OPINION

เจแปน แสนสาหัส ตอน 4

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
11 ก.ค. 2561
สำหรับการพนันที่นิยมเล่นกันต้องบอกว่ามีทุกอย่างให้เลือกเล่นกันตามถนัด ตั้งแต่ป๊อกเด้ง ผสมสิบ รัมมี่ ถั่วหยิบ น้ำเต้าปูปลา และไฮโล จะว่าไปแล้ว สมัยก่อนข่าวคราวหญิงขายบริการในต่างแดนไม่มีที่ไหนโด่งดังเท่าประเทศญี่ปุ่นอีกแล้ว จนกลายเป็นตำนานว่าญี่ปุ่นคือแหล่งขุดทองของสาวไทยในยุคนั้น

พี่ติ๊กบอกถึงสาเหตุที่ต้องพาฉันเข้าไปในบ่อนด้วย ก็เพราะในบ่อนแห่งนี้มีพวกแม่แท็กหลายคนเข้าไปเสี่ยงดวงทุกวัน และถ้าฉันโชคดีไปเข้าตาแม่แท็กคนไหนสักคน เขาอาจซื้อฉันไปอยู่ด้วยก็ได้ แต่ฉันก็เข้าไปในตั้ง 4-5 ครั้งแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีใครสนใจซื้อฉันสักคน

ตอนนั้นด้วยอายุและวุฒิภาวะฉันยังน้อยมาก อาจยังคิดอะไรไม่เป็นกับคำว่า “คุณค่าของมนุษย์” แต่ตอนนี้ถ้ามองย้อนกลับไปในวันนั้น ฉันรู้สึกสังเวชตัวเองเหลือเกิน ว่าชีวิตเราช่างไม่ต่างกับผักปลา ต้องถูกเขาพาไปเร่ขายตามสถานที่ต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ในบ่อนการพนัน

กระทั่งเวลาผ่านไปเกือบเดือนแล้ว พี่ติ๊กก็สั่งให้ฉันเก็บเสื้อผ้าเตรียมตัวเดินทางไปจังหวัดนากาโน่ เธอบอกว่ามีแม่แท็กนัดดูตัวฉัน ซึ่งยังไม่รับปากว่าเค้าจะซื้อหรือเปล่า? แล้ววันนั้นพี่ติ๊กก็พาฉันไปขึ้นรถไฟชินกังเซ็นที่สถานีรถไฟอุเอโน๊ะ เป็นรถไฟความเร็วสูงที่วิ่งไวมากราวกับจรวจ โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงที่หมายปลายทาง

บรรยากาศวันนั้นช่างหนาวเหน็ดจับใจจริงๆ เพราะตลอดการเดินทางที่รถไฟวิ่งไปก็มีหิมะกระหน่ำลงมาไม่หยุด จนมองไม่เห็นวิวทิวทัศน์ใดๆ นอกจากภูเขาสูงใหญ่ที่ปกคุมไปด้วยหิมะขาวโพลนจนมองไม่เห็นธรรมชาติสีเขียวของต้นไม้

เมื่อมาถึงที่หมายปลายทางเมืองนากาโน่ ฉันก็ได้พบกับผู้หญิงชาวจีนไต้หวัน อายุประมาณ 40 กว่าปี หุ่นสูงเพรียว ผมตรงยาวยันสะโพก หน้าตายังสวยเฟี้ยวราวกับดาราจีนคนหนึ่ง เธอมากับสามีชาวญี่ปุ่นวัยไร่เรี่ยกัน เพื่อรอรับฉันกับพี่ติ๊ก

ทันทีที่เธอเห็นหน้าฉันก็ส่งยิ้มให้พร้อมกับจ้องมองฉันอย่างเอ็นดู พร้อมกับแนะนำตัวเองว่าชื่อ “ชีหยังหยัง” จากนั้นพี่ติ๊กก็ส่งภาษาญี่ปุ่นคุยกับมาม่าซังได้ไม่กี่คำ แล้วเธอก็หันมาบอกกับฉันว่า มาม่าซังตกลงซื้อฉันไปอยู่ด้วย

หลังจากทั้งคู่คุยกันได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ฉันก็เห็นพี่ติ๊กรับเงินก้อนโตจากมาม่าซัง แล้วเธอร่ำลาฉันกลับโตเกียวในวันนั้นทันที ก็เป็นอันว่าฉันได้เป็นเจ้าของหนี้ก้อนโตอย่างสมบูรณ์แบบ ที่ต้องทำงานใช้หนี้ให้กับมาม่าซังคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 5 แสนบาท

