OPINION

เจแปน แสนสาหัส ตอน 9

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
15 ส.ค. 2561
ถึงแม้ว่านากาโน่จะไม่ได้อยู่เหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น แต่ในฤดูหนาวก็มีหิมะตกหนัก ถือว่าหนาวไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ ทางตอนเหนือเช่นกัน ดังนั้นแผนการหลบหนีจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ฉันกับเพื่อนๆ จึงหันหน้าปรึกษากันอีกครั้ง

“เอาไงดีวะ…ข้างนอกเป็นสวนผัก”
“ถ้าเรางัดกระจกบานเกล็ดออกสัก 4-5 แผ่น ก็น่าจะรอดตัวออกไปได้นะ” ต่ายออกความเห็น
“จะงัดอย่างไงหล่ะ ก็ไอ้บื้อนี่มันนั่งจ้องไม่กระพริบตา” ตุ๊กตาพูดอย่างอารมณ์เสีย
“เดี๋ยวกูไปปิดประตูเอง…บอกมันว่าลมหนาวพัดเข้าห้อง” เล็กพูดอย่างมั่นใจ

แล้วก็เหมือนสวรรค์มาโปรดดลบันดาลให้ไอ้บื่อนั่งสัปหงกในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น เหมือนมันง่วงเต็มที เล็กจึงค่อยๆ ย่องไปปิดประตูเบาๆ แต่มันดันสะดุ้งตื่นลืมตาขึ้นแล้วตะคอกเสียงดัง

“ปิดประตูทำไม?”
“ก็พวกเราหนาวนี่นา… ขอปิดแง้มไว้หน่อยนะ” เล็กรีบพูดะกุกตะกักด้วยความตกใจ

ไอ้บื่อจ้องมาที่พวกเราด้วยสายตาไม่ค่อยไว้ใจ แต่แล้วมันก็ยอมให้แง้มประตูไว้ตามที่เล็กขอ เพราะความหนาวเย็นของหิมะที่ตกลงมาปกคลุมรอบบ้านทำให้อากาศภายในบ้านเย็นยะเยือก แม้แต่พวกเราเองที่อยู่ในชุดกันหนาวหลายชั้นยังต้องซุกกายอยู่ในผ้าห่มตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าตามๆ กัน

หลังจากเล็กปิดประตูแง้มไว้พอประมาณ แค่ไม่ถึงห้านาทีไอ้บื่อก็เริ่มสัปหงกอีกครั้ง คราวนี้มันนั่งคอตกคอห้อยไปข้างหนึ่ง ประมาณว่าง่วงเต็มทีเกินที่จะฝืนได้อีกต่อไป เมื่อสบโอกาสเหมาะ ฉันกับต่ายก็ลงมือช่วยกันงัดกระจกบานเกล็ดออกที่แผ่นโดยตุ๊กตากับเล็กคอยนั่งลุ้นระทึกอย่างใจจดใจจ่อ

กระทั่งงัดกระจกออกไปได้ 5 แผ่นพอให้ตัวเล็ดรอดออกไปได้ วินาทีนั้นทุกคนตื่นเต้นดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ แล้วฉันสั่งเพื่อนๆ ทุกคนว่าให้หนีไปแต่ตัวเปล่าโดยไม่ต้องแบกกระเป๋าเดินทางให้เป็นภาระ และไม่ต้องหยิบอะไรติดตัวไปแม้แต่ชิ้นเดียวนอกจากกระเป๋าสะพายที่พกพาสปอร์ตและเงินเท่านั้น

ทุกคนทำตามที่ฉันบอกถึงแม้จะเสียดายเสื้อผ้าและสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ในกระเป๋าเดินทาง แต่นาทีนี้เราต้องสละทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอดออกไปให้พ้นจากขุมนรกตรงนี้ให้ได้

ในที่สุดพวกเราใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีก็สามารถสอดตัวออกจากช่องหน้าต่างลงมาสู่พื้นหิมะที่ตกลงมาทับถมกันตลอดทั้งคืนจนเป็นกองหนาทึบเกือบถึงหัวเข่า โชคดีที่พวกเราสวมรองเท้าบู๊ทและสวมถุงมือกันหนาวทุกคนจึงพร้อมที่จะลุยหิมะได้อย่างเต็มที่

จากนั้นพวกเราก็พากันวิ่งลุยแปลงสวนผักที่เป็นดินโคลนเลอะเทอะเฉอะแฉะ และต้องวิ่งฝ่าความมืดในขณะที่หิมะยังตกลงมาไม่หยุด สภาพตอนนั้นช่างทุลักทุเลเหลือเกิน แต่ก็ต้องรีบไปให้ถึงถนนใหญ่ก่อนที่ไอ้บื่อจะลืมตามาเห็นพวกเรากำลังหลบหนี

