิธีหลุดทางเดียวคือ ต้อง move on โดยยอมรับว่า การ move ต่อไปอาจจะทำให้แย่กว่าเดิมก็ได้ แต่ถ้าไม่ทำ สิ่งที่แน่นอนคือ จะต้องติดอยู่บนยอดเนินต่อไป แทนที่จะมีโอกาสที่จะไปถึงยอดสูงสุด หรือ global maxima ได้อย่างที่เธอใฝ่ฝัน
และแล้ว ด้วยสายตาที่เป็นประกาย นิ้วชี้ของเธอที่วางอยู่บน mouse ก็กระดกกดที่ icon “Send”
เธอถอนใจอย่างโล่ง จดหมายลาออกอยู่ในมือของ HR แล้ว หญิงสาวเลื่อน mouse ไป shutdown, ลุกขึ้น ,พร้อมกับฮัมเพลง Ready to Take A Chance Again ของ Barry Manilow อย่างสบายใจ