จากนั้นพาฉันมาที่อพาร์ตเม้นท์ ซึ่งเป็นที่พักของเธอด้วย แล้วฉันก็ได้พบผู้หญิงไทย 3-4 คน ยังจำชื่อพวกเธอทั้ง 3 คนได้ไม่เคยลืม ว่ามีพี่หนึ่ง พี่ส้ม และพี่ตา ทั้ง 3 เป็นเด็กแท็กของมาม่าซังและกำลังจะหมดแท็กในอีกไม่กี่วัน ยกเว้นแต่พี่ตาที่หมดแท็กแล้ว แต่ยังคงทำงานและอาศัยอยู่กับมาม่าซัง

วันนั้นมาม่าซังมาม่าซังได้ประทานชื่อภาษาญี่ปุ่นให้ฉันว่า “อคิน่า” ความหมายแปลว่าอะไรนั้น ฉันไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าอคิน่าเป็นชื่อนักร้องหญิงชาวญี่ปุ่นที่กำลังฮอตมากในยุคนั้น ถ้าให้เปรียบความดังก็ไม่ต่างจากมาดอนน่านั่นแหละ

มาม่าซังแนะนำให้ฉันรู้จักกับพี่ตาพร้อมกับฝากฝังฉันไว้กับเธอให้ช่วยเป็นพี่เลี้ยงและสอนงานในร้านสแน็ก ว่ากิจวัตรประจำวันต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งงานก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แค่เป็นเพื่อนนั่งดื่มชวนคุยและร้องเพลงคู่กับแขก สุดท้ายก็เป็นเพื่อนนอนไปตามระเบียบ

พี่ตาเป็นสาวชาวเหนืออายุประมาณ 40 ปี ลักษณะตัวเล็ก เตี้ยท้วม และดูเป็นคนใจดี พี่ตาบอกว่าเธอมาอยู่ญี่ปุ่นได้ 2 ปีกว่าและหมดแท็กมานานแล้ว แต่ไม่อยากย้ายไปอยู่ที่อื่น ด้วยเหตุผลว่ามาม่าซังใจดีกับเธอมาก ที่สำคัญคือเธออายุเยอะแล้วจึงไม่อยากไปดิ้นรนในสถานที่ใหม่ๆ

พี่ตาสอนฉันหลายอย่างเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น ว่าต้องเป็นคนอดทนอดกลั้นและตั้งใจเก็บเงินไว้เยอะๆ แล้วเลิกอาชีพนี้ซะไปหางานอย่างอื่นทำ เธอเตือนว่าอย่าหลงใหลไปกับความฟุ้งเฟ้อ โดยเฉพาะผู้ชาย การพนัน ยาเสพติดควรออกให้ห่าง เพราะ 3 อย่างนี้ล้วนเป็นกิจกรรมเสียเงิน เสียอนาคตและหมดตัวได้ง่ายๆ

ข้อห้ามที่สำคัญที่สุดคือ อย่าเข้าไปข้องเกี่ยวกับพวกยากูซ่าเด็ดขาด เพราะมีผู้หญิงไทยหลายคนต้องตาย หายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย ถ้าใครเข้าไปพัวพันกับคนพวกนี้ หรือถ้าเผลอไปมีเรื่องกับพวกมันจะต้องถูกตามราวีไม่เลิก และพร้อมจะฆ่าทิ้งได้ทุกเมื่อ ถ้ามันรู้สึกไม่ปลื้ม

คืนนั้นพี่ตาพาฉันเดินตะลุยหิมะไปยังร้านสแน็ก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอพาร์ตเม้นท์ แล้วคืนนั้นฉันก็เปิดบิลรับลูกค้ารายแรกเป็นหนุ่มใหญ่วัยประมาณ 30 ปี โดยมาม่าซังนำเสนอฉันในฐานะเด็กใหม่ที่เพิ่งอิมพอร์ตมาถึงหมาดๆ พี่ตาบอกว่าลูกค้าเป็นแขกประจำร้านนี้มานานปีแล้ว และใช้บริการสาวๆ ในร้านมาจนครบทุกคน แต่ยังไม่ถูกใจใคร ถ้าฉันโชคดี เขาอาจตัดแท็กฉันไปทำเมียก็ได้นะ