เมื่อมาถึงบริเวณถนนพวกเราก็พากันดีใจ เหมือนรอดตายออกจากขุมนรกมาได้ แต่ในเวลาดึกดื่นขนาดนี้บริเวณนั้นก็ไม่ค่อยมีรถวิ่งผ่านไปมา โดยเฉพาะรถแท็กซี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะบริเวณนั้นเป็นพื้นที่ชนบท หากผู้โดยสารต้องการใช้บริการรถแท็กซี่ ก็มีวิธีเดียวคือโทรศัพท์เรียกให้มารับถึงที่ ส่วนใหญ่ตามชนบทเกือบทุกจังหวัดในญี่ปุ่นก็ใช้ระบบนี้กันทั้งนั้น

ตอนนั้นพวกเราไม่กล้าโบกรถมั่วซั่ว เพราะกลัวโบกไปเจอรถของแฟนเล็กเข้าจะยุ่ง แต่แล้วโชคก็เข้าข้างเราอีกครั้ง เมื่อจู่ๆ รถแท็กซี่ก็วิ่งผ่านมาพอดี คิดแล้วก็เหมือนสวรรค์ส่งมาช่วยพวกเราแท้ๆ

พวกเราพากันโบกแท็กซี่ด้วยความดีใจ โดยทุกคนยังอยู่ในอาการตื่นเต้นและร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด จนคนขับแท็กซี่พอเดาออกว่าพวกเรากำลังวิ่งหนีใครมา ต่ายผู้เชี่ยวชาญภาษาญี่ปุ่นได้ดีกว่าใครเธอสั่งให้โชเฟอร์ช่วยพาพวกเราไปส่งในเขตพื้นที่ชุมชน

ระหว่างที่รถวิ่งไปตามถนน พวกเราก็แย่งกันพ่นภาษาไทยใส่กันไม่ยั้งถึงเหตุการณ์ที่วิ่งหนีตายมาเมื่อสักครู่ ว่าป่านนี้ถ้าไอ้บื่อลืมตามาไม่พบพวกเรามันจะทำอย่างไร หรือถ้าลูกพี่มันกลับมาแล้วรู้ว่าพวกเราหนีไปได้มันจะจัดการกับไอ้บื่ออย่างไร

ทุกคนต่างวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานาพร้อมกับสมน้ำหน้ามันที่กำลังจะรับกรรมในอีกไม่ช้า จนโชเฟอร์ก็คงรู้สึกรำคาญ แล้วฉันก็เห็นเขาหยิบวอที่ใช้ในการสื่อสาร ซึ่งแขวนอยู่ด้านข้างพวงมาลัยแล้วเขาก็สนทนากับใครคนหนึ่ง พวกเราพากันเงียบปากทันทีเพราะอยากรู้ว่าเขาพูดอะไรกับใครและเกี่ยวข้องกับพวกเราหรือเปล่า 

“ไอ้แท็กซี่มันกำลังรายงานว่ามีผู้หญิงต่างชาติสี่คนอยู่ในรถมัน” ต่ายแปลภาษาไทยให้พวกเราฟัง
“แล้วมันพูดกับใครวะ?” ฉันรีบถามต่ายทันที
“ไม่รู้ซิ…แต่กูกลัวเป็นตำรวจว่ะ” ต่ายตอบไม่ค่อยมั่นใจ
“ไม่ใช่คุยกับผัวอีเล็กนะ…ซวยเลยนะมึง” ตุ๊กตาพูดด้วยความกังวล
“กูว่าท่าไม่ดีแน่…พวกเราลงกันตรงนี้เถอะ” เล็กทักท้วงขึ้น

แล้วต่ายออกคำสั่งให้โชเฟอร์หยุดรถเดี๋ยวนั้น แต่เขาก็ไม่ยอมหยุดยังคงขับไปเรื่อยๆ โดยให้เหตุผลว่าบริเวณนี้เป็นทางเปลี่ยวไม่มีรถวิ่งแท็กซี่วิ่งผ่าน แถมหิมะก็ยังตกไม่เลิก แต่พวกเราก็ยืนยันว่าจะลงให้ได้โดยช่วยกันส่งเสียงเป็นภาษาอังกฤษดังขึ้นพร้อมๆ กันว่าให้หยุดรถ

“สต๊อปๆๆๆ!!”

เสียงกดดันของพวกเราดังมากจนโชว์เฟอร์ตกใจ ต้องหยุดรถให้พวกเราลงข้างทางทันที ทั้งที่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่เปลี่ยวบ้านแต่ละหลังอยู่ห่างกันเป็นร้อยเมตร ถนนทั้งสองฟากทางมีแต่ท้องนาและสวนผักสวนผลไม้สลับกันไปตลอดทางบรรยากาศยามนั้นหนาวเหน็บสุดจะทรมาน