สำหรับร้านนี้มีเพื่อนร่วมงานประมาณ 10 คน เป็นสาวไทย 5 คน นอกนั้นเป็นสาวจีนไต้หวัน มีทั้งสาวรุ่นและสาวแก่อายุเกือบ 50 ปี ก็ยังมาขายกันอยู่ ส่วนคนไทยก็เห็นจะเป็นพี่ตานั่นแหละที่ดูสูงวัยกว่าใครทั้งอึดทั้งทน แถมยังรับลูกค้าได้ทุกสภาพ ไม่ว่าแขกจะแก่ งี่เง่า เมาขนาดไหน คนอื่นๆ รับไม่ได้แต่พี่ตาจะอาสารับทำ แล้วเธอก็ไม่เคยทำให้ลูกค้าผิดหวัง

แล้วก็เหมือนว่าฉันจะโชคดี เมื่อลูกค้าหนุ่มที่มาใช้บริการฉันตั้งแต่คืนแรก กลับมาใช้บริการฉันอีก 3-4 ครั้งติดๆ กัน และดูท่าว่าเขาจะชอบฉันมาก ถึงขั้นมาเจรจากับมาม่าซังว่าจะขอตัดแท็กฉันไปอยู่ด้วย ตอนนั้นฉันตื่นเต้นดีใจสุดๆ ไม่คิดเลยว่าจะได้มาพบรักแท้ในดินแดนซากุระได้รวดเร็วขนาดนี้ ทั้งที่หน้าตาฉันแสนจะขี้เหร่จนขายแทบไม่ออก ทำเอามาม่าซังกับพี่ตาพากันตื่นเต้นดีใจไปกับฉัน

แต่แล้วความฝันฉันต้องสลาย เมื่อจู่ๆ เขาก็หายหน้าไปอย่างไม่มีสาเหตุและตั้งแต่นั้นเขาก็ไม่เคยโผล่หน้ามาที่ร้านอีกเลย เมื่อทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คิด ฉันก็ต้องกลับมาทำงานใช้หนี้ก้อนโตเหมือนเคย และถูกมาม่าซังยัดเยียดลูกค้าให้แทบทุกคืน บางคืนก็ 2 รอบ ทั้งชั่วคราวและค้างคืน

สำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการส่วนใหญ่เป็นชาวนา ชาวสวน มือเท้าดำสกปรก ปากเหม็น ตีนเหม็น แถมยังได้ค่าตัวถูกกว่าอีกต่างหาก แต่ฉันก็จำทนทำเพราะไม่มีสิทธิ์เลือก ผิดจากลูกค้าในเมืองโตเกียวที่มีแต่คนใส่สูทผูกเนคไทมาเที่ยว คิดแล้วก็อยากกลับไปอยู่โตเกียว

คืนหนึ่ง เวลาประมาณ 2 ทุ่ม อากาศหนาวค่อนข้างรุนแรงเพราะหิมะที่ตกลงมาทั้งวันทั้งคืนไม่หยุด ขณะที่ทุกคนกำลังนั่งหลบหนาวแหกปากร้องเพลงคาราโอเกะอย่างมีความสุข มาม่าซังก็ตะโกนเป็นภาษาญี่ปุ่นปนภาษาจีน ประมาณว่าให้ผู้หญิงทุกคนที่ไม่มีพาสปอร์ตออกไปหาที่ซ่อนตัวด้านนอกก่อน เพราะตำรวจนิวกังกำลังแห่กันมาในร้านเพื่อจับผู้หญิงที่ไม่มีวีซ่า (รวมทั้งฉันก็ไม่มีพาสปอร์ตเช่นกัน)

ขณะนั้นผู้หญิงในร้านก็พากันแยกย้ายออกจากร้านอย่างชุลมุน ฉันได้แต่หันซ้ายหันขวาทำอะไรไม่ถูก เพราะฟังภาษาไม่รู้เรื่อง กระทั่งพี่ตาเดินมาคว้าแขนฉันแล้วพาวิ่งออกหลังร้าน ท่ามกลางหิมะที่ยังคงตกลงมาไม่หยุด โดยมีเพื่อนคนไทยอีก 3 คนวิ่งตามกันตาติดๆ

สภาพฉันตอนนั้นคือแต่งตัวโป๊มากด้วยชุดกระโปรงสั้นจู๋ แต่ยังดีที่เป็นเสื้อแขนยาว จากนั้นพวกเราก็พากันไปหลบแถวคันนาของชาวบ้านแถวนั้น ซึ่งเป็นทุ่งนาโล่งๆ แล้วพวกเราก็ช่วยกันถล่มกองฟางที่ตั้งไว้อย่างเป็นระเบียบให้ลงมากองกับพื้น จากนั้นก็เอาตัวเองเข้าไปนอนซุกอยู่ในกองฟาง

พวกเรา 5 คนนอนหลบตำรวจอยู่ในกองฟางที่ยังคงหนาวเหน็บสุดจะบรรยาย รู้แต่ว่าใบหน้าและหัวกะบาลฉันเย็นจนชาแทบไม่มีความรู้สึกอะไรเลย แต่สายตาของพวกเราก็ยังคงช่วยกันสอดส่องว่าจะมีรถตำรวจผ่านมาไหม

ความหนาวเหน็บสุดขั้วในครั้งนั้นทำให้ฉันเกือบตัดสินใจเดินเข้าหาตำรวจเพื่อจับฉันส่งกลับเมืองไทย แต่ติดตรงที่พี่ตาอยู่ด้วย เธอต้องไม่ยอมปล่อยฉันหนีไปแน่ เพราะเธอจงรักภักดีต่อมาม่าซังมากๆ กระทั่งผ่านไปราว 10 นาที ก็มีแสงไฟจากรถคันหนึ่งขับชะลอบริเวณที่พวกเรานอนอยู่ในกองฟาง เหมือนจะรู้ว่าพวกเราหลบอยู่บริเวณนั้น 

พี่ตาจำได้ว่านั่นเป็นรถของไอ้ป๊าผัวของมาม่าซัง เธอจึงวิ่งออกจากกองฟางแล้วไปยืนโบกรถเพื่อให้รับพวกเรากลับร้าน แต่คืนนั้นมามาซังเห็นท่าไม่ค่อยดีเพราะกลัวว่าตำรวจอาจย้อนกลับมารอบ 2 ได้ จึงสั่งให้พวกเรากลับห้องแล้วพักผ่อนกันตามอัธยาศัย

นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันเริ่มเรียนรู้วิถีการเอาตัวรอดกับอาชีพขายบริการในประเทศญี่ปุ่น ว่ามันไม่ได้สนุกเหมือนตอนอยู่ฮ่องกง แต่ที่ญี่ปุ่นความเป็นความตายอยู่ใกล้กันนิดเดียว คืนนั้นถ้าไม่มีพี่ตามาด้วย ฉันนึกไม่ออกว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร อาจหนาวตาย หรือโดนตำรวจจับส่งกลับเมืองไทยก็ได้

ข้อดีของการทำงานในญี่ปุ่นคือไม่ต้องวิ่งหนีตำรวจทุกวัน แต่ถ้าถึงฤดูกาลที่พวกนิวกังออกกวาดล้างจับหญิงค้าบริการเมื่อไร ช่วงนั้นจะเหมือนอยู่ในสงครามที่ไม่มีใครรู้ตัวว่าระเบิดจะลงเมื่อไร บางครั้งพวกนิวกังก็จู่โจมเข้ามาจับพวกเราในแบบปิดประตูตีแมว บางครั้งก็ปลอมเป็นลูกค้ามาล่อซื้อบริการ หรือบางครั้งพวกเรากำลังนอนหลับสบายๆ อยู่ในที่พัก พวกนิวกังก็อาจมาเชิญกลับเมืองไทยแบบไม่ทันตั้งตัว
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
สำหรับทุกความรักที่ไม่เป็นไปอย่างที่หัวใจเราคิด ลองไปฟังเพลงพวกนี้กันนะคะ ถ้าคุณเคยมีประสบการณ์แบบที่ว่า เชื่อว่า ต้องมีสักเพลงที่เคยตรงกับความรู้สึกของคุณ
 
คนบางคนเกิดมาพร้อมโอกาสรายล้อม หากแต่ไม่เคยใช้โอกาสเหล่านั้นให้คุ้มค่า บางคนแค่เข้าใกล้คำว่า “โอกาส”ยังไม่มีแม้แต่ “โอกาส”
การได้คุยกับ “พี่เจ๋ง”และ "พี่จ่อย" (นามสมมุติ) นักโทษคดียาเสพติดที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ทำให้รู้สึกว่า “โอกาส” คือสิ่งที่มีค่าต่อคนที่นี่มากที่สุด