สารรูปของแต่ละคนกระเซอะกระเซิงเพราะเปียกชื้นจากเกล็ดหิมะ รองเท้าก็เลอะเทอะไปด้วยขี้โคลน โชคดีที่ตามท้องนามีกองฟางตั้งเรียงรายอยู่หลายกอง พวกเราไม่รีรอช่วยกันทลายกองฟางลงกับพื้นแล้วเข้าไปซุกตัวนอนในกองฟางเพื่อหลบหิมะชั่วครู่ชั่วคราว ซึ่งก็พอช่วยบรรเทาความหนาวเย็นไปได้บ้าง ยามนั้นพวกเรายังคงมีเสียงหัวเราะร่าเริงที่เห็นสารรูปของแต่ละคนอยู่ในสภาพสะบักสะบอมต้องเผชิญกับสภาพอากาศหนาวติดลบ แต่ก็ไม่ทุกข์ใจเหมือนตอนถูกกักขังอยู่ในบ้านหลังนั้นที่ถูกจองจำรอการประหารในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

ขณะที่พวกเรานอนหมอบอยู่ในกองฟางนานเกือบสิบนาทีมีรถวิ่งผ่านไปมา 4-5 คัน แต่พวกเราก็ยังไม่กล้าตัดสินใจออกมายืนโบกรถเพราะกลัวจะไปเจอรถแฟนเล็กซึ่งอาจจะออกติดตามพวกเราก็เป็นได้

ตอนนั้นฉันรู้สึกว่ามือ เท้า และใบหน้าเริ่มชาขึ้นเรื่อยๆ เพราะเกล็ดหิมะตกกระทบใบหน้าตลอดเวลาจนฉันและเพื่อนๆ ไม่อาจทนอยู่ในสภาพอากาศหนาวเหน็บตรงนี้ได้อีกต่อไป แล้วต่ายก็นำทีมพาพวกเราออกาจากพื้นที่นั้น

“กูจะออกไปโบกรถแล้วนะ?” ต่ายพูด
“เฮ้ย อย่าเพิ่งเลย… ถ้าเกิดไปโบกรถผัวอีเล็กเข้าให้ซวยเลยนะมึง!” ตุ๊กตาคัดค้าน
“มันคงไม่ซวยขนาดนั้นหรอกน่า” ฉันสำทับ
“เออใช่…กูคงไม่ซวยขนาดนั้นหรอก รีบไปจากตรงนี้ก่อนเถอะ กูไม่ไหวแล้ว” เล็กเห็นด้วย

พวกเรายังคงนอนหมอบอยู่ในกองฟางเพื่อรอให้รถคันต่อไปวิ่งผ่านมา จนกระทั่งเห็นแสงไฟจากรถส่องมาแต่ไกลพวกเราจึงพากันออกไปยืนโบกรถอย่างพร้อมเพียงกัน แล้วรถก็หยุดรับพวกเรา โชเฟอร์เป็นชายญี่ปุ่นวัยกลางคนหน้าตาเป็นคนใจดี

เขาถามพวกเราว่าจะไปไหนกัน ต่ายรีบส่งภาษาญี่ปุ่นอย่างคล่องแคล่วว่าขอให้เขาช่วยพาพวกเราไปส่งในเขตชุมชนเพื่อพวกเราจะได้เรียกแท็กซี่ต่อไป โชเฟอร์ผู้ใจดีตอบตกลงอย่างง่ายดายและยินดีพาพวกเราไปส่งถึงอู่รถแท็กซี่ในเขตเมืองนากาโน่ เขาถามพวกเราว่าจะไปไหนกันต่อ ต่ายตอบสั้นๆ ว่า จะไปบ้านเพื่อน เค้าก็ไม่ถามอะไรต่อ

เป็นอันว่าทุกอย่างผ่านพ้นมาด้วยความราบรื่น พวกเราพร้อมใจกันยกมือไหว้ขอบคุณที่เขามีน้ำใจงามมาส่งในที่ปลอดภัย จากนั้นก็พากันเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งยังสถานีรถไฟถัดไปที่ไม่ใช่สถานี “นากาโน่” จุดเดิมที่เป็นจุดเริ่มต้นความซวยของพวกเรา

เมื่อมาถึงสถานีรถไฟตอนนั้นค่อนข้างสว่างแล้ว ที่สถานีนี้มีผู้คนพลุกพล่าน พวกเราซื้อตั๋วรถไฟแล้วก็หาที่นั่งหลบมุมรอรถไฟเดินทางเข้าสู่เมืองโตเกียวตามความฝัน ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าจุดหมายปลายทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไรหรือจะไปอาศัยอยู่กับใคร เพราะตุ๊กตาดันลืมหยิบสมุดบันทึกที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนๆ ที่โตเกียวไว้ในกระเป๋าเดินทาง
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ผมเพิ่งรู้ว่า มีคนมากมายไม่สามารถตัดสินใจเก็บหรือทิ้งสิ่งของได้เพียงลำพังและมีคนอีกเป็นจำนวนมาก ไม่รู้ว่าแก้ปัญหาบ้านรกได้อย่างไร
เธอยืนหยัดจะสู้ และปล่อยให้โรคร้ายนั้นเป็นพียงแค่ “ทางผ่าน